โดย พ.ต.อ.อรรณพ กอวัฒนา
ครูบาบุญทืม พรหมเสโน
หรือพระปลัดบุญทืม พรหมเสโน แห่ง “ วัดจามเทวี ” อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
ด้วยกายเนื้อ หลวงพ่อฯ เคยนำพวกเราไปพบและนมัสการพระคุณเจ้าศิษย์ครูบาเจ้าศรีวิชัยนักบุญแห่งลานนาไทย องค์นี้มาแล้ว ๖ ครั้ง
ครั้งแรกที่วัดจามเทวี หลังจากที่ไปนมัสการหลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร ( วัดป่าดอนมูล ) และได้รับคำแนะนำให้มาพบให้ได้
“ เป็นพระเฉย ๆ ท่าทางไม่เอาไหน พระที่วัดก็ไม่มีใครรู้ ชาวบ้านก็ไม่รู้ แต่เป็นพระแท้ ไปหาให้พบให้ได้ ”
หลวงปู่คำแสนเล่าพลางหัวเราะพลาง และหลังจากที่พวกเราได้พากันนมัสการกราบลาหลวงปู่ฯ เรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อฯ ก็รีบเดินทางพาพวกเราไปนมัสการหลวงปู่ทืมฯ ที่วัดจามเทวีในทันทีโดยไม่มีการนัดหมาย แม้หลวงปู่คำแสนท่านเตือนมาก่อนที่จะเดินทางไปพบแล้ว ก็ยังเกิดเหตุคนชนพระตายจนได้ คือพอคณะของพวกเราไปถึงวัดจามเทวีแล้วไม่มีใครเคยรู้จักหลวงปู่ทืมฯ มาก่อน ขณะนั้นก็มีพระแก่ท่าทางทึม ๆ ห่มผ้าสีกลักตุ่น ๆ มอมแมมองค์หนึ่งเพิ่งจะเดินทางเข้ามาในวัดจามเทวีเหมือนกัน ท่าทางของท่านเหมือนกับรีบร้อนจะมาหาใครที่วัดจามเทวีมีท่าทีงก ๆ เงิ่น ๆ ไม่ทันที่หลวงพ่อฯท่านจะสั่งการประการใด ศิษย์ของหลวงพ่อฯท่านหนึ่งก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมปราดเข้าไปถามพระแก่องค์นั้นทันทีว่า
“ รู้จักหลวงปู่ทืมไหมครับ ” พระแก่องค์นั้นยิ้มกระตุก ๆ ที่ริมฝีปากทำหน้าตาเหรอหราก่อนที่จะตอบมาอย่างเรียบ ๆ และสั้น ๆ ว่า
“ รู้จัก ” ศิษย์ท่านนั้นก็ถามต่อไปอีกว่า
“ แล้วหลวงปู่ท่านอยู่ที่กุฏิไหนครับ ” พระแก่องค์นั้นก็ยิ้มกระตุก ๆ อีกเช่นเคย ตอบมาอย่างหน้าตาย ๆ เป็นทองไม่รู้ร้อนว่า
“ อยู่ที่กุฏินี้ ” พลางชี้มือไปที่กุฏิเยื้องไปหน่อยตรงหน้า
“ อย่างนั้นท่านช่วยเรียกหลวงปู่ทืมฯ ให้หน่อยซิครับ ” ศิษย์คนนั้นถือโอกาสวานเรียกให้ซะเลย
“ อ้อ ได้ ” แล้วพระแก่องค์นั้นก็ยืนนิ่งเฉยอยู่ ศิษย์ท่านนั้นก็ยืนมองตามอย่างสงสัย ( อ้าวก็เมื่อรับปากว่าได้ก็น่าจะไปตามให้ แล้วไหงไม่ไปตามให้ กลับมาทำยืนเฉยอยู่อย่างนั้น ยังไม่ไปตามให้อีกแน่ะ )
“ ฉันเองพระทืมฯ ” ในที่สุดพระแก่องค์นั้นก็พูดเบา ๆ แล้วยิ้มฟันหลอหลังจากปล่อยให้ยืนมองอยู่พักใหญ่ เอ้อเฮอ งานนี้หมอใหญ่ต้องลาออกเลยครับ หน้าตาเละเทะเป็นโจ๊กปั่นด้วยมูลีเนกซ์แหลกแล้วแหลกอีก
เรื่องนี้เล่ากันนานไม่รู้จบ แต่ก็เป็นทำนองขบขันนะครับไม่มีใครตำหนิหรือเยาะเย้ยใคร เพราะทราบกันดีอยู่แล้วว่าถึงแม้จะเป็นลูกศิษย์คนอื่น ๆ ก็คงจะโดนหลวงปู่ฯ ล้อเล่นเอาเช่นเดียวกัน เรื่องนี้ ท่าน “ โกษา ป่อง ” เล่าอย่างละเอียดยิบเอาไว้แล้วในหนังสือเรื่องเล่าพระอาจารย์ กรุณาลองไปหาอ่านเอาเองนะครับ ศัพท์หนังจีนกำลังภายในเขาใช้สำนวนว่า “ วิทยายุทธสูงล้ำค่า แต่ครอบงำเอาไว้ได้อย่างมิดชิด หรือ วิทยายุทธสูงสุดยอดพลันกลับคืนสู่สามัญ ” อะไรทำนองนี้แหละครับพระคุณท่าน
ครั้งที่ ๒ ที่วัดจามเทวี หลวงปู่ทืมฯ ได้นิมนต์หลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก ศิษย์ครูบาอาจารย์ศรีวิชัยรุ่นพี่ของท่าน ซึ่งเป็นพระสุปฏิปันโนอีกองค์หนึ่งมาคอยรับอยู่ด้วย
ครั้งที่ ๓ ที่วัดพระธาตุจอมกิตจิ ( ไม่ใช่พระธาตุจอมกิตตินะครับเป็นดอยเล็ก ๆ ชาวบ้านเรียกว่าดอยจิ ) พร้อมกับหลวงปู่ครูบาชุ่มฯ
ครั้งที่ ๔ รับนิมนต์หลวงพ่อของเรา ไปแจกพระเครื่องและผ้ายันต์ให้กับ ตชด. ที่ค่ายดารารัศมีพร้อมกับหลวงปู่คำแสน วัดดอนมูล ( พวกเรารับท่านออกมาจากโรงพยาบาลเพราะหลวงปู่ท่านอาพาธไม่ใช่น้อย แต่ท่านยืนยันว่าอยากจะมาและท่านต้องมาให้ได้ )
ครั้งที่ ๖ หลวงพ่อฯ พาพวกเราไปเยี่ยมหลวงปู่ที่วัดนาเลียง พระพุทธบาทห้วยต้ม ซึ่งทำให้พวกเราได้รู้จักและใกล้ชิดกับหลวงปู่ครูบาวงษ์ฯ เป็นอย่างยิ่งในโอกาสและกาลต่อมา
หลวงปู่บุญทืม เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ชื่อว่าเป็น “ พระสุปฏิปันโน ” โดยแท้ เป็นพระภิกษุในพระบวรพุทธศาสนาที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว หลวงพ่อของพวกเราเป็นองค์รับรองอย่างแข็งขันและพระสุปฏิปันโนทุก ๆ องค์ที่หลวงพ่อฯเคยพาพวกเราไปนมัสการมา ก็รับรองเช่นนั้น . . .
ผมนั้นทั้งรักทั้งสงสารท่านเป็นหนักหนา เมื่อเห็นท่านป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งในตับ แต่ความโง่ที่เชื่อเอาอย่างจริง ๆ จัง ๆว่าท่านจะสามารถใช้ฌานสมาบัติของท่านข่มหรือรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ผมจึงได้ใช้กลอุบายต่าง ๆ นานาเพื่อที่จะให้ท่านอยู่กับพวกเรานาน ๆ แต่แล้วก็ไม่ไหว สงสารท่าน ปล่อยให้ท่านไม่ต้องทรมานสังขารเห็นจะดีกว่า ที่ผมเชื่อว่าท่านมีฤทธิ์นั้นเพราะผมเคยเห็นท่านเรียกพระรอดมหาวันหรือพระเครื่องสมเด็จหรือพระเครื่องของหลวงปู่ปาน ( วัดบางนมโค ปรมาจารย์ของพวกเรา ) ออกมาให้ดูหลายครั้งเหมือนกับแขกเล่นกล ซึ่งความที่ผมสนิทสนมกับท่านจนบางครั้งกล้าพูดเล่นหยอกล้อกัน เมื่อท่านทำให้ดูแล้วท่านก็กำชับผมนักหนาว่าอย่าได้ไปเล่าให้ใครฟัง เขาจะหาว่าเอ็งบ้าเหมือนเรื่องยักษ์หรือเปรตที่วัดหลวงปู่คำแสนฯ ที่ท่านกำชับไม่ให้ผมเล่าให้ใครฟังเช่นเดียวกันว่าเขาไม่เชื่อเขาจะหาว่าเราบ้า ( ผมเล่าเรื่องยักษ์ที่วัดป่าดอนมูลให้หลวงปู่ทืมฯ ฟัง พอฟังจบท่านหัวร่อคิ๊กเลย พยักหน้าพยักตา ยกนิ้วหัวแม่โป้งให้แล้วบอกผมว่า ลูกน้องหลวงปู่ฯ เขา ) แต่บัดนี้เวลาก็ได้ล่วงเลยมาถึง ๑๗ ปีแล้ว ผมก็เริ่มมีอายุมากแล้วอีกทั้งสุขภาพก็ไม่ค่อยดี ผมระลึกอยู่เสมอว่าความตายนั้นไม่มีนิมิตหมายและท่องอยู่เสมอว่าวันเวลาล่วงเลยไป บัดนี้เธอทำอะไรอยู่ ดังนั้นถ้าผมไม่บอกไม่เล่าเสียตอนนี้ ถ้าผมตายไปแล้วใครเขาจะมารู้เรื่องเหล่านี้ ทุกอย่างก็จะเลือนลบไปพร้อมชีวิตของผม สู้ผมเล่าให้พวกท่านฟังเสียตอนนี้ พยานบุคคลก็ยังมีตัวตนเป็นบุคคลที่พอเอ่ยชื่อทุกคนก็เชื่อถือ ซึ่งถ้าใครอ่านแล้วยังไม่เชื่อผม ผมก็ยังสามารถเอาตัวท่านเหล่านั้นมายืนยันให้ได้
กลับมาเรื่องหลวงปู่ทืมฯดีกว่าครับ เรื่องราวชีวิตของท่านก็พื้น ๆ ไม่มีอะไรโลดโผนพิสดาร ในวัดท่านก็เป็นเพียงพระปลัดฯของท่านเจ้าคุณธรรมฯ ท่านเจ้าอาวาส นอกจากเครื่องอัฏฐบริขารแล้ว หลวงปู่ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของตนเองเลยก็ว่าได้ ท่านเคยเล่าให้ผมฟังว่า สมัยท่าน ครูบาศรีวิชัยกำลังโด่งดัง หลวงปู่ฯท่านยังเป็นเณรอยู่ ทางภาคเหนือที่เขาเรียกเณรว่า “พระน้อย” แต่เมื่อเป็นพระภิกษุแล้วกลับเรียกว่า “ตุ๊เจ้า” ถ้าเป็นที่เลื่อมใสเคารพสักการะก็เรียกว่า “ครูบา” สำหรับหลวงปู่ทืมฯ พวกกะเหรี่ยงนับถือกันมาก สมัยที่ยังหนุ่มแน่นท่านก็ออกจาริกธุดงค์ไปทั่งพะม่งพม่าท่านเดินไปมาหมด ท่านเคยเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับจังหวัดลำพูนหรือเมืองหริภุญชัย เกี่ยวกับพระนางจามเทวี มาจนถึงสมัยวัดจามเทวีเมื่อครั้งเจ้าจักรคำ ขจรศักดิ์ มาบูรณะวัด เล่าถึงเชื้อสายของเจ้านายทางเหนือพระองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระภิกษุที่ทรงบุญญฤทธิ์ บอกชื่อแซ่มาเสร็จแถมให้เหรียญมา ๑ เหรียญกับรอยขมิ้นประทับรอยเท้าบนผ้าขาวมา ๑ ผืน ไม่รู้ไปทำหายที่ไหนหรือให้ใครไปแล้วก็ไม่รู้ ด้วยคิดว่าสักวันหนึ่งจะไปกราบนมัสการด้วยตนเอง จึงเอาสิ่งของที่ว่านั้นให้กับผู้ที่อยากได้ด้วยเห็นว่าเขาผู้นั้นไม่มีโอกาสอย่างแน่ ๆ และปรากฏว่าบัดนี้ผมเองก็อาจจะไม่มีโอกาส แถมยังจำชื่อท่านก็ไม่ได้ เชื่อว่าพี่แดงฯ ( ท่าน พล.ต.ศรีพันธ์ วิชชุพันธ์ ) น่าจะจำได้ เพราะท่านชอบประเภทกำลังภายในอยู่แล้วนี่ครับ พอเอ่ยถึงพี่แดงฯ ก็เลยขอเล่าเรื่องแปลกๆ ( หรือมหัศจรรย์ ) เกี่ยวกับหลวงปู่ทืมฯ และวัดจามเทวีให้ฟังสัก ๒-๓ เรื่องเพราะเมื่อครั้งที่หลวงปู่ทืมฯ ยังมีชีวิตอยู่ พี่แดงฯ ชอบแอบเข้าไปคุยกับหลวงปู่ฯ จุ๊กจิ๊กกัน ๒ คนเสมอ ๆ แต่พี่แดงฯก็ไม่ยอมบอกพวกเราว่าแอบไปคุยเรื่องอะไรงุบ ๆ งิบ ๆ กับหลวงปู่ฯ เมื่อผมพบหลวงปู่ฯครั้งใดท่านก็จะถามถึงพี่แดงฯ อยู่เสมอ ๆ ( ท่านชมน่ะครับ ชมพี่แดงฯหลายอย่างทีเดียวและท่านว่าท่านชอบที่พี่แดงฯคุยสนุกดีไม่เบ่งไม่ถือตัว )
ตอนที่หลวงปู่ฯป่วยมากใกล้จะตาย พวกเรานิมนต์ท่านไปรักษาพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลลำพูน ซึ่งอยู่ติดกัววัดนั่นแหละ เพราะพี่ชวาลฯ ( ท่าน พล.อ.ชวาล กาญจนกูล ) ท่านมีพรรคพวกที่เป็นนายแพทย์หลายท่านคอยช่วยดูแลอยู่ หลวงปู่ฯ นั้นป่วยเป็นมะเร็งที่ตับ และพวกเราก็รู้อยู่ว่าท่านจะอยู่ได้ไม่นาน ก่อนหน้านั้น กะเหรี่ยงก็มาเอาท่านไปนอนรับการรักษาอยู่ที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม และท่านก็ตั้งใจจะไปตายที่นั่น แต่ผมไปกราบเรียนท่านว่าพวกเราจะทอดกฐินที่วัดจามเทวีและที่วัดดังกล่าวมีพระที่พวกเราศรัทธาอยู่เพียงองค์เดียวคือหลวงปู่ฯแหละ ถ้าหลวงปู่ฯไม่มารับกฐินศรัทธาจะมากันน้อย ท่านถึงยอมมารอรับกฐินอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนนั้นท้องของท่านป่องเหมือนลูกโป่งหรือลูกบอลลูน น้ำเต็มช่วงอกทำให้ปอดชื้นด้วย หมอเขาเอาเข็มแทงเจาะเอาน้ำออกได้วันสองวัน ก็ป่องขั้นมาอีกเหมือนคนท้อง ๙ เดือน ท่านเคยเรียกผมเข้าไปพูดตรง ๆ ว่า ท่านขอตายเถิดนะ ผมไม่ยอม ท่านเอามือผมเข้าไปกอด พูดไปหอบไปแต่หน้ายิ้มแย้มตาใสแจ๋วแฝงความจริงจังขอฝากผมเรื่องกฐินวัดจามเทวี ผมดึงมือของผมออกจากฝ่ามือของหลวงปู่ฯ และกราบเรียนท่านว่า เสียใจหลวงปู่ฯ ถ้าหลวงปู่ฯตาย กฐินคงจะไม่มาแน่นอน ท่านทอดถอนใจมองหน้าผมตาแป๋วจนผมนั้นกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่รำ ๆ จะใจอ่อนพูดว่า จะตายก็ตายเถิดครับ อย่าห่วงอย่าทรมานอยู่เลย แต่ในตอนนั้นผมยอมรับครับว่าโหดจริง ๆ ผมนี่ ผมให้เอาเหรียญครูบาศรีวิชัยที่หลวงปู่ฯ แอบไปสร้างมาไว้ที่โรงพยาบาล ขอร้องพี่ชวาลฯว่า ถ้าหลวงปู่ฯ ฝากเหรียญชุดนี้มาให้ผม ขอพี่ชวาลฯ อย่าได้รับปาก เพราะผมทราบดีว่าเป็นเหรียญรุ่นสุดท้ายที่หลวงปู่สร้างเตรียมเอาไว้แจกงานกฐินและงานศพ ( ตอนหลังหลวงปู่เอาเหรียญชุดนี้ไปไว้ที่พระอุโบสถวัดจามเทวีให้พระที่วัดโยงสายสิญจน์มาที่เตียงที่ท่านนอนอาพาธและปลุกเสกตลอดพรรษา ) เหรียญชุดนี้ตอนหลังท่านฝากให้พี่ชวาลฯ เอามาให้ผมโดยพี่ชวาลฯ ก็คงแกล้งลืมที่ผมขอร้องดักคอหลวงปู่ฯเอาไว้ก่อน จึงได้รับเอามาให้ผมซึ่งผมเองก็รู้ทันพี่ชวาลฯ ว่าคงจะทนสงสารหลวงปู่ฯไม่ไหว ยินยอมพร้อมใจให้ท่านพ้นจากความทรมาน ทั้ง ๆ ที่พี่ชวาลฯ ก็เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนให้ผมอาราธนาหลวงปู่ฯให้อยู่ต่ออย่าพึ่งทิ้งขันธ์ห้าไปเสียก่อนงานกฐิน
หลวงปู่ท่านพูดทำนองปรึกษาหารือกับผมว่าสังขารของท่านนั้นภายในมันเน่าหมดแล้วนะ ผมถามว่าแล้วหลวงปู่ทำอย่างไร ท่านว่าธาตุไฟก็เอาเตโชมาหล่อเลี้ยง ดินก็เอาปฐวี ที่เป็นน้ำก็เอาอาโป ที่เป็นลมก็เอาวาโย วิญญาณเอาอากาสะ ทุกอย่างเอากสิณมาหล่อไว้ทั้งหมด ท่านว่าทำนานไปแล้วคนเขาจะจับได้ ผมก็ย้อนถามท่านไปว่า แล้วหลวงปู่ฯ ถามพระบ้างไหมพระท่านว่าอย่างไร ท่านว่าพระว่าแล้วแต่ปู่ ผมบอกว่าไม่เชื่อ หลวงปู่ฯ ขี้เกียจ หลวงปู่ฯว่าเปล่าไม่ได้ขี้เกียจ มันเหนื่อย กลัวบาป ผมก็เลยบอกว่า ถ้างั้นเป็นอันว่าเราปู่หลานไม่ได้พบกันจนกว่าจะถึงวันกฐิน ถ้าเสร็จรับกฐินแล้วแขกจากกรุงเทพฯกลับหมดแล้ว นิมนต์ตายตามสบาย หลวงปู่ฯพอฟังคำนี้นอนหลับตาไปเลยไม่รับปากแต่ก็ไม่ปฏิเสธ ผมก็กลับกรุงเทพฯทันทีเหมือนกัน ในใจนั้นภาวนาขอพรพระ ( ผมว่าพระนี่ขอได้โปรดเข้าใจนะครับว่าผมหมายถึงพระพุทธเจ้า ) ขอฉันทานุมัติสั่งและช่วยไม่ให้หลวงปู่ฯตายก่อนกฐิน แต่แล้วเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ผมอยู่ที่วัดท่าซุง หลวงพ่อของเราเรียกผมเข้าไปหา ท่านว่าไอ้เป๋ปู่เอ็งมาหาข้าฯเมื่อคนที่แล้ว เอาไม่ไหวจะตายวันนี้ ฟังคำหลวงพ่อผมก็งงเต๊กเจ๊กตะลึงว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น โธ่ หลวงปู่ฯ ไม่น่าหักหลังกัน ผมทำอะไรไม่ถูกได้แต่รอฟังข่าวว่าจะเป็นอย่างไรแต่ก็ไม่นานจนเกินรอ ตอนบ่ายวันนั้นเองโทรเลขด่วนจี๋จากพี่ชวาลฯก็มาถึงวัดท่าซุง หลวงปู่มรณภาพแล้ว ขนาดที่ผมรู้จากปากของหลวงพ่อเรามาก่อน ผมยังทำใจไม่ได้ ผมเศร้าสลดใจมากและเมื่อผสมผสานกับความน้อยใจเป็นอันมากทำให้น้ำตาไหลรินออกมาตลอดเวลา ( คือสามารถพูดจาเป็นปกติกับคนทั่ว ๆ ไปได้ ทำงานได้ แต่จะมีน้ำตาไหลออกมาตลอดเวลาโดยไม่เป็นเรื่องเป็นราวอยู่อย่างนั้นหลายวัน ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าน้อยใจท่านเรื่องอะไรและจนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ อาการที่เป็นไม่มีการสะอึกสะอื้นกระอืดกระอือออดอ้อนแต่ประการใดนะครับ ) ระยะหลังผมจึงเรียนรู้จากหลวงพ่อมากขั้น ๆ จนมีความรู้สึกกับความตายเหมือนกับ เดินออกจากห้อนหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งเท่านั้น และห้องใหม่ก็ดีกว่าห้องเก่าทุกทีไป คนที่สร้างความดีไม่เคยกลัวตาย คนกลัวตายเป็นผู้ที่ไม่แน่ใจว่าเมื่อตายแล้วจะไปไหน ไม่แน่ใจว่าเมื่อตายแล้วจะลงอเวจีมหานรกหรือไม่ ความตายนั้นสำหรับพระอรหันต์นั้น ( ไม่ใช่ผมนะครับ ) ท่านปรารถนาทุกลมหายใจเข้าออก ท่านไม่ได้ห่วงอะไร หลวงปู่ทืมฯ เหมือนกัน ผมอยากจะถามทุกท่านที่ได้กรุณาอ่านข้อเขียนของผมว่า หลวงปู่ฯท่านห่วงกฐินหรือ ท่านห่วงวัตถุเงินทองหรือ สมมุติอย่างหลวงพ่อของเราท่านจะเอาเงินเอาทองไปทำอะไรส่วนตัว หรือว่าท่านอยากจะให้เราสร้างถาวรวัตถุจะได้สร้างชื่อเสียงของท่านว่าได้สร้างวัตถุใหญ่โตมโหฬาร หะหรูหะหราเลอเลิศวิลิศสะแมนแตน ไม่น่าจะใช่หรอกนะครับ คือผมคิดของผมอย่างนี้นะครับ ระดับหลวงพ่อฯหลวงปู่ฯ มีหรือท่านจะไม่รู้ว่า ไม่ว่าวัตถุอะไรในโลกนี้หรือโลกไหน มันย่อมจะอยู่ในกฎ อนิจจัง ทุกขํ อนัตตา สมบัติใด ๆ ไม่ว่าจะในโลกมนุษย์ ในสวรรค์ แม้ในชั้นพรหมก็ต้องอยู่ในกฎเกณฑ์อันนี้ อย่างนั้นก็จะมีคนถามอีกว่ากระนั้นแล้วจะไปสร้างเอาไว้ทำไม ผมว่าประการที่หนึ่งท่านต้องการให้เรารู้จักจาคะ คือ ความเสียสละ หรือ ให้ รู้จัก ทานํ ทาน หรือการให้ เพื่อเอาตัวนี้ไปตัดตัวโลภะ ประการที่สองการที่เสียสละเพื่อตัดความโลภแล้วก็จะให้ยังประโยชน์แก่ตัวของผู้บริจาคซึ่งถ้าพลาดพลั้งเขายังไม่บรรลุอรหัตผล ของเหล่านี้ก็จะบังเกิดอยู่เป็นสวรรค์วิมานของเขา อยู่ในสุคติของเขา ในประการเดียวกันนี้ ถ้าไม่ต้องบังเกิดในกามาวจรอีกของเหล่านี้จะจรรโลงพระศาสนา ศิษย์ของพระตถาคตมีหน้าที่จรรโลงพระศาสนานี้ไม่ว่าพระศาสดาจะเป็นพระองค์ใด ในกัล์ปนี้เป็นหน้าที่ของพระสมณโคดม แต่ไม่ว่ากัล์ปไหน พระพุทธเจ้าพระองค์ไหน เป็นพระพุทธศาสนาหรือไม่ พวกเราควรจะจรรโลงเอาไว้หรือไม่ ประการต่อไป มีบางท่านที่ปรารถนาพระพุทธภูมิ ย่อมจะต้องสร้างบารมี ( กรุณาค้นจากหนังสือที่หลวงพ่อเขียนฯเกี่ยวกับบารมีสิบทัศ ) เรียกว่า ถ้าเชื่อหลวงพ่อฯแล้วมีแต่ได้ประโยชน์ หลวงพ่อฯหลวงปู่ฯท่านไม่มาห่วงสมบัติเหล่านี้หรอกครับ ผมว่าท่านอยากจะนำพวกเราเข้าไปเสวยโลกุตตรสมบัติให้เร็วที่สุดมากกว่าน่ะครับ เชื่อผมเต๊อะ . . . อ้าย
ในที่สุดหลวงปู่ฯ ก็ถึงกาลมรณภาพ พวกเราไปดูแลไม่ได้แต่หลวงพ่อฯก็ได้กรุณามอบหมายให้พี่ชวาลฯเป็นตัวแทนของพวกเราไปดูแลเพราะพี่ชวาลฯอยู่ทางนั้นและพวกเรากำลังมีภาระติดงานวัดฉลองวันครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดของหลวงปู่ปานฯปรมาจารย์ของพวกเรา ครั้นงานทางวัดหลวงพ่อฯเสร็จแล้วเราก็รวมสมัครพรรคพวกไปงานศพของหลวงปู่ฯไปทอดกฐินกันจนได้ ได้เงินเท่าใดผมไม่ทราบเพราะไม่ได้เป็นคนเก็บเงิน และในวันเผาศพของหลวงปู่ฯที่วัดจามเทวีฯก็มีทั้งพระทั้งคนทั้งอะไร ๆ ที่ตามนุษย์มองไม่เห็นมากันมากมายจนขยับตัวแทบจะไม่ได้
นรชาติสิวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
ก่อนหน้านั้นผมยอมงัดเอาพระเครื่องสมบัติส่วนตัวของผมออกมาให้ทำบุญเพื่องานกฐินและงานศพของหลวงปู่ฯ เช่นพระรอดเณรจิ๋ว หรือที่เซียนพระเขาเรียกกันว่าพระรอดครูบาศรีวิชัย พระชุดนี้นั้นหลวงปู่ฯเป็นคนแกะพิมพ์เมื่อครั้งยังเป็นเณรแล้วถวายให้ครูบาชุ่ม โพธิโก วัดวังมุยนำไปให้ครูบาศรีวิชัยปลุกเสก ราคาพระในตลาดตอนนั้นประมาณองค์ละ ๕๐๐ บาทผมลงทุนทำกล่องเอง แล้วมอบให้กับที่บ้านสายลมออกให้บูชาจำนวนหลายร้อยองค์ ๆ ละ ๕๐๐ บาท พรึ่บเดียวหมด แถมด้วยพระรอดพรหมเสโนอีกหลายพันองค์ หลายพันพรึ่บก็ยังไม่หมดยังเหลืออยู่ที่บ้านสายลมทุกวันนี้ ราคาเท่ากันกับที่เคยให้บูชาเมื่อ ๑๗ ปีก่อน
บัดนี้หลวงปู่ฯได้มรณภาพลงแล้ว . . . อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีผู้ใดได้ทันเห็นใจท่านในวาระที่กายสังขารแตกดับ เพราะพวกเราต่างก็มีภาระมากมายวุ่นวายโกลาหลกันอยู่ที่งานวัดท่าซุงฯ และระยะทางหรือก็ไกลกัน แม้จะไม่ประมาทในเรื่องของสังขารร่างกายว่าความตายไม่มีนิมิตหมาย แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าวาระแตกดับแห่งกายสังขารของหลวงปู่ฯจะรวดเร็วถึงปานฉะนี้. . . และด้วยชันษาเพียง ๖๐ ปี เปรียบเทียบกับบรรดาพระคุณเจ้าพระสุปฏิปันโนที่พวกเราได้เคยไปนมัสการมาแล้วนับได้ว่าหลวงปู่ฯชันษาเยาว์กว่าทุกองค์ ก็แล้วนี่เมื่อถึงวาระ . . . หลวงปู่ฯก็เดินทางล่วงหน้าไปสู่แดนพระนฤพานแล้วแต่เพียงองค์เดียวที่เหลือไว้ก็คือซากกายสังขารที่ยังรอให้พวกเราดำเนินการ และเรื่องราวแต่หนหลังอันเป็นอนุสรณ์แห่งความดี อนุสรณ์แห่งความเป็นผู้ให้ ผู้แจกแจกยัน . . . แจกทั้งวัตถุ แจกทั้งบุญทั้งกุศล
“ พระอรหันต์ไม่เอาไหน ! ” ปากระยำของพวกเราบางคนที่ตั้งสมญานามให้กับหลวงปู่ทืมฯโดยไม่ได้มีเจตนาใด ๆ ที่จะลบหลู่หลวงปู่ฯหรอกครับ แต่เพราะความที่หลวงปู่ฯช่างเป็นผู้ให้ผู้แจกเสียจริง ๆ แจกเป็นกอบ ๆ เป็นกำ ๆ เป็นถุง แต่สำหรับเรื่องลาภเรื่องยศสักการะท่านกลับไม่เอาไหนสักอย่าง เกิดมาเพื่อให้ประการเดียว . . .
“ ทำเป็นตีหน้าเซ่อ . . . ที่จริงละก็ตัวร้ายกาจเชียวละ ”
“ มิน่าเล่า สมเด็จฯจึงทรงสั่งนักหนาว่า เดินทางไปทางภาคเหนือต้องไปพบพระที่ชื่อทิมฯให้ได้ ” หลวงพ่อฯเล่าพลางหัวเราพลางอย่างขำ ๆ ( ทิม เป็นสำเนียงภาคกลาง สำเนียงทางภาคเหนือออกเสียง ทึม หรือ ทืม )
ความตายแม้จะไม่มีนิมิตเครื่องหมาย แต่ก่อนหน้าที่กายสังขารของหลวงปู่ฯจะแตกดับนั้นมีสิ่งบอกเหตุหรือเหตุที่หลวงปู่ฯแสดงเป็นนัยเพื่อบอกใบ้อยู่หลายประการเพียงแต่ว่าไม่มีใครสังเกตหรือคอยจับตาดูหรือฉุกคิด ถ้าใครสามารถจับได้ไล่ทันหลวงปู่ฯก็นับว่าเป็นยอดแห่งยุค พ้นจากหลวงพ่อฯแล้วคนอื่นเห็นทีจะไล่ทันยาก ขนาดหลวงพ่อฯยังไล่กันเสียแทบตาย หลวงพ่อฯเคยส่ายหน้าและพูดกับผมว่า
“ ไอ้เป๋ฯ ปู่เอ็งนี่ ขนาดข้าฯยังต้องไล่เสียลิ้นห้อย ”
ทุกขเวทนาจากอาการอาพาธกำเริบหนักหนาแต่หลวงปู่ฯก็ไม่เคยปริปากบ่น ยิ่งเป็นระยะที่พวกเราทั้งหลายกำลังชุลมุนวุ่นวายอยู่กับการตระเตรียมงานครบรอบร้อยปีเกิดหลวงปู่ปานฯ หลวงปู่ทืมฯกลับแสดงอาการให้เห็นว่าไม่น่าต้องเป็นห่วง ปรากฏอาการทางร่างกายให้เห็นเป็นว่าทุเลาลงแล้ว การแสดงออกภายนอกของท่านเป็นลักษณะพิเศษประจำตัวของท่านคือทำไม่รู้ไม่ชี้ตีหน้าตาย เมื่อพวกเราถามท่านว่าจะอยู่จนถึงวันรับกฐินไหมท่านก็ว่าจะพยายามอยู่ เมื่อเคี่ยวเข็ญให้ท่านฉันโอสถท่านก็ฉันให้ตามใจพวกเรา พวกเราว่าหลวงปู่ฯหายนะ ท่านว่าหายก็หาย แต่พอพวกเราเผลอหลวงปู่ฯไม่ฉันเสียแล้ว ไม่ฉันทั้งภัตตาหารทั้งโอสถระหว่างอาพาธอยู่อย่างหนักทุกขเวทนากำเริบหนักถึงเข้าขั้นตรีทูต ๒ ครั้งก็ฝืนกลับมาทรงอาการอยู่ ไม่เคยร่ำร้อง ไม่เคยบ่น ไม่เคยทุรนทุราย ในเมื่อทุกขเวทนากำเริบ อย่างมากที่สุดเท่าที่เคยเห็นก็เพียงเอามือตบที่ท้องร้องบอกว่าอึดอัด
พวกเรามาทราบกันภายหลังว่าอวัยวะภายในของหลวงปู่ฯท่านแทบจะไม่เหลืออะไรอยู่แล้วมันเน่าไปหมดด้วยโรคมะเร็งที่ตับและโรคร้ายก็ลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ ทั่วไปหมด ศรัทธาทายกทายิกาไปเยี่ยมท่านก็ไม่เคยแสดงอาการเบื่อหน่าย ลุกขึ้นนั่งรับได้ก็จะลุก ลุกไม่ไหวเขาไม่ยอมให้ลุกก็นอนยิ้มอยู่บนเตียง สังขารแม้อ่อนระโหยโรยแรงร่างกายซูบซีดเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกแต่ประกายตายังคงใสสด แวววาววับ บริสุทธิ์ และเจิดจ้า ตาพระอริยะ ตาพระสุปฏิปันโนเป็นอย่างนี้นี่เอง
“ อายุขัยแห่งสังขารของหลวงปู่บุญทึมฯหมดสิ้นลงไปนานแล้ว ” หลวงปู่ครูบาธรรมชัยฯสุปฏิปันโนอีกองค์หนึ่งซึ่งพวกเรารู้จักท่านดีได้พยากรณ์ไว้เมื่อตอนที่ พ.อ.ชวาล ไปนิมนต์ให้ท่านรับรักษาให้หลวงปู่ทืมฯ อาการอาพาธของหลวงปู่ทืมนี้หลวงปู่ครูบาธรรมชัยฯ ( ซึ่งเคยรักษาหลวงปู่ครูบาอินทจักรรักษา วัดน้ำบ่อหลวง เมื่อครั้งอาพาธเป็นมะเร็งที่กระดูกสันหลังจนแพทย์ขอให้กลับมาตายที่วัดและหลวงปู่ครูบาธรรมชัยฯ สามารถรักษาจนหาย ) กลับไม่รับรองว่าจะหาย และยังได้พยากรณ์เพิ่มเติมอีกว่า สำหรับหลวงปู่ทืมฯนั้น วันเสาร์เป็นวันอุบัติเหตุและวันอาทิตย์เป็นวันมรณะ ต่อมาในวันเสาร์ที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๑๘ หลวงปู่ทืมฯ หงายหลังศีรษะฟาดขอบเตียง และมรณภาพในวันอาทิตย์รุ่งขึ้น ตรงตามคำพยากรณ์ทุกประการ . . .
เล่ามาถึงตรงนี้น่าคิดไหมว่าก็ในเมื่ออายุขัยท่านหมดลงนานแล้ว แต่ที่ท่านยอมทนรับทุกขเวทนาจากความอาพาธแห่งกายสังขารรอจนมามรณภาพเอาเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๑๘ นั้น เป็นเพราะอะไรหนอ ? อยากรู้จริงเชียว
“ มันเป็นกรรมเก่าของหลวงปู่ ” หลวงปู่ฯเล่าพลางยิ้มเห็นฟันหลอ มองหน้าคนนั้นทีคนนี้ทีแล้วตีหน้าเหรอหราตามแบบฉบับ
“ วัดจามเทวีนี้กษัตริย์ทรงสร้าง เป็นพระอารามหลวงรุ่งเรืองมาแต่อดีตครั้งสมัยพระนางจามเทวี ปฐมบรมกษัตรีแห่งนครหริภูญชัย ตกมาถึงสมัยครูบาเจ้าศรีวิชัยหมู่ศรัทธาทายกทายิกามีเจ้าจักรคำ ขจรศักดิ์ เจ้าผุ้ครองนครลำพูนเป็นหัวหน้า ก็ได้ไปนิมนต์ครูบาเจ้าฯ (ศรีวิชัย) มาช่วยบูรณะซ่อมแซมพระวิหารสร้างองค์พระประธานและซ่อมกำแพงรอบวัด งานแล้วเสี้ยงพรรษา ครูบาเจ้าฯ(ศรีวิชัย)ป่วยก็มาป่วยอยู่นี่ หมู่ทายกทายิกามาเชิญไปบ้านปาง ตายที่นั่น มาเผาศพที่นี่อยู่นั่นไงอัฐิครูบาและนี่หีบศพ ” หลวงปู่ฯหันไปชี้ที่หีบบรรจุศพครูบาเจ้าฯ(ศรีวิชัย)ที่ท่านได้เก็บรักษาเอาไว้มาโดยตลอด ( ส่วนไม้เท้ากับพัดขนนกนั้นหลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก เป็นผู้เก็บรักษาไว้ )
ตามบันทึกพวกเราพอจะทราบกันมาแล้วว่า วัดจามเทวีแห่งนี้เป็นวัดที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยรักมากที่สุด หลังจากครูบาเจ้าฯมรณภาพแล้วได้ ๓ ปี ได้เชิญศพมาตั้งไว้ที่วัดจามเทวีเพื่อรอให้บรรดาศิษยานุศิษย์ได้มีโอกาสเดินทางมานมัสการได้อย่างทั่วถึงเป็นเวลาอีก ๔ ปี และก็ที่วัดจามเทวีแห่งนี้นี่เองที่ใช้เป็นสถานที่ประชุมเพลิงถวายครูบาเจ้าศรีวิชัยฯ
“ ทั้งครูบาเจ้าฯและหมู่ทายกทายิกาก้ได้ไว้วางใจให้ปู่เป็นผู้ดูแลวัดนี้สืบต่อมา แต่ปู่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทำไม่ได้มาก เราเป็นพระธรรมดาๆ ยศศักดิ์หรือก็ไม่มี เขาให้เป็นรองเจ้าอาวาส ท่านเจ้าอาวาสก็ดีอยู่นะ แต่พูดไปก็พูดยาก วัดก็ยังทรุดโทรมอยู่ นี่โบสถ์ก็ยังสร้างไม่แล้ว(เสร็จ) ยังต้องใช้เงินอีกมาก หน้าบรรณอุโบสถเป็นไม้สักแกะลายลงรักปิดทอง ใช้ไม้หนาสามนิ้วแกะ เอาไปจ้างครูบาวงษ์ฯทำให้ ปู่เสี้ยง(หมด)เงินไปสองหมื่นปาย (กว่า) ตุ๊วงษ์ท่าจะเสี้ยงหลาย เสี้ยงสี่หมื่นมั้ง? ”
มุขตลกเด็ดขาดของหลวงปู่ก็คือเรื่องหน้าบรรณพระอุโบสถ ท่านไปจ้างครูบาวงษ์ฯแกะด้วยไม้หนาสามนิ้วลงรักปิดทอง หลวงปู่ฯผู้ว่าจ้างหมดเงินไปสองหมื่นบาทเศษ แต่หลวงปู่วงษ์ฯผู้รับจ้าง ( และท่านได้ลงมือแกะไม้ด้วยตนเอง ) กลับขาดทุนไปอีกสี่หมื่นบาทเศษ
นับตั้งแต่พบกับหลวงพ่อฯเป็นต้นมาแล้ว หลวงปู่ฯดูสดใสและกำลังใจดีขึ้น งานเพิ่มขั้นมีคนไปรบกวนมากขึ้นแต่ก็เป็นสุขมากขึ้นที่ได้เห็นศรัทธาของบรรดาลูกหลานที่มีต่อพระศาสนาและต่อสาวกขององค์สมเด็จพระศาสดาฯผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดจะได้ยินหลวงปู่ฯพูดถึงหลวงพ่อฯเสมอ ๆ เป็นต้นว่า
“ เออนี่ ! หลวงพ่อมหาวีระนี่น่ะเป็นพระดีนะ เป็นพระแท้ ๆ จะเป็นพระโพธิสัตว์ ทำบารมีมามทากแล้วบารมีล้นเหลือ มาเลิกละเสียจะไปนิพพานในชาตินี้ ลำบากมากหนักแรงเอาการ บริวารติดตามมีมากต้องเป็นภาระขนไปให้หมด เยอะแยะเหลือเกินยังจะมีมาอีก จะตายก็ตายไม่ได้ เป็นหนี้เขามากจะเกาะพะรุงพะรังไปหมดสบายไม่ได้ เฮ้อ . . . สงเคราะห์ให้เป็นเทวดาไปก่อนก็ยังดี ทันฟังเทศน์พระศรีอาริย์ ”
เมื่อพวกเราขอร้องให้หลวงปู่ฯช่วยหลวงพ่อบ้างหลวงปู่ฯก็ยิ้มตามแบบฉบับเช่นเคยพยักหน้าแล้วก็ว่า
“ ลูกหลานทั้งนั้น เรื่องมันยาว มันเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อน พูดมากก็ไม่ดี คนไม่รู้หาว่าบ้า ? ? ? ” ว่าแล้วแหงนหน้าหัวเราหึ ๆ
“ ได้มาพบกับหลวงพ่อมหาวีระมีทายกทายิกาลูกศิษย์ลูกหามากมายนับว่าเป็นบุญเป็นกุศล พระศาสนาและวัดจามเทวีก็คงจะได้รุ่งเรืองต่อไป ศิษย์มหาวีระศรัทธาจริง ๆ ศรัทธาแก่กล้า นักบุญจริง ๆ ”
หลวงปู่ฯเล่าด้วยประกายตาที่สดใส แต่แล้วก็พูดต่อไปเหมือนกับจะปลงหรือรำพึงกับตนเองอย่างตัดใจที่ไม่อาจจัดการภาระได้เสร็จสิ้น
“ สังขารมันเป็นของไม่เที่ยง เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นอนิจจัง ทุกขัง เป็นอนัตตา จะตายก็ให้มันตายไปไม่สนใจมันเสียอย่าง ตายก็ช่างมัน ” น้ำเสียงหลวงปู่ฯตอนนี้เด็ดเดี่ยวจนพวกเราที่ได้ยินขนลุกซู่
“ ศิษย์หลวงพ่อมหาวีระต้องสร้างศรัทธาให้ดี ๆ นะ หลวงพ่อมหาวีระอยู่ได้ด้วยอำนาจบุญอำนาจแห่งศรัทธาของลูกศิษย์ลูกหา ไม่งั้นจะหนีตาย จะหนีเข้าป่าอย่าทิ้งกันนะ อย่าทิ้งกัน วัดสองสามวัดนี้อย่าทิ้งกันนะ ”
ในตอนเช้าของวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๑๘ อันเป็นวันมรณภาพ หลวงปู่ฯได้ฉีกผ้ากาสาวพัสตร์ที่ใช้ห่มใช้ครองอยู่ออกแจกบรรดาศิษย์และญาติโยมที่คอยเฝ้าดูแลอยู่ แต่ไม่มีผู้ใดสักคนที่จะเกิดเอะใจหรือเฉลียวใจ เพราะเมื่อก่อนหน้านี้ หลวงปู่ก็ได้สละสังฆาฏิ อันเป็นผ้าที่หมู่ทายกทายิกาถวายเป็นผ้าพระกฐินปีที่แล้ว ให้มาตัดจำหน่ายจ่ายแจกในงานที่วัดท่าซุง ( ตอนที่จะมอบสังฆาฏิผืนที่ว่าให้กับผม ท่านลุกขึ้นมาบรรจงเซ็นชื่อ และอธิบายว่าชื่อที่เซ็นเป็นภาษาไทยลานนา อ่านว่า “ ชัยเสนภิกษุ ” แล้วย้ำอย่างภาคภูมิใจว่า เป็นสมญานามของท่านที่ครุบาเจ้าศรีวิชัยตั้งให้เชียวนะนี่ )
ก่อนเที่ยงของวันที่มรณภาพ พี่ชวาลฯ ซึ่งไปดูแลและให้การรักษาพยาบาลท่านเช่นเคยได้ขอร้องให้ท่านฉันภัตตาหารและโอสถบ้าง แต่หลวงปู่ฯปฏิเสธและกลับขอให้ประคองท่านลุกขึ้นนั่งในท่าสมาธิ หลวงปู่ฯนั่งทำสมาธิอยู่สักครู่หนึ่งร่ายกายของท่านก็มีปรากฏอาการสะอึกแรงและถี่ พี่ชวาลฯจึงค่อย ๆ ประคองร่างกายของท่านลงนอนราบลงบนเตียง หลวงปู่ฯลืมตาขึ้นถามว่าเอาท่านลงนอนทำไมเมื่อได้รับคำอธิบายว่าถ้านั่งแล้วพี่ชวาลฯเห็นว่าท่านมีอาการสะอึก ท่านก็ยิ้มแต่ไม่ว่ากระไร นอนตะแคงข้างทำสมาธิในท่าสีหไสยาสน์และนิ่งอยู่นานร่างกายไม่มีอาการทุรนทุรายและไม่มีอาการสะอึกอีก นิ่งเงียบไปจนกระทั่งพี่ชวาลฯเข้าใจว่าท่านนอนหลับพักผ่อนสบายดีแล้ว จึงได้นมัสการกราบลาเนื่องจากมีนัดหมายจะต้องรีบไปรักษาหลวงปู่แหวน ที่วัดดอยแม่ปั๋ง
๑๔.๔๐ น. วันนั้นเองหลวงปู่ครูบาบุญทึม พรหมเสโน หรือ ชัยเสนภิกขุ สาวกขององค์สมเด็จพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบผู้ชนะแล้วซึ่งกิเลสทั้งสิ้นทั้งปวง ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระสุปฏิปันโนโดยแท้ ก็ได้พ้นจากอำนาจความทรมานแห่งขันธมารโดยสิ้นเชิง
ชิตังเม ! ชิตังเม ! ( แปลว่า ชนะแล้ว ๆ ทำนองเดียวกับว่าที่ฝรั่งร้องว่า ยูเรก้า ยูเรก้า นั่นแหละ ) หลวงปู่ฯชนะแล้ว ชนะอย่างขาวสะอาดเหลือเกิน เหลือแต่พวกเราลูกศิษย์หลานศิษย์ยังคง ชิแตงเม ชิลังเล ชิหยำเป ชิไขว้เขว ชิฮาเฮ ชิกาเม ชิบ้าเผ ชิโปเก และชิขาเป๋กันอยู่นั่นเอง ระวัง อย่าประมาทนะจ๊ะ หลวงพ่อฯเผ่นไปอยู่กับหลวงปู่ฯแล้วจะไสเจียเสียใจว่าไม่บอก . . .

