Posted in

อิทธิฤทธิ์ หรือ ความบังเอิญ: ๓. ศรัทธาหลวงพ่อ

โดย พ.ต.อ.อรรณพ กอวัฒนา

อะไรทำให้ศรัทธาในตัวหลวงพ่อ

            อย่างที่เล่ามาแล้วข้างต้น เพื่อนผมเขาจะสร้างพระโดยจะขอให้หลวงพ่อฯปลุกเสกซึ่งผมก็ไม่ขัดศรัทธา ระหว่างเดินทางพวกเราปรึกษากันเรื่องทำพระและได้ตกลงกันว่าจะให้ผมเป็นคนพูดขอกับหลวงพ่อฯ ผมก็ เออ ๆ ๆ คะ ๆ ไปตามแกนนึกในใจว่าเขาให้พูดก็จะพูด ได้หรือไม่ได้ผมไม่สนใจมาก คิดแต่เพียงว่าเมื่อไรหนอเราจะได้พบพระดี ๆ สอนให้เรารู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนอะไร เออหนอ ถ้าท่านมีฤทธิ์มีเดชเราก็จะขอให้ท่านช่วยรักษาขาที่พิการของเรา ก็แค่นั้น เพราะผมนั้นเคยขนข้าวขนของดี ๆ ไปถวายวัดหนึ่ง ( ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ ) มากมายก่ายกองพยายามดักพบท่านเจ้าสำนักท่านก็ไม่ให้พบ เขียนจดหมายถามท่านระบายความจริงใจว่าผมอยากรู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไรจริง ๆ ท่านก็ไม่ยอมตอบ ส่งเงินไปก็หลายครั้งก็ไม่ยอมพบไม่ยอมตอบรับแต่เงิน เสียทั้งของหมดทั้งเงิน แต่ยังเป็น “ ควาย ” เหมียลเดิม ( ภายหลังมารู้ว่าท่านเข้าใจไปว่าผมเป็นพวกแกล้งถามเพื่อจะลองของ ฮ่วย ! ผมไม่รู้จริง ๆ )

            พวกเราสามคนมาถึงวัดเวลาอะไรจำไม่ได้ รู้แต่ว่าไม่ใช่เวลารับแขกจึงไปนั่งรออยู่ที่หอกรรมฐานขาว รอเวลาที่หลวงพ่อฯจะลงมารับแขก เผอิญวันนั้นไม่มีแขกพวกเราจึงถือโอกาสงีบหลับตามอัธยาศัย เพราะยังอีกนานโขกว่าจะได้เวลา และทั้งเหนื่อยและหิว แต่ก็ยอมอดข้าวด้วยเกรงว่าจะไม่ได้พบ

ครั้นแล้วเราก็ได้พบหลวงพ่อฯ เมื่อผ่านพ้นระบบทักทายและรายงานตัวกันแล้ว พวกเราก็นั่งเลิกลั่กไม่ทราบว่าจะสานเรื่องต่อไปประการใดดี ไหนจะดีใจที่ได้พบ ไหนจะงัวเงียเพราะเพิ่งจะตื่น แต่ทั้งนี้ก่อนหน้าที่เราจะได้พบกับหลวงพ่อฯต่างก็พากันอาราธนาบารมีของ “ หลวงปู่ปาน ” และ “ หลวงพ่อแดง ” วัดเขาบันไดอิฐแล้วว่า ขอให้การที่คิดเอาไว้สำเร็จ หลวงพ่อฯนั้นครั้นเมื่อเห็นพวกเราเงียบไปและอึก ๆ อัก ๆ จู่ ๆ ท่านก็พูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า

            “ เออ หลวงพ่อแดงนี่ท่านเป็นพระดีนะ ”

พวกเราสะดุ้งโหยงเพราะว่าเมื่อเหยียบย่างเข้ามาในวัดท่าซุงไม่มีใครพูดถึงหลวงพ่อแดงเลยสักคำ เราพูดกันในรถและปรึกษาหารือกันในรถเท่านั้น หลวงพ่อฯรู้ความประสงค์ของพวกเราได้อย่างไร แล้วท่านก็ยังพูดต่อไปอีกด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า

            “ พวกคุณจะสร้างพระผงกันหรือ มีเจตนาดีนะ จะสร้างแบบไหน ฉันอนุญาต ”

ความรู้สึกของผมในตอนนั้นบอกไม่ถูก เหมือนคนเป็นหูหนาตาเร่อรู้สึกตัวชาหน้าชาแบบเห่อ ๆ บรรยากาศรอบตัว มันหนาว ๆ ร้อน ๆ วูบ ๆ วาบ ๆ บอกไม่ถูก ( ก็คงจะตกใจน่ะซี๊ ) ปากปิดสนิทแต่ในใจร้องว่า

            “ อัศจรรย์ ๆ จริงๆ ท่านรู้ได้ไง ! แถมยังรวบรัดตัดบทเข้าเรื่องเข้าราวไม่ต้องเยิ่นเย้อให้ทันทีเสียด้วย เก่งจริง ๆ ”

            แล้วก็ต่างมองหน้ากัน เข้าใจว่าทุกคนคงมีความรู้สึกแบบ

เดียวกันคือแปลกและอัศจรรย์ใจว่าหลวงพ่อฯรู้จิตใจพวกเราได้ยังไงแฮะ

            “ ไปทำตัวอย่างมาให้ดู มีเจตนาดีอย่างนี้ ฉันอนุญาต ”

หลวงพ่อฯพูดย้ำอีก คนหนึ่งในจำนวนพวกเราจึงกราบเรียนรับคำว่าจะรีบไปทำตัว อย่างให้สวยให้ดีมาถวายภายหลัง เพราะเราเพียงแต่เคยปรึกษากันว่าจะสร้างพระผงกันเท่านั้น ยังไม่ได้ตกลงกันว่าจะสร้างแบบไหนจำนวนเท่าใด ครั้นแล้วเพื่อนผมอีกสองคนก็กราบลาจะรีบกลับเพราะเขาสมประสงค์แล้วผมก็จำใจเข้าไปกราบลาด้วย หลวงพ่อท่านเอามือตบศีรษะของผมเบา ๆ พูดว่า

            “ เออดี ๆ คุณเสียสละเพื่อประเทศชาติ พระท่านสอนว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตายนั้นเป็นธรรมดาที่เราทุกคนจะต้องประสพและมันเป็นทุกข์ ร่างกายของเราก็ดี ทรัพย์สมบัติของเราก็ดี อะไร ๆ ต่าง ๆ ในโลกนี้ล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยงเป็นทุกข์และบังคับไม่ได้ ถ้าไม่ต้องเกิดก็ไม่ต้องทุกข์ ถ้าคุณปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคุณก็จะไม่ต้องเกิดอีก ไม่ต้องทุกข์อีก วิธีไม่เกิดมีอยู่หลายวิธี ไปหาหนังสืออ่านเอานะ ค่อย ๆ ศึกษาไปนะถ้ามีโอกาสก็มาฝึกกรรมฐานกับฉัน ที่นี่ก็ได้ ที่บ้านสายลมก็ได้ ”

เจ้าประคุณเอ๋ย ผมดีใจจนบอกไม่ถูกแม้ในขณะนั้นผมจะยังเข้าใจคำว่ากรรมฐานน้อยมากแต่ในใจก็คิดว่า

            “ เออเข้าเค้า ๆ แล้ว มีหลัก มีเกณฑ์นี่ ไม่ใช่เอาแต่หลับหูหลับตาเป่าปู้ด ๆ แล้วก็ขอตังค์ให้คนทำบุญ ”

ที่สำคัญคือท่านตอบตรงกับคำถามที่ผมสงสัยอยากจะรู้ และเป็นคำถาม

ที่ยังอยู่ในใจยังไม่ได้พูดอะไรออกไปเลย แถมท่านยังพูดต่อไปอีกว่า

            “ ที่คุณต้องพิการเท่านี้นั้นก็นับว่าดีแล้ว ที่ผ่าน ๆ มาคุณฆ่าเขามามาก หลวงพ่อปานฯอาจารย์ฉันท่านเป็นพระหมอ แต่ฉันไม่ได้เรียนและไม่ได้เชี่ยวชาญในทางนี้ แต่เอาเถิดถ้ามีโอกาสฉันจะถามท่านให้ว่าขาคุณจะรักษาหายไหม ?

เอ้าเอาเข้าไป ! นี่ผมถามในใจนะครับ ไม่ได้พูดอะไรออกไปซั๊กกะคำ ถ้าหลวงพ่อฯใช้วิธีเดาก็นับว่าเดาถูกได้อย่างน่านับถือ จากนั้นพวกเราจึงได้กราบลาพากันกลับทั้ง ๆ ที่ยังมึน ๆ งง ๆ อยู่

            สรุปว่า ผมเริ่มมีศรัทธาในตัวหลวงพ่อฯ เพราะเชื่อว่าหลวงพ่อฯท่านรู้วาระจิตนั่นเอง จากนั้นเป็นต้นมาผมก็พยายามหาโอกาสมารับการสอน มาฟังการเทศน์ของหลวงพ่อฯบ่อย ๆ พยายามทำความเข้าใจจนผมหายสงสัย ( จนได้เป็นบางส่วน ) เดี๋ยวครับเดี๋ยว ขอทำความเข้าใจกับผู้อ่านต่อไปอีกที่ผมว่าจนผมหายสงสัยนั้น ไม่ได้หมายความว่าผมรู้แจ้งแทงตลอดนะครับ หายสงสัยของผมนั้น อุปมาเหมือนกับผมเป็นกลตัวเล็ก ๆ ( เขียดหรือคางคกก็ได้เอ้า ! ) ถูกกระทะเหล็กครอบอยู่แถมบนกะลา เอ๊ย ! กระทะเหล็กที่ว่านี้ยังมีไดโนเสาร์ ตัวมหึมาเหยียบทับอยู่ข้างบน แล้วหลวงพ่อฯได้ช่วยหงายกะลานั้นขึ้นผมจึงได้มองเห็นท้องฟ้าเห็นดวงดาว แต่แหม ! จักรวาลมันกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกินครับหลวงพ่อฯ ! หนทางไปยังดวงดาวก็ไกล . . . แสนไกล ไม่รู้ว่าจะไปถึงได้อย่างไรถ้าไม่มียานวิเศษ หรือเราจะโดนไดโนเสาร์เหยียบแบนเสียก่อนก็ไม่รู้เลยนิ

            สมัยนั้นที่หลวงพ่อฯท่านสอนกรรมฐาน ท่านจะเน้นมากเรื่องอานาปานสติเพื่อโยงจิตให้เป็นสมาธิ คำภาวนาไม่จำกัด แต่นิยมคำว่า “ พุทโธ ” เพ่งอะไรไม่จำกัดแต่นิยมให้เพ่งพระพุทธรูป สอนเรื่องจิตสอนเรื่องอิริยาบถ สอนให้รู้ว่าเมื่อจิตเป็นสมาธิในระดับไหนแล้วมีอารมณ์มีอาการเป็นอย่างไร จะใช้สมาธิทำอะไรได้บ้าง แต่ในตอนท้ายจะสรุปด้วยการพิจารณาทุกครั้ง บางครั้งว่ากรรมฐาน ๔๐ เป็นเดือน ๆ ต่อด้วยมหาสติปัฏฐานอีกเป็นเดือน ๆ แล้วมาสรุปด้วยอารมณ์ของพระอริยบุคคล วนเวียนอยู่เป็นปี ๆ ไม่มีการเรียนลัด นี่ผมว่าโดยย่อนะครับ ความจริงทานแจงละเอียดให้ความรู้ไม่มีปิดบัง ผมอยากรู้อะไรท่านก็ยินดีสอนให้ แล้วในที่สุดผมก็เลือกเอาไม่ต้องเกิดอีก และคำสอนนี้ผมเชื่อว่านั่นคือยานวิเศษที่จะนำเจ้ากบน้อยอย่างผมไปยังดวงดาวที่เฝ้ามองนั่นเอง ( แต่จะไปถึงได้จริงหรือไม่จริงนั้นอยู่ที่ตัวของผมเองว่าจะเอาเท้าราอวกาศหรือจะชักใบให้ยานตก เท่านั้นเอง ) และแม้คำสอนของหลวงพ่อฯจะทำให้ผมตาสว่างขึ้น เอซ่าเดินชนกับเทวดาน้อยลง ๆ แรก ๆ ก็ยังมีที่แกล้งชนท่าน หรือท่านแกล้งชนผม จนในที่สุดไม่ว่าจะถูกแกล้งหรือไม่ ผมก็ไม่ยอมชนกับท่านและคอยหลบไม่ให้ขวางทางท่านเป็นอันขาด (จะเล่าภายหลังว่าที่ได้เคยลองชนแล้วผลเป็นอย่างไร ) ระยะหลังผม ( เฉพาะผมนะครับ ขอย้ำ ) ไม่กล้าเที่ยวสวรรค์ไม่กล้าที่จะลอบไปดูวิมานของใครต่อใคร กลัวว่าจะอดริษยาเขาไม่ได้ เพราะผมเป็นคนขี้อิจฉาครับ ถมขี้เบ่งติดจะแสดงอำนาจเผด็จการอีกต่างหาก ครูบาอาจารย์มีหลวงปู่บุญทืมฯ กับหลวงปู่คำแสนใหญ่ฯ เป็นต้น ท่านเตือนผมเสมอ ๆ ว่า

อย่าประมาทอย่าหลงระเริงว่ามีวิมานคอยเราอยู่บนสวรรค์ เพราะที่นรกก็มีตะแลงแกงคอยอยู่เหมือนกัน เหมือนกับเรามีคฤหาสน์อยู่ริมน้ำปิงที่เชียงใหม่ แต่ระหว่างเดินทางไปยังที่นั้นเราประมาทก็อาจจะไม่ถึงที่หมายคือที่คฤหาสน์นั้นเพราะอาจจะต้องแวะไปติดคุกเสียก่อน พวกเราอย่าประมาทนะครับ นรกคอยพวกเราอยู่ด้วยใจที่จรดจ่อ นรกอ้ากรงเล็บอยู่ห่างจากคอหอยของพวกเราที่ประมาทแค่องคุลีเดียว ( อาจจะผ่าแปด ) นรกไม่รู้เบื่อที่จะรอคอย พลาดเมื่อไรถูกงาบทันที

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *