โดย พ.ต.อ.อรรณพ กอวัฒนา
หลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร
แห่งวัดดอนมูล และวัดป่าดอนมูล อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ องค์นี้ภายหลังหลวงพ่อฯ ของเราเปิดเผยว่า เคยเป็นพี่ชายของท่านมาหลายชาติแล้ว ท่านเป็นคนใจบุญ ได้ทรัพย์ได้สมบัติมาเท่าใดก็ไม่สะสมเทออกทำบุญจนหมดสิ้น ทำบุญจนหมดตัวเหมือนกับท่านมหาทุกขตะยังไงยังงั้น แต่จริง ๆ แล้วสมัยเดิมโน้น…โน้น…โน้น ท่านเคยมีชื่อว่า “ ท่านทุกขิตะ หรือ ท่านทุกภิกขะ ” เพราะฉะนั้นเมื่อประสบพบกัน ทั้งสององค์ก็คุยกันกระหนุงกระหนิง แต่โน่นแน่ะเป็นเรื่องราวสมัยพระเจ้าพรหมมหาราช มีโต้มีเถียงกันกระจุ๋มกระจิ๋มบ้างเรื่องยุทธการสมัยนั้น ( แล้วพวกผมจะไปรู้เรื่องเรอะ ) ตอนที่กำลังคุยรู้เรื่องกันเพียง ๒ องค์ ต่างองค์ก็แสดงทัศนะในเรื่องรายละเอียดของมหายุทธวิธีในยุคที่ว่านั้น หลวงปู่ว่าถ้าหลวงพ่อเชื่อท่าน ทำตามที่ท่านคิดเหตุการณ์จะเป็นอย่างนี้ หลวงพ่อฯ ก็ว่าท่านมีเหตุผลที่ดีกว่านั้น ถึงอย่างไรก็ต้องเป็นไปอย่างโน้น เฮ้อ ดีครับดี รู้เรื่องกันเพียง ๒ องค์ ตาเถรเณรยายชีไม่มีใครรู้เรื่อง บางตอนหลวงพ่อฯ ท่านก็หันมาถามท่าน พล.อ.ท. ม.ร.ว. เสริม ศุขสวัสดิ์ ที่พวกเรามักจะเรียกท่านว่า ท่านเจ้ากรมเสริม หรือ ลุงเสริมฯ นั่นแหละ ( ท่านที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน จะไม่มีวันทราบเลยว่าท่านเป็นนายทหารใหญ่ครองยศถึงพลอากาศโท และเป็นเชื่อพระวงศ์ถึงหม่อมราชวงศ์ เพราะท่านวางตัวเป็นกันเอง มีเมตตาต่อพวกเราทุกคนเหมือนลูกเหมือนหลาน ไม่ถือเนื้อถือตัว ให้เกียรติและยกย่องผู้อื่น ยิ่งท่านทำตัวเป็นกันเองกับพวกเราสเท่าใด พวกเราก็ยิ่งให้ความเคารพท่านมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งท่านทำตัวเล็กลงเท่าใดก็ดูเหมือนตัวท่านจะยิ่งโตใหญ่ขึ้น ๆ เป็นทวีคูณ ท่านผู้นี้หลวงพ่อฯ ว่าเป็นเพื่อนเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านมาทุกยุคทุกสมัย )
สมัยนั้นหลวงปู่ฯ ท่านกำลังหนีคนไปสร้างวัดใหม่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากวัดเดิมซึ่งเริ่มไม่สงบท่านเรียกว่า “ วัดป่าดอนมูล ” ผมเคยท้วงติงโดยถามท่านว่าด้านหลังวัดอยู่ติดลำห้วยมีป่าโปร่ง ๆ อยู่นิดหน่อยกระหรอมกระแหรม ไหงหลวงปู่ตั้งชื่อเสียน่ากลัวว่าวัดป่า ท่านว่าป่าที่เอาเป็นชื่อวัดนั้นไม่ได้หมายความตามอย่างมี่ผมเข้าใจ ท่านหมายถึงป่าช้า ต่างหาก เพราะเดิมที่ตรงนั้นเป็นป่าช้า ไอ๊หยา ! เป็นอันว่าที่ท่านตั้งชื่อว่า “ ป่า ” ไม่ใช่เพื่อเพิ่มความขลังให้กับสถานที่ แต่เพราะเดิมมันเป็นป่าช้า ได้ตัดคำว่า “ ช้า ” ออกไปเพราะเกรงว่ามันจะน่ากลัวเกินไปต่างหาก พอรู้แล้วผมก็หมดกังขาว่าเวลาวิกาลหลวงปู่ฯ จะต้องได้ความสงบวิเวกอย่างเต็มทั่เพราะท่านเข้าไปจำวัดอยู่ในป่าช้า คงไม่มีใครกล้าเข้าไปรบกวนหรอกครับ บรื๊อ… !
และแล้ววันหนึ่งกรรมของผมก็มาถึง จำไม่ได้ว่าหลวงพ่อใช้ให้ไปหาเรื่องอะไรก็ไปกันหลายคนกับรุ่นน้อง ๆ นี่ละครับ สมัยนั้นกำลังหนุ่มแน่น ( ผมนะหนุ่มใหญ่ แต่น้อง ๆ เพิ่งจะสอนขัน แต่เพราะเพิ่งจะสอนขันก็เลยอยากจะขันบ่อย ๆ ) ดังนั้นแทนที่พวกเราจะรีบไปทำธุระให้หลวงพ่อ เจ้าลิงพวกนี้ก็เลยแวะโน่นแวะนี่ ( ไม่เห็นเจ้าเห็นหลังคาบ้านเจ้าก็ชื่นใจแท้ ) เที่ยวกันจนดึกดื่นพอเลี้ยวขวับเข้าไปที่วัดนอก ( วัดดอนมูล ) กะนอนที่วัดนอก ตาย_แล้วหลวงพี่ที่เราคุ้นเคยก็ไม่อยู่หลวงปู่ก็ไปจำวัดอยู่ที่วัดป่า ( ก็ที่ป่าช้านั่นแหละคุณ ) ใครจะกล้าตามเข้าไปหือทั้งเปลี่ยวทั้งน่ากลัวหนทางก็รกชัฏไม่มีบ้านคน หาข่าวได้มาเพิ่มเติมอีกว่ารุ่งขึ้นแต่เช้าหลวงปู่ก็จะไม่อยู่จะเข้ากรุงเทพฯ แต่เช้ามืดทำอย่างไงดี เอาละวาสู้ตายมากันหลายคนนี่หว่าจะไปกลัวอะไร เอ็ม ๑๖ ในรถก็มีหลายกระบอก ผมเป็นหัวหน้ารับผิดชอบอยู่แล้วใคร ๆ ก็เชื่อมือหลับกรนครอก ๆ กันทุกคน ( ก็คงจะเพลียนั่นแหละ ) ผมก็เลี้ยวซ้ายขวาด้วยความชำนาญ ในใจนึกดูหมิ่นว่าป่าขนาดแค่นี้จะมีอะไร ไม่พอมือพอขี้ยา ป่าดงดิบแถมยังเต็มไปด้วยกับระเบิดพ่อยังฝ่ามาเสียหลายสมรภูมิป่าใกล้ ๆ แค่นี้ไม่พอมือพอตีนลูกช้างหรอก ( ขี้โม้ประจำเลยผมนี่ )
ผมขับอยู่นาน เอ๊ะ ! ไหงมันนานนักไม่ถึงเสียที มันน่าจะถึงตั้งนานแล้วนี่นา ??? ง่วงก็ง่วง รำคาญเสียงกรนก็รำคาญเพราะก็อยากจะนอนเต็มแก่เหมือนกัน แต่เอ๊ะ ๆ นั่นรอยรถบนถนนข้างหน้าทำไมมันถึงได้เหมือนกับล้อรถเราจัง จอดลงไปดูซะหน่อย ฮี่ธ่อก็จะไม่เหมือนได้ไง๊ ก็มันคือรอยล้อรถของเราเองไม่ใช่ของใครอื่น ตาย…หลงว่ะ หลงทาง รู้ไปถึงไหนอายตาย… ดีแล้วที่พวกน้อง ๆ มันยังหลับไม่รู้ว่าเราพาหลงทาง จอดรถข้างทางคว้าปืนคว้าไฟฉายลงไปดูลู่ทาง มองไปแต่ไกลเห็นหลอดไฟแดง ๆ สูงระดับยอดตาลอยู่ ๒ หลอดไม่ไกลนัก เออค่อยยังชั่วน่าจะเป็นอะไร ๆ สักอย่างที่มนุษย์ทำขึ้นเพื่อล่อแมงดาหรือไล่ค้างคาวหรือนกกลางคืนอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไปที่ตรงนั้นก็คงจะได้พบคนจะได้ถามทาง กลับมาขึ้นรถอีกคราวนี้ไม่ไปตามทางแล้ว สังเกตเอาทิศจับทางที่เห็นหลอดไฟแดงแล้วมุ่งตรงเข้าไปหา พอเข้าไปใกล้ เอ้า ! ไฟหายไปอีกแล้ว ลงจากรถอีก ไฟฉายท่านก็ไม่เป็นใจเหลือไฟอยู่ริบหรี่ นี่ขนาดเป็นไฟฉายในรถของท่านนายพลเอกในอนาคตนะ ( รถขอยืมไปจากท่าน พล.อ.ชวาล กาญจนกูล สมัยนั้นท่านยังเป็น พ.อ. ) เดินย่องเข้าไปสำรวจเห็นลำตาลคู่ทะมึนอยู่ตรงหน้า คะเนว่าต้องเป็นเที่เขาแขวนหลอดสีแดงที่เห็นมาก่อนหน้านั้น เดินเข้าไปจนห่างซักประมาณ ๕ วา เอาไฟฉายส่องดู ใจหายแว้บ ! ! ! ไอ้เวร … ไม่ใช่ลำตาลนี่หว่า ดู ๆ มันคล้ายกับหน้าแข้งคน ถอยห่างมาอีก ๕ ก้าว กลั้นใจส่องไฟฉายไล่ขึ้นไปเรื่อย ๆ โอ๊ย . . . กูว่าแล้ว เปรตโว้ยเปรต ยืนทะมึนนัยน์ตาแดงโร่คร่อมทางอยู่ตรงหน้า โกยแน่บกลับมาที่รถแหกปากร้องเรียกน้อง ๆ ให้ตื่น เปรตมันจะมาเหยียบกบาลพวกมึงแล้วไม่รู้หรือ ชุลมุนกันไปหมด พอมีสตินึกขึ้นได้ยกมือสองมือประนมขอให้พระช่วย แล้วตัดสินใจหันหัวรถเอาไฟรถส่องดู อ้าว . . . หายไปแล้ว เอ๊ะ ! แล้วไอ้ตรงที่เห็นว่าเป็นขาของมันยืนคร่อมอยู่นั้นแต่ถัดออกไปหน่อยคือประตูเข้าวัดป่านั่นเอง รอดตายแล้วกู กระทืบคันเร่งเลี้ยวควั๊บเข้าไปเลย จอดลงตรงหน้ากุฏิ หลวงปู่ยืนยิ้มเผล่รอรับอยู่ที่ระเบียง ไอ้ทโมนทั้งสี่ตัวเผ่นผลุงเข้าไปในกุฏิ จับกลุ่มนั่งกอดเข่าตัวสั่นงก ไม่พูดไม่จากว่าจะตั้งสติพอมีสตังค์ได้จึงหันไปกราบหลวงปู่ฯ ท่านทำหน้าตายถามว่าไปทำอะไรมา หนาวเหรอ ธ่อ.. หลวงปู่ฯ นะหลวงปู่ฯ แกล้งทำเป็นมาถาม ไม่เห็นเร๊อะขี้อยู่บนหัวขมองกันทุกคน คราวนี้ต่างคนก็ต่างอ้อนซิ คนโน้นก็เห็นคนนั้นก็เห็น กูเห็นมึงเห็น เห็นกันทุกคน ชิงกันเล่าน้ำไหลไฟแลบ หลวงปู่ก็เอาแต่หัวเราะหึ ๆ ไล่ให้พากันไปอาบน้ำ แต่แหมทีนี้หยุดเล่าเงียบกริ๊บ อิด ๆ เอื้อน ๆ กลัวหนาวกันไปหมดไม่มีใครยอมไปอาบน้ำ ( กลัวหนาวนะครับไม่ใช่กลัวผี ) แถมเมื่อไม่ยอมอาบน้ำอ้างว่าหนาวและง่วงนอน แต่เมื่อจะนอนหลวงปู่ฯยังต้องยอมตกลงให้ไอ้พวกลิงทโมนนอนเบียดสุมหัวกันในกุฏิหลวงปู่ฯทุกคน ภายหลังหลวงปู่ฯ ท่านก็เล่าให้หายสงสัยว่า ที่เห็นนั้นน่ะไม่ใช่เปรตแต่เป็นยักษ์ที่เขารักษาสถานที่วัดป่าอยู่ เอาเถิดครับหลวงปู่ฯ ไม่ว่าจะเป็นเปรตหรือไม่เปรต ยักษ์หรือไม่ยักษ์ พวกผมก็ไม่อยากได้ไม่อยากเห็นทั้งสองอย่างนั่นแหละครับ โปรดเรียกให้เขาไปอยู่ที่อันควรส่วนของเขาเถิด
ในส่วนลึกของใจผมนั้นผมคิดเอาเองนะครับว่าหลวงปู่ฯ จะต้องมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นเป็นใจอย่างแน่นอน บางทีอาจจะเป็น “ ตัวการ ” ทีเดียวแหละที่ส่ง “ คุณตาแดง ” ตอนนั้นออกไปดัดสันดานพวกผมที่อยากเอาแต่เที่ยวเอาแต่เถลไถลจนเกือบจะเสียงานของหลวงพ่อฯ เป็นแน่
เรื่องที่พวกเราเห็นนี้ หลวงปู่ฯ ท่านเตือนผมหลายครั้งหลายหนห้ามไม่ให้เล่าให้ใครฟัง ท่านว่าเขาไม่เชื่อเราเขาจะหาว่าเราบ้า แต่ผมก็อดไม่ได้แอบเล่าให้พวกกันจริง ๆ ฟังไปหลายคนโดยได้พยายามเลือกคนที่จะฟังเลือกแล้วเลือกอีก กลัวเขาหาว่าบ้านะซิครับ ! ! ! ( แค่ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ พวกเขาก็ว่าอย่างงั้นอยู่แล้ว ก็ว่าบ้านะซีครับ ถามได้ )
* * * * * * * * * *

