Posted in

อิทธิฤทธิ์ หรือ ความบังเอิญ: ๒. พบหลวงพ่อ

โดย พ.ต.อ.อรรณพ กอวัฒนา

พบหลวงพ่อ

            ผมถือกำเนิดมาในตระกูลพ่อค้าใหญ่ ผู้คนในตระกูลของผมส่วนใหญ่ไม่มีใครนับถือพระนับถือเจ้าอย่างจริงจังอะไร คุณก๋งของผมเป็นพ่อค้าข้าวมีรีงสีหลายโรง สมัยก่อนแถวถนนสาทรยันถนนตกข้ามเจ้าพระยาไปจนถึงบางค้อไม่มีใครไม่รู้จัก “ เจ้าสัวกอเป็งเชียง ” หรือ “ เจ้าสัวเจียร ” ร่ำลือกันว่าร่ำรวยกว่าใคร ๆ ในย่านนี้ บ้านที่พักอาศัยเรียกว่า “ บ้านสามภูมิ ” ประกอบด้วยบ้านของ ๓ ตระกูลใหญ่มี “ กอวัฒนา ” , “ พยัคฆาภรณ์ ” และ “ ทวีสิน ” มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล ใครจะจัดงานแต่งงานลูกหลานมักจะมาขอยืมสถานที่เพื่อจัดงานพิธีและงานเลี้ยง เดือน ๆ หนึ่งมีงานหลายงาน ผมละชอบนักเชียวเพราะว่าเป็นลาภปากมีงานทีไรอิ่มสบายทุกที บางทีล่อหมูหันซะก่อนแขกก่อนเจ้าภาพเสียอีก เขาเล่ากันว่าสมัยหนึ่งที่รัฐบาลไทยห้ามส่งข้าวออกนอกประเทศ คุณก๋งของผมตกงานไม่มีอะไรจะทำ จึงได้ประชดจัดตั้งสมาคมขึ้นมา ไม่ใช่สมาคมอั้งยี่กรรไกรขาเดี่ยวอะไรหรอกครับ แต่เป็นสมาคมที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เอาแต่เลี่ยงดูปูเสื่อกันทั้งวันทั้งคืน ไม่ใช่เลี้ยงข้าวเหนียวส้มตำนะครับ แต่เลี้ยงแบบอาหารฮ่องเต้ตลอดวันตลอดคืน มีนักร้องนักดนตรีจีนมาขับกล่อมผลัดเปลี่ยนกันไปตลอด ๒๔ ชั่วโมง แต่จะบรรเลงกันแบบ Non-Stop หรือ Medley หรือเปล่าผมเกิดไม่ทัน เล่าลือกันว่าเจ้าสัวเจียรฯทิปนักร้องครั้งละ ๑ บาทเห็นจะได้ โชคดีที่รัฐบาลห้ามเพียง ๓ เดือนก็อนุญาตให้ส่งข้าวออกได้ไม่งั้นนักร้องรวยกว่านี้และคงจะได้เป็นเจ้าสัวแทนคุณก๋ง ส่วนคุณก๋งของผมนั้นดีไม่ดีอาจจะต้องกลายเป็นจั๊บกังหาบข้าวส่งให้นักร้องก็ได้ถ้าหากไม่ยุบสมาคมตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินต่อไป ผู้คนเก่า ๆ แถวนั้นจึงเรียกสมาคมนี้ว่า “ สมาคมสามเดือน ” อยู่แถว ๆ ตรอก พระยาพิพัฒน์ฯ ถนนสาธรเหนือนั่นแหละคุณ น่าเสียดายที่ในปัจจุบันบ้านกอวัฒนานั้น พื้นที่ส่วนใหญ่ได้กลายเป็นทรัพย์สมบัติของคนนอกสกุลไปเกือบหมดสิ้นแล้ว ทรัพย์สมบัติของคุณก๋งและคุณย่าก็เหือดแห้งไปพร้อมกับน้ำในคลองสาธรนั่นแหละ เพราะไม่มีน้ำใจไม่มีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและไม่รู้รักสามัคคีซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสลดใจ แม้ว่าใด ๆ ในโลกล้วนอนิจจํ แต่ก็ไม่น่าจะรวดเร็วปานฉะนี้ และทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าสกุลใดก็มักจะต้องประสพชะตากรรมแบบนี้หากไม่มีความสามัคคีเอื้ออารีกัน

           

สำหรับในส่วนของคุณก๋งนั้น ถึงจะไม่นับถือพระนับถือเจ้า คุณก๋งของผมก็ได้ชื่อว่าเป็นพ่อค้าที่ซื่อตรงที่สุด แม้ท่านจะเสียชีวิตไปนานแล้วก็ยังมีผู้คนพูดถึงกันโดยยกย่องชมเชยในเรื่องที่กล่าวมานี้ ปัจจุบันลูกหลานก็ยังได้รับการนับหน้าถือตาเพราะได้อาศัยชื่อเสียงของคุณก๋งทั้ง ๆ ที่ตัวเองน่ะไม่ได้ความ และเช่นเดียวกัน คุณย่าของผมคือคุณย่าเหรียญฯก็เป็นภรรยาที่สุดประเสริฐของคุณก๋ง ทุกคนในบ้านพร้อมใจพากันเรียกท่านว่า “ คุณแม่ใหญ่ ” ไม่ว่าเด็กเล็กเด็กใหญ่หรือผู้ใหญ่เองก็ตามทีเถิด ถ้าทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นต้องโดนไม้เรียวของคุณย่าใหญ่กำหราบอยู่หมัดทุกคนไป ความจริงแค่ท่านเหลือบตามองหรือเห็นท่านแต่ไกลหรือเพียงได้ยินเสียงท่านกระแอมไอก็หยุดกันกันแล้ว คุณก๋งของผมมีบุตรธิดารวมกัน ๓๔ คน แต่มีบุตรกับคุณย่าของผมเพียงคนเดียว แต่บุตรและธิดาของคุณก๋งคนอื่น ๆ ก็ได้รับความเมตตารักใคร่จากคุณย่าของผมเสมอบุตรในไส้ของท่านเอง แม้ภรรยาน้อยของคุณก๋งทุกคนก็พร้อมใจกันเรียกคุณย่าของผมว่า “ คุณแม่ใหญ่ ” ทั้ง ๆ ที่ท่านตัวเล็กนิดเดียวไม่ว่าต่อหน้าและลับหลังแต่พอสิ้นคุณย่าใหญ่ไปอีกคนก็เหมือนกับสิ้นชาติ ( กอ ) ไปเลยละครับเละตุ้มเป๊ะ อยากรู้ว่าเละอย่างไรไปสืบเอาเองเถิดครับ ถ้าขืนให้ผมเล่าผมเองนั่นแหละที่จะต้องเละเพราะโดนรุมตะลุ่มตุ้มเป๊ะไปเสียก่อน

            ผมเองนั้นเมื่อสมัยเด็ก เขาลงในทะเบียนว่านับถือพุทธผมก็นับถือสักแต่เพียงกราบไหว้ เขาให้ไหว้ผมก็ไหว้ แต่ผมไม่เคยเข้าใจว่าหลักธรรมของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างไร ยิ่งต้องไปเรียนโรงเรียนฝรั่งก็โรงเรียนอัสสัมชัญนั่นแหละครับยิ่งไม่มีโอกาสศึกษาเรียนรู้ ( ก็โรงเรียนแคทอลิคนี่พี่ ) แม้ต่อมาจะผ่านโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผมก็ไม่รู้เรื่องศาสนาพุทธเอาจริง ๆ ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร สมัยเป็นเด็กมัธยมก็ดอดไปเรียนที่โรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ที่วัดมหาธาตุ ( ด้วยความที่อยากจะเป็นพุทธ ) ก็ไม่รู้ไม่ได้เข้าใจอะไร ได้ทุนไปเรียนเมืองนอก ก่อนไปก็พยายามศึกษาก็ไม่รู้เรื่องอีก ฝรั่งถามทีไรก็จนมุมมันทุกที กลับมาออกไปรบทางชายแดนก็ห้อยพระห้อยเจ้าไปตามเรื่อง พอไปเจอพวกนิยมของขลังคุยกันแต่เรื่องอยู่ยงคงกระพัน ก็เลยเลิกห้อยพระไปเลยเพราะหมดความเชื่อถือ เนื่องจากพวกเขาคุยอวดกันว่าพระเครื่องของพวกเขาคุ้มครองพวกเขาได้ตลอดกาล ผมนึกค้านว่าถ้าไอ้โจรห้าร้อยระยำอัปรีย์มันห้อยพระเครื่องดี ๆ เกิดปะทะกัน ผมใส่มันเข้าไปเปรี้ยง ! ไม่เข้า ! เพราะมันมีพระดี แต่พอมันใส่ผมตูม ! ผมตาย ! เพราะผมไม่มีพระดี ๆ จะใส่ เอ ! พระท่านน่าจะคุ้มครองคนดีมากกว่านะ อย่ากระนั้นเลยห้อยไปก็หนักเปล่า ๆ ผมจึงออกรบโดยไม่เคยห้อยพระเครื่องและผมก็แคล้วคลาดมาโดยตลอด เพราะผมเอาพระไว้ที่ใจ ในหมวด ต.ช.ด.ที่ผมบังคับบัญชาอยู่ตอนออกรบ มีกำลังตำรวจ ๑ หมวด แต่ห้อยพระไป ๑ กองพล เวลาออกลาดตระเวนเสียงพระเครื่องที่ห้อยอยู่กระทบกันดังดีพิลึก จนกระทั่งต่อมาผมถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะปากไม่ดีไปด่ามารดาฝ่ายตรงข้ามเข้าหนังยุ่ยทันตาเห็น ต้องนอนขี้เยี่ยวอยู่บนเตียง ๙๖ วัน หัดเดินอยู่อีก ๒ ปี ช่วงระยะเวลานั้นเอง ผมจึงได้มีโอกาสหวนกลับมาศึกษาเรื่องพระพุทธศาสนาอีก ตื่นตั้งแต่ตี ๔ เปิดวิทยุฟังธรรมะ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องพระอภิธรรมและพระปริยัติธรรม ฟังไปจดไปนะครับ จดไม่ทันเอาเทปมาอัด ยิ่งกว่า สุ จิ ปุ ลิ เสียอีก ซื้อตำรับตำรามาเต็มบ้านเต็มช่อง ไม่รู้เรื่องอีกเช่นเคย เลิกครับเลิกเพราะผมไม่ได้ตั้งใจจะสอบปริยัติหรือสอบเปรียญเพื่อเป็นมหา อยากรู้เท่านั้นว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร ท่านที่สอนก็กระไรเลยจะตอบสั้น ๆ พอสังเขปพอให้เป็นแนวทางหน่อยก็ไม่ได้ อาจารย์บางท่านก็ประชดใส่หน้าผมมาเลยว่า ให้ไปหาอ่านเอาจากพระไตรปิฎกท่านว่าไว้แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ผมก็เลยท้อใจ คราวนี้หันมาสนใจพระเกจิอาจารย์เขาว่ามีพระอาจารย์ที่ไหนดี ก็…เฮโลสาระพาตามไปนมัสการ กลับบ้านก็ได้มาแต่พระเครื่องแหละครับ แต่ยังไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไรเหมือนเดิม จนกระทั่งในวันหนึ่งเพื่อต่างวัยมีอาวุโสสูงกว่าผม เขาเอาหนังสือประวัติหลวงพ่อปานฯ วัดบางนมโค บันทึกโดย “ ฤาษีลิงดำ ” มาให้อ่าน ก็เลยสนใจเพราะหนังสือสนุกมาก แต่ผมกับเพื่อนสนใจกันคนละอย่าง เพื่อนผมเขาสนใจจะทำพระเครื่องไปให้ท่านปลุกเสก ส่วนผมสนใจว่าท่านฤาษีลิงดำท่านเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปานฯ ซึ่งเป็นพระหมอ บางทีอาจจะช่วยรักษาขาที่พิการของผมได้ เอาละครับมีประโยชน์ร่วมกัน ได้พากันสืบเสาะออกตามหาหลวงพ่อฯ ซึ่งเสียเวลาเสียเงินค่าเดินทางกันไปไม่ใช่น้อยกว่าจะทราบว่าอยู่ที่ วัดท่าซุง ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี จึงได้หาโอกาสพามานมัสการหลวงพ่อฯด้วยกัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *