Posted in

อิทธิฤทธิ์ หรือ ความบังเอิญ: ๑. หลวงพ่อ (พระราชพรหมยาน วีระ ถาวโร)

โดย พ.ต.อ.อรรณพ กอวัฒนา …​เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการพบหลวงพ่อฤาษีลิงดำครั้งแรก และศรัทธาในหลวงพ่อฯ

หลวงพ่อ

เมื่อประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๓ ผมได้รับข่าวจากตำรวจที่ดูแลรักษาความปลอดภัยวัดท่าซุง จดหมายมาบอกเล่าเก้าสิบว่า “ หลวงพ่อ ” ( พระเดชพระคุณพระราชพรหมยาน ) รับนิมนต์ที่จะไปประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธรูปพระประธานที่ “ วัดเขาไผ่ ” จังหวัดระยอง และในระยะนั้น จะจำวัดอยู่ที่บ้าน “ พี่สมบูรณ์ ” จังหวัดจันทบุรี บอกมาด้วยว่า หลวงพ่อฯ อยากให้ผมไปพบ แต่ไม่ยักกะบอกว่าเรื่องอะไร ผมก็เลยต้องเดาว่าหลวงพ่อฯ คงอยากไปเยี่ยมทหารและตำรวจที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ทั้งนี้ เพราะเมื่อปลายปี พ.ศ.​๒๕๓๒ หลวงพ่อฯ  ได้เดินทางไปประกอบพิธีให้ทหารเรือที่อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ซึ่งในขณะนั้น ผมรับราชการอยู่ที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด จึงได้มีโอกาสไปดูแลให้ความสะดวกเล็ก ๆ น้อย ๆ และในโอกาสนั้นเอง หลวงพ่อฯ ได้ปรารภกับผมว่า ปีหน้าถ้ามีโอกาสท่านอยากจะมาอำเภอคลองใหญ่ ( ตอนปรารภนั้นปลายปี ๒๕๓๒ ) และผมก็เดาถูกนิดหน่อย  เพราะมาทราบภายหลังว่า หลวงพ่อฯ มีรายการไปบวงสรวงที่บ่อพลอย ของลูกศิษย์ที่อำภอบ่อไร่ จังหวัดตราด แต่ไม่ได้ไปเยี่ยมทหาร เพราะกว่าผมจะเดินทางไปพบก็เป็นวันสุดท้ายของกำหนดการแล้ว และภายหลังได้ทราบจากหลวงพ่อฯว่า ท่านมีเจตนาจะเลยไปเยี่ยมทหารและตำรวจจริง ๆ แต่เมื่อผมไปถึงนั้นเลยเวลาแล้ว ทั้งนี้ ในขณะนั้น ผมเองก็ได้ย้ายมารับราชการที่อำเภอบางคล้าด้วยจึงไม่เป็นการสะดวกและได้งดรายการเยี่ยมทหาร – ตำรวจไปแล้ว

            ที่ผมเดาได้ถูกนั้นเพราะหลวงพ่อฯนั้นไม่เคยทอดทิ้งทหารและตำรวจโดยเฉพาะพวกที่ไปปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดน หลวงพ่อฯได้กรุณาอนุเคราะห์และเอื้อเฟื้อมาโดยตลอดไม่ว่าดินแดนนั้นจะอยู่ห่างไกลเท่าไร ทุรกันดารเพียงไหน หรืออันตรายปานใด หลวงพ่อฯได้เคยพากเพียรดั้นด้นไปเยี่ยมเยียนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ระหว่างที่เดินทางไปสงเคราะห์ก็มิใช่จะสะดวกสบาย พูดอย่างภาษาชาวบ้านว่าต้องกินอยู่หลับนอนเหมือนกับพวกเขาที่เราไปสงเคราะห์ หลายครั้งที่หลวงพ่อฯ “ ต้องกินข้าวลิง ” เพราะระหว่างเดินทางอยู่นั้นไม่มีร้านรวงหรือบ้านเรือนให้นิมนต์ฉันได้ สองข้างทางเป็นป่าทึบและนอกจากนั้นก็ยังเป็นพื้นที่สู้รบอีกด้วย เวลาก็ใกล้จะเลยเพลแล้วลูกศิษย์ที่ไปด้วยจำต้องถวายกล้วยและผลไม้อื่น ๆ บ้างเป็นภัตตาหารมื้อเพล เพราะไม่มีอย่างอื่นจะถวายให้ท่านได้ ฆราวาสไม่เดือดร้อนเพราะจะกินเมื่อไรก็กินได้ แต่พระไม่ได้นี่ครับต้องฉันไม่เกินเวลา แล้วพวกเรารู้ไหม คำน้อยสักคำหนึ่งหลวงพ่อฯไม่เคยบ่น ท่านกลับคุยจ้อ พออกพอใจท่าทางยิ่งแช่มชื่นอะไรจะปานนั้น ท่านพูดว่า

            หลวงพ่อฯท่านยอมอดข้าว เพื่อให้ได้สงเคราะห์พวกเรา แต่พวกเราล่ะครับ เอาอย่างหลวงพ่อฯของเราบ้างหรือเปล่า เอาแค่เวลารับประทานอาหารก็พอ บ่นบ้างหรือเปล่าว่าอาหารไม่อร่อยอาหารไม่ถูกปาก รับประทานอาหาร ๑ มื้อ แต่บ่นเสีย ๗ กระบุงหรือเปล่า เวลาจัดเลี้ยงคนมาก ๆ น่าสงสารน่าเห็นใจแม่ครัวนะครับ คนช่วยทำมีน้อยและมีคนละ ๒ มือ แพ้ปากคนติทุกทีไปซึ่งถ้าพวกแม่ครัวเขามีอิทธิฤทธิ์เสกเป่าเนรมิตได้ผมว่าแม่ครัวทุกคนจะต้องเสกเป่าให้พวกเราทันทีไม่มีบิดพลิ้ว อย่าไปตามใจปากมากมายนักเลยครัว ไม่ว่าอะไรก็ตามจะสวยจะงามขนาดไหนพอผ่านปากผ่านลำไส้ของเราไปแล้ว ถ้าต้องได้เห็นอีกเป็นต้อร้อย ยี้ . . .  กันทุกคน

            มีเรื่องตลกที่เกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินจะเล่าให้ฟาเผื่อจะเป็นข้อคิด ครั้งหนึ่งสมัยที่ผมบวชเรียนอยู่กับหลวงพ่อฯ ผมได้รับความกรุณาจากหลวงพ่อฯให้ร่วมโต๊ะฉันกับท่านทุกมื้อ จึงได้มีลูกศิษย์คณะหนึ่งอยากได้บุญมาก มาแอบกระซิบถามว่าหลวงพ่อฯชอบฉันอะไร ผมก็มาไตร่ตรองดูไม่เคยพบว่าหลวงพ่อฯท่านชอบฉันอะไร แต่เวลาฉันทุกมื้อ ท่านจะเตือนเสมอให้พิจารณา “ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ” และปกติท่านจะฉันเร็วพอสมควร เมื่ออาหารเข้าปากท่านก็เคี้ยว ๆ ส่งและก็กลืน ๆ ส่ง ไม่เห็นว่าท่านชอบหรือติดใจอะไรเป็นพิเศษ บ่อยครั้งที่เห็นท่านฉันมื้อละ ๒ – ๓ คำก็อิ่ม ส่วนใหญ่ท่านก็จะตามใจโยมฉันให้กำลังใจคนที่ทำมาถวายเท่านั้นฯ ผมคิดว่าถ้าร่างกายของท่านนี้ไม่ต้องการอาหารเพื่อยังชีวิตเอาไว้หลวงพ่อฯท่านคงจะไม่เสียเวลาฉัน แต่ผมก็ยังอุตส่าห์สังเกตว่าถ้ามีต้มยำกุ้งหลวงพ่อจะฉันได้มากขึ้นอีกนิดหนึ่ง จึงได้บอกศิษย์คณะนั้นไปว่าให้ถวายต้มยำกุ้ง ครั้นพอได้เวลาฉันเมื่อหลวงพ่อฯท่านเห็นต้มยำกุ้ง ท่านกลับไม่แตะต้องเลย ผมก็คิดของผมเองในใจด้วยกลัวหน้าจะแตกว่า…… “ หลวงพ่อฯครับฉันต้มยำกุ้งเสียหน่อยเถิดครับ โยมที่ทำมาถวายเขาจะเสียใจ ”

ทันใดนั้นจู่ ๆ หลวงพ่อฯก็พูดขึ้นมาดัง ๆ โดยไม่มองหน้าผมเลยว่า….. “ เอ้า เป๋ ! คุณฉันศพกุ้งเสียหน่อยซิ ”

ผมงี้สะดุ้งเฮือก เจอดีเข้าจังเบอร์แล้วไหมล่ะ มื้อนั้นผมมองกับข้าวบนโต๊ะฉันเห็นเป็นศพอะไรต่อมิอะไรยั้วเยี้ยไปหมด ฉันข้าวไม่ได้กัดฟันฉันข้าวคลุกน้ำศพปลา ( น้ำปลา ) ไปได้ ๒ – ๓ คำก็อิ่ม นับเป็นการสาธิต “ อาหาเรปฏิกูลสัญญาภาคปฏิบัติ ” ที่ชัดเจนและเจ็บปวดที่สุด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาถ้าใครมาถามผมว่าหลวงพ่อฯท่านชอบฉันอะไร ผมก็จะหัวเรากั๊ก ๆ แล้วทำเป็นหูทวนลมเดินหนีไปทุกครั้ง

            ผมไปพบหลวงพ่อฯที่จันทบุรีช้าไป จนหลวงพ่อฯไม่อาจจะไปสงเคราะห์ทหารและตำรวจที่อำเภอคลองใหญ่ได้ ผมก็เลยถือโอกาสนิมนต์อาราธนาหลวงพ่อฯมาเยี่ยมอำเภอบางคล้าซึ่งผมเป็นสารวัตรใหญ่อยู่ เพราะเห็นว่าเป็นเส้นทางผ่านตอนขากลับ และอยากให้คณะศิษย์ของหลวงพ่อฯได้มีโอกาสมานมัสการหลวงพ่อ “ พระพุทธโสธร ” ว่าอย่างนั้นเถิด หลวงพ่อฯก็รับนิมนต์ คงจะเพื่อสงเคราะห์คณะศิษย์ให้ได้มีโอกาสนมัสการหลวงพ่อพระพุทธโสธรอย่างที่ผมเดาเอาไว้นั่นเอง

            เมื่อ ๑๗ ปีมาแล้ว หลวงพ่อฯเคยพาคณะศิษย์มานมัสการหลวงพ่อพระพุทธโสธร หลวงพ่อฯท่านว่า เทพ ( หมายถึงเทวดาหรือพรหม ) องค์ที่ดูแลหลวงพ่อพระพุทธโสธร ชื่ออะไรผมก็จำไม่ได้ เป็นเทพที่มีบุญบารมีทางโชคลาภสูงมาก แล้วในวันที่หลวงพ่อฯมาโรงพักบางคล้า หลวงพ่อฯก็เอ่ยชื่อท่านองค์นี้อีก ผมฟังไม่ถนัด เดา ๆ เอาว่าน่าจะเป็นท่าน “ สหัมบดีพรหม ” แน่ ๆ และก็จากการที่หลวงพ่อฯมาเยี่ยมผมที่โรงพักบางคล้านี่เอง ผมจึงได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านพระปลัดวิรัชฯ ฯ ท่าได้ขอให้ผมเขียนเรื่องอะไรก็ได้ที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงพ่อฯของพวกเรา ผมจึงแบ่งรับแบ่งสู้ ( แต่ออกจะไม่รับไม่สู้แค่รับว่าจะพยายามลองดูเสียละมากกว่า และในที่สุดก็จึงได้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา โดยผมใคร่จะขอกราบเรียนเสียก่อนว่าสันดานของผมนั้นเป็นคนพูดโผงผางตรงไปตรงมา บางครั้งสรรพนามที่ใช้เขียนเรื่องนี้ก็เป็นสรรพยามที่ในตอนนั้น ผู้คนในเรื่องที่เล่านี้เขาพูดจากันอย่างนั้นจริง ๆ ผมจึงเขียนไปอย่างนั้นหาได้มีเจตนาจะให้ระคายหูระคายตาหรือลบหลู่ดูหมิ่นท่านผู้ใด ยกตัวอย่างเช่นถ้าบุคคลในเรื่องที่ผมเล่าเขาตะโกนว่า

            “ เฮ้ย ถ้าพวกมึงถอย กูจะตัดหัวพวกมึงเจ็ดชั่วโคตร ”

อย่างนี้แล้วจะให้ผมละเลียดเขียนเสียใหม่ว่า

            “ อุ๊ย ถ้าพวกท่านถอย ผลก็จะตัดศีรษะพวกท่านเจ็ดลำดับสายโลหิต นะเคอะ !

อ่านแล้วน่าคลื่นไส้ตายโหงนะครับ และอีกอย่างหนึ่งเมื่อจะให้เขียนกันจริง ๆ ผมก็จะขอเขียนเรื่องจริง ๆ ที่ดูแล้วเข้าท่า เรื่องออดอ้อนพร่ำ

พรรณนาสุดรักสุดเคารพสุดบูชาสุดประมาณก็เห็นทีจะยอมแพ้ไม่ขอเขียนดีกว่า และเรื่องที่จะเขียนก็จะไม่เขียนว่าหลวงพ่อฯสอนว่าอย่างไร เพราะคำสอนที่พิมพ์ออกมาก็มีมากมายเหลือคณานับไปหาอ่านเอาเองดีกว่าครับ และจะได้ไม่ผิดพลาดด้วยเพราะเป็นคำสอนโดยตรงจากหลวงพ่อฯ ผมจะเขียนว่าเพราะอะไรและเหตุใดจึงมาพบหลวงพ่อฯ จากที่ได้มาพบและติดตามท่านระยะหนึ่งได้ประสบพบเห็นเหตุการณ์อะไรที่คิดว่าสนุก ๆ ไม่ซีเครียดและที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงพ่อฯ และขอทำความเข้าใจว่า เมื่อผมจั่วหัวเรื่องถึงหลวงพ่อฯหรือหลวงปู่องค์ไหนหรือบุคคลท่านอื่นใด ก็หมายความว่าผมจะเล่าเรื่องของหลวงพ่อฯหลวงปู่องค์นั้น หรือบุคคลท่านนั้น ๆ เฉพาะเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับหลวงพ่อฯและเฉพาะที่ผมได้รู้ได้เห็นได้สัมผัสในเวลาและโอกาสนั้น หรือในกาลถัดต่อมาที่หลวงพ่อฯได้กรุณาอธิบายขยายความให้ชัดเจนและถูกต้องยิ่งขึ้น คนอื่นเห็นอย่างไรก็ให้เขาเล่าเองบ้างเถิดนะขอรับครับกระผม . . .

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *