โดย พ.ต.อ.อรรณพ กอวัฒนา
ครูบาชุ่ม โพธิโก
(วัดวังมุย)
พวกเราได้พบกับหลวงปู่ครูบาชุ่มฯก็เพราะครั้งหนึ่ง เมื่อหลวงพ่อฯพาพวกเราไปนมัสการหลวงปู่ทืมฯ แต่แล้วปรากฏว่าหลวงปู่ทืมฯยังได้ไปนิมนต์หลวงปู่ชุ่มฯมารอรับพวกเราด้วย เห็นไหมครับปฏิปทาพระสุปฏิปันโนไม่มีหวงลูกศิษย์ ไม่กลัวว่าจะถูกแย่งลาภสักการะ อะไร ๆ ที่คิดว่าดีท่านจะสรรหามาให้ลูกศิษย์ แตกต่างจากปุถุชนกลัวถูกแบ่งลาภแบ่งความดีความชอบ ขี้งก ขี้ตืด และหวงแหนในลาภสักการะ เผลอไม่ได้ โกงตะพืด แถมแม้ไม่เผลอก็ยังโกงหน้าตาเฉย ( ผมอยากให้ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ไม่ว่าหลวงปู่ฯองค์ไหนเมื่อได้พบกับหลวงพ่อฯแล้ว ก็มักจะดยงกันพาเอาหลวงพ่อหลวงปู่องค์อื่น ๆ ที่เราท่านต่างก็ยอมรับกันว่าเป็นพระสุปฏิปันโนออกมาจากที่หลบซ่อนมาหาหลวงพ่อฯกันเป็นทอด ๆ เป็นทิวแถวไปเลย )
หลวงปู่ชุ่มฯท่านเป็นศิษย์ครูบาศรีวิชัยฯรุ่นพี่ของหลวงปู่ทืมฯ เมื่อสิ้นบุญครูบาศรีวิชัยฯ แล้ว หลวงปู่ทืมฯได้โลงศพ หลวงปู่ชุ่มฯ ได้ไม้เท้ากับพัดขนนก ท่านเดินตามรอยเท้าของครูบาอาจารย์มาโดยตลอด ถนนทางขึ้นพระธาตุดอยตุงสมัยนั้นเป็นทางเท้า หลวงปู่ชุ่มฯนี่แหละที่ไปนั่งหนัก ( คือไปนั่งปักหนักคอยให้ศีลให้พรให้กำลังใจ) ระดมเอาทั้งไม่ว่าจะคนมืองคนดอยชาวเราชาวเขามาช่วยกันกรุยถนนจนเป็นทางรถยนต์ขึ้นได้ถึงยอดดอยได้โดยรัฐบาลไม่ต้องออกสตางค์สักบาทหนึ่ง เมื่อขึ้นไปอยู่บนยอดเขาบริเวณที่ตั้งเจดีย์ครอบพระธาตุแล้ว มองไปด้านหลังจะเป็นหน้าผาสูงชันแบ่งเขตไทยกับคู่ต่อสู้สมัยเก่าดึกดำบรรพ์ ( ก็พม่านั่นไงล่ะ ) หลวงพ่อฯของเราเคยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหาทุนให้กรมศิลปากรเปลี่ยนฉัตรทองยอดพระธาตุซึ่งเดิมชำรุดเสียใหม่ และท่านก็ไปทำพิธีบวงสรวงให้ด้วย เหนือ-ใต้-ออก-ตก การใดเพื่อชาติ การใดเพื่อพระพุทธศาสนา การใดเพื่อพระมหากษัตริย์ หลวงพ่อของเราด้นดั้นฝ่าฟันไปมาหมด บางครั้งก็หลายรอบหลายครั้งเชียวครับกว่าภาระจะเสร็จสิ้น
นิวาสสถานบ้านเดิมของหลวงปู่ชุ่มฯท่านอยู่ที่บ้านวังมุย อันคำว่าวังมุยนั้นเป็นภาษาทางเหนือแปลว่าขวาน ส่วนวังนั้นแปลว่าชุมหรือแหล่ง เมื่อรวมกันแล้วไม่ทราบว่าจะแปลว่าอย่างไรดี จะแปลว่าบ้านที่มีขวานขายเยอะก็แปลได้ เพราะอาจจะเป็นหมู่บ้านที่ประชาชนทำขวานขายมากมายก็อาจจะเป็นได้ดูเข้าท่า เพราะถ้าแปลว่าชุม ก็น่าจะแปลว่าเป็นหมู่บ้านขวานชุม ซึ่งตรงและใกล้เคียงกับคำแปลในตอนแรก แต่เมื่อสอบถามหลวงปู่แล้ว ท่านว่าไม่ใช่หรอก สมัยก่อนผู้คนในละแวกหมู่บ้านท่านดุมาก มีทั้งนักเลงและไม่นักเลงแต่เป็นอันธพาล และไม่ว่านักเลงหรือไม่นักเลง ไม่ว่าอันธพาลหรือไม่อันธพาล ก็เป็นคนดุทุกรุ่น ทั้งหมู่บ้านชอบทำขวานและขอบพกขวานเป็นอาวุธและใช้ในการเข้าต่อสู้ตะลุมบอนกันไม่ว่าจะเป็นตัวต่อตัวหรือหลายตัวต่อหลายตัว หรือหลายตัวต่อตัว เขาถึงเรียกว่าหมู่บ้านวังมุย ท่ายังเล่าให้ผมฟังด้วยนะครับว่าผู้หญิงบ้านวังมุยสวยกว่าผู้หญิงบ้านอื่น ๆ ในละแวกใกล้และไกล สมัยที่พวกเราไป คนบ้านวังมุยไม่ดุแล้วครับ โดยหลวงปู่ฯท่านเล่าว่าเขาเลิกดุก่อนหน้านั้นแล้วเพราะท่านเสกเครื่องรางของขลังให้พวกเขาใช้ เขาตีเขาฟันกันเท่าไร ๆ ก็ไม่ยักกะถึงตาย หนักเข้าก็เบื่อละซีครับ ตีกันฟันกันแล้วไม่มีใครตายมันก็เหนื่อยมากซิครับ ไม่รู้จักจบจักสิ้น พอเลิกตีกันฟันกันแล้วมันก็มีเวลามากขึ้นเริ่มได้คิดจึงเข้าหาวัด หลวงปู่ฯก็ได้โอกาสเทศน์สั่งสอน เมื่อได้ฟังธรรมะบ่อย ๆ เข้าจิตใจก็อ่อนโยนเยือกเย็นลง ๆ จนกระทั่งในปัจจุบันนี้คนที่บ้านวังมุยกลับสงบเสงี่ยมเรียบร้อยกว่าคนที่อื่น ๆ
ทีแรกผมก็ไม่เชื่อหลวงปู่ฯหรอกครับ แต่เมื่อครั้งที่เอา ต.ช.ด. ไปดูแลไม่ให้ใครไปรบกวน ในคราวที่หลวงปู่ฯเข้านิโรธสมาบัติตามคำอาราธนาของหลวงพ่อของเรา และผมได้ไปอาศัยนอนอยู่ที่วัดเสียหลายวันหลายคืน จึงมีโอกาสไปพูดไปคุยไปหาข่าวจากคนเฒ่าคนแก่ ก็เห็นจริงตามนั้น พอพูดถึงคำว่า “นิโรธสมาบัติ” แล้วเชื่อว่ามีคนสนใจอยากจะรู้เรื่องราวว่าเป็นมาอย่างไร เอาละจะเล่าให้ฟังเฉพาะที่เกี่ยวกับหลวงปู่ชุ่มฯนะครับ
ครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ( ประมาณ ๑๐ กว่าปีเท่านั้นเอง ) หลวงพ่อฯท่านเทศน์ถึงอำนาจแห่งบุญที่พวกเราจะได้รับหากได้ทำบุญกับพระอริยบุคคลที่เพิ่งจะออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ ๆ ว่าจะมีอานิสงส์เพียงใด ท่านจึงได้อาราธนานิมนต์หลวงปู่ฯให้ทำตามนั้นและในวันที่หลวงปู่ฯออกจากนิโรธสมาบัติ หลวงพ่อของเราท่านก็ได้นัดหมายให้พวกเราพากันไปทำบุญ การไปทำบุญกับหลวงปู่ชุ่มฯในครั้งนั้นได้รสชาติทุกอย่างเหมือนภาพยนต์ไทยในสมัยนี้ คือ ครบทุกรสทั้งทุกข์ทั้งโศกตลกเศร้าเคล้าน้ำตาเฮฮาพาเพลินเจริญใจในที่สุด การที่ผมนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังถึงอุปสรรคและความเป็นไปต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษท่านผู้ใดแต่เพื่อเป็นอุทธาหรณ์เตือนใจพวกเราลูกศิษย์รุ่นหลัง ( ต้องขออภัยที่ต้องใช้คำว่ารุ่นหลังเพราะเป้าหมายของผมอยู่ที่รุ่นหลังของผม ) เพื่อจักได้รู้รักสามัคคี เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้ ผมเองไม่อยากจะกล่าวแก้ตัวว่าการต้อนรับหรือการนัดหมายเวลาต่าง ๆ มันคลาดเคลื่อนและขลุกขลักไปหมด เนื่องจากเชื่อมือกันมากไปในส่วนของผู้ที่เตรียมการรับและในส่วนของผู้ที่จะมาก็ขาดความเชื่อถือผู้ที่ให้การต้อนรับ ขาดวินัย และเห็นแก่บุญจนเป็นบาปไป เพราะถ้ามีศรัทธาและเชื่อถือไว้วางใจกันและกันมากกว่านี้ ทุกอย่างจะเรียบร้อยดีมาก เพราะฝ่ายต้อนรับเตรียมการไว้อย่างดีที่สุด เตรียมไว้ทั้งแผนหลักและแผนรอง ตั้งข้อสมมุติฐานเอาไว้เผื่ออุปสรรคทุกข้อเพื่อจะแก้ไขหากเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดอย่างพร้อมมูล เรื่องบนบานศาลกล่าวนั้นเอาไว้เป็นกรณีสุดท้าย แต่เราลืมไปข้อหนึ่งว่าลูกหลานที่ไปวันนั้น ในปัจจุบันชาติมิได้เป็นทหารและตำรวจแล้วเป็นส่วนใหญ่ แม้จะดูเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าคนอื่นเขา แต่ก็ขาดการฝึกฝนให้มีวินัยมานาน พอแตกตื่นเข้าก็เหมือน เจ๊กตื่นไฟ พอคนแตกตื่น อะไรก็ขวางไม่ได้ แสดงออกมาหมด อะไร ๆ ที่ซ่อนเอาไว้ไหลเลอะเปรอะเปื้อนออกมาหมด นี่ดีแต่ว่า ยังเคยได้รับการอบรมบ่มนิสัยมาจากหลวงพ่อของเราแล้วบ้างและด้วยบารมีของทั้งหลวงพ่อฯและหลวงปู่ฯร่วมกันจึงได้ผ่านพ้นกลียุคนั้นมาได้ด้วยความเรียบร้อย ผมน่ะเก็บอะไรไว้ในใจมาเกือบ ๒๐ ปี และที่นำมาพูดในวันนี้นั้น ไม่ใช่เพราะต้องการแก้ตัวหรือ เคืองแค้น แต่เพื่อเป็นอุทธาหรณ์สำหรับน้อง ๆ ที่จะต้องรับภาระในวันหน้าต่อไปนะครับ ใครที่ได้รับการฝึกการอบรมอย่างทหารและตำรวจอย่าเอาระเบียบวินัยที่ตนได้รับการฝึกฝนมาไปใช้กับผู้ที่ไม่ได้รับการฝึก ผู้ที่ไม่ได้รับการฝึกก็กรุณาให้อภัยหากผู้ที่นำกลุ่มอยู่อาจจะเฉียบไปบ้างเพราะเขาเคยได้รับการฝึกและฝึกคนมาอย่างนั้น เรียกว่าควรจะประนีประนอมยอมให้อภัยกันบ้าง ผู้หลักผู้ใหญ่จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนไม่ต้องออกมาแก้เกมส์ให้บ่อย ๆ เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้และไม่ว่าอะไรที่มีมากมีบ่อย ๆ ไม่ช้าคนไทยก็จะเบื่อหน่ายอีก เมื่อถูกเบื่อหน่ายเสียแล้วสิ่งนั้นก็จะหมดความสำคัญไม่อาจนำมาใช้แก้ปัญหาได้อีกต่อไป เกิดความเสียหาย ที่ว่าอย่างนี้นั้นก็เพราะเมื่อหมดยุคของพวกพี่ ๆ แล้ว ต่อไปก็จเป็นยุคของน้อง ๆ ที่จะต้องทำและนำคนแทน พวกพี่ก็จะได้อาศัยความรู้ความสามารถของน้อง ๆ ที่นำเอาประสบการณ์จากพี่ไปเป็นข้อสมมุติฐานใช้แก้ปัญหาในกาลต่อไป และจะผิดพลาดน้อยลงเรื่อย ๆ จนไม่ผิดพลาดเลยได้ในที่สุด พี่ ๆ ก็จะได้เดินตามน้อง ๆ ได้อย่างสบายอกสบายใจว่าน้องจะไม่พาพี่ไปลงเหวลงห้วยขาแข้งหัก นอกจากนั้นในการนำคนจะต้องคำนึงทั้งความถูกต้องและความถูกใจ ไม่อาจเลือกเอาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นสุดโต่งไปด้านเดียว ต้องคำนึงถึงหลักจิตวิทยาต้องขยันอธิบายทำความเข้าใจกับคนทุกระดับอย่าเพิกเฉยไม่นำพาปล่อยปละละเลยคิดว่าไม่สำคัญ ช้างม้าวัวควายแม้มีประโยชน์กับเรามากฉันใดแต่ถ้าไม่สบอารมณ์มันก็อาจจะทำอันตรายเราได้ฉันนั้น ต้องรู้เป้าประสงค์ ต้องรู้เกมส์ ต้องรู้วิธีการ ต้องรู้มนุษยสัมพันธ์ รู้จักใช้จิตวิทยา ฯลฯ เพราะมนุษย์ที่มีสมองเป็นเลิศแต่มีความอดทนน้อย สอนง่ายแต่นำยาก อย่าไปคิดว่าคนอื่นโง่กว่าเราหรือฉลาดกว่าเราหรือฉลาดเท่าเรา ต้องดำรงใจไว้ให้มั่นในพรหมวิหาร ๔ และต้องแน่วแน่มั่นคง บัวจึงจะไม่ช้ำและน้ำก็จะไม่ขุ่น นอกจากนั้นก็จะต้องให้ความเคารพในระบบเก่า ๆ ประเพณีเก่า ๆ ที่ดีงามตามโบราณกาล แต่ไม่ใช่ว่า ถ้าโบราณไม่ได้ว่าไว้อย่างนั้นแล้วจะต้องเป็นผิดเป็นโทษเป็นภัยไปเสียหมด น่าจะต้องเปิดใจยอมรับฟังในเรื่องใหม่ ๆ แนวคิดใหม่ ๆ ไม่ใช่ตะบึงตะบันเอาแต่ที่ใจเรานิยมเราคิดแต่เฉพาะเรากลุ่มของพวกเราว่าดีว่างามเพียงอย่างเดียว พวกเดียว เหล่าเดียว จนต้องโดดเดี่ยวและเดียวดายไปตามหนทางที่เลือกเองนั่นแหละอย่าไปโทษใคร และสำหรับคนที่ยึดมั่นในการกระทำดีแน่วแน่ในการรักษาคุณงามความดี แต่ความดียังไม่สนองตอบก็อย่าเพิ่งท้อใจ เรื่องที่เสียใจน่ะธรรมดาเรายังเป็นปุถุชน แต่ควรมีสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่เอาแต่หลับตาแล้วมัวแต่สงสารตัวเอง จงลืมตาขึ้นแล้วเดินไปข้างหน้า ความสำเร็จอาจจะอยู่แค่คืบแค่ศอกข้างหน้าเรานั้นนั่นเอง ส่วนพวกที่คิดว่าตนนั้นล้มผู้อื่นได้แล้วเป็นผู้ชนะแล้วก็เอาแต่เหยียบย่ำซ้ำเติมไม่เลิกไม่ราไม่หยุดเสียที ลองคิดดูซิว่าถ้าต้องไปนำคนหมู่มากร้อยพ่อพันแม่ต่างจิตต่างใจแถมระดับความรู้ความเข้าใจความเป็นอยู่ฐานะหรือก็ต่างกัน ตนจะทำได้ดีขนาดไหน ให้อภัยกันบ้างเถิดครับ ในโลกนี้ไม่มีอะไรผิดอะไรถูกมันเป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างนี้ แต่จิตของเราซิครับเราซักเราฟอกของเราดีแล้วหรือ จึงได้ไปเพ่งโทษเอากับผู้อื่นไปตัดสินว่าเขาดีเขาไม่ดี เราด่าว่าซ้ำเติมกลุ่มคนที่เขาต้องปกครองพวกเราจำนวนถึง ๕๗ ล้านคนแต่ไม่ถูกใจเรา ถ้าเราลองมามองดูในครอบครัวของเราบ้างซึ่งมีไม่กี่คนเลยว่า เราปกครองให้คนในปกครองแค่หยิบมือ โดยสามารถให้เขาเหล่านั้นพึงพอใจเราถ้วนทั่วทุกตัวคนได้บ้างหรือไม่ ถ้าได้นั้น เพราะความรักความเข้าใจความเชื่อถือศรัทธาหรือว่าอำนาจ หรือว่า ทั้งสองอย่างผสมผสานสอดคล้องกันอย่างพอเหมาะพอเจาะพอดีและพอควรจนส่วนใหญ่นั้นพอใจ
เหตุการณ์ในครั้งกระนั้น เรา หมายถึง ผมกับพี่ชวาลฯ ทราบดีครับว่าถ้าฝนตกหนัก ขบวนจะเข้าไปลำบาก เพราะรถใหญ่ รถมาก และถนนแคบ ถ้าคันหน้าแม้แต่คันเดียวเกิดติดอยู่ คันหลังทั้งหมดก็จะติดอยู่ตรงนั้น ถนนไม่ได้แคบอย่างเดียว ขอบถนนหรือก็สูงชัน ด้านหนึ่งเป็นตลิ่งบก แถ-ลงไปก็เจอบ้านคนหรือตอไม้ อีกด้านหนึ่งก็เป็นตลิ่งน้ำ ถลาลงไปก็มิดหลังคารถแน่ ๆ แถมน้ำยังไหลเชี่ยวดูราวกับน้ำมันพรายเดือดอยู่ปุด ๆ เมื่อบวกกับความลื่นด้วยแล้วลองนึกดูซิว่าน่ากลัวอันตรายขนาดไหน และแล้วในคืนก่อนที่พวกเราจะเข้าไปทำบุญ ฝนก็ตกหนัก เรามีแผนแก้ว่า ถ้าเช่นนั้นเราจะหยุดขบวนเอาไว้ด้านนอกทั้งหมด เมื่อขบวนมารออยู่พร้อมกันแล้ว พี่ชวาลฯซึ่งขณะนั้นท่านเป็นถึง ผบ.นพค.เชียงใหม่และเชียงราย ๒ ตำแหน่งควบไปเลย มีเครื่องมือทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถแก้ไขได้ เราจะเอารถขนหินซึ่งนำหน้าด้วยรถเกรดและตามด้วยรถเกรดอีก เทกันใหม่ ๆ สด ๆ ซิง ๆ เดี๋ยวนั้นเพราะถ้าทิ้งไว้นานก็จะลื่นอีก เราขอความร่วมมือจากชาวบ้านตลอดเส้นทางว่าในวันนั้นจะไม่นำรถออกมาวิ่งบนถนนเส้นนี้ก่อนที่คณะของพวกเราจะเข้าไปเรียบร้อยแล้วและจนกว่างานบุญจะเสร็จสิ้น ซึ่งพวกเขารับปากจะให้ความร่วมมือด้วยความเต็มใจ ตีสามครึ่งฝนปรอยมาอีกระลอกและหยุดปรอยเมื่อราวตีสี่ เรายังไม่เทหินเพราะไม่รู้ว่าจะตกซ้ำหรือไม่ เรารอเวลา แต่อนิจจาเอ๋ย เพียงตีสี่ครึ่งพวกเราที่มาเองไม่ยอมร่วมมากับหมู่คณะก็มาถึงเป็นระลอก ๆ ผมยืนอธิบายทั้งขอร้องจนคอแหบคอแห้งเพื่อให้รอรวมและร่วมไปพร้อมกับคณะใหญ่ตามที่ได้กำหนดเวลาเอาไว้ แต่ก็ไม่มีใครยอมฟังกัน หาว่ากีดกันบ้างละ เข้าได้น่าไม่มีปัญหาบ้างละ บางพวกไม่เอารถของตัวเองเข้าแต่ไปว่าจ้างรถของชาวบ้านแถวนั้น ทุ่มเงินเข้าไป ชาวบ้านที่เคยรับปากกับผมไว้แต่ไม่ใช่ชาวบ้านวังมุยเป็นพวกอยู่ปากทาง เห็นเงินก้อนใหญ่ก็ลืมสัญญา มนุษย์นี่ครับ คนที่ไปก็อยากจะได้ลาภจากการทำบุญ พวกเขาก็อยากได้ลาภจากคนที่ไปทำบุญ ความอยากมันตรงกัน ความมีวินัยก็หายไป มึงจะไป กูจะไปใครจะทำไม มึงน่ะใหญ่แค่ไหนกูน่ะตราตั้งนะเฟ้ย เป็นอย่างนี้ทุกคนไม่ว่าจะแต่งตัวสวยขนาดไหน แล้วไอ้เป๋ฯ เป็นใคร ก็เป็นแค่ลูกศิษย์หางแถวเท่านั้น ห้ามเขาไม่ฟังจะยิงทิ้งเขาเรอะ เขาจะไปทำบุญนี่ไม่ใช่ภาวะสงคราม ในที่สุดก็เละตุ้มเป๊ะไปหมดทั้งคนทั้งถนนเพราะพวกที่ไม่มาตามเวลานัดหมายและเอาแต่ใจตนทำเอาถนนเป็นโจ๊กไปแล้ว ผมเห็นท่าไม่ดีจึงพยายามใช้การสื่อสารด้วยวิทยุ แต่บริเวณนั้นเป็นที่ลุ่มการติดต่อสื่อสารกระทำได้โดยยาก ผมกับพวกบางส่วนจึงต้องเดินลุยโคลนไปหาโคกกลางทุ่งไกลออกไปจากถนนเพื่อติดต่อสื่อสารรายงานเหตุการณ์ให้พี่ชวาลฯและผู้ที่ได้รับมอบหมายทราบ แต่แล้วการติดต่อสื่อสารก็ไม่เป็นผลเพราะอากาศแปรปรวน เวลาเดียวกันนั่นเองขบวนของหลวงพ่อฯก็มาถึง ผมส่องกล้องมองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่เหาะไม่เป็น เดินก็ช้าครับเพราะโคลนลึกและขาก็เป๋ กว่าผมจะเดินไปถึงรถใหญ่ของหลวงพ่อฯก็กลับไปแล้วทราบว่าได้ลองเขยิบเข้าไปแต่รถเกือบตกถนน ก็แน่นอนแหละครับ เพราะด้านหนึ่งของถนนมันเป็นคลองธรรมชาติ ถนนคือลูกรังที่เอามาถมทำเป็นคันคลองชลประทานนั่นเอง แล้วก็ยังมีรถที่คนขับดื้อแล้วไปติดขวางอยู่บนถนนแคบ ๆ นี้อีกหลายคัน รถลูกรังกับรถหินที่พี่ชวาลฯสั่งให้มาแก้ปัญหาก็เข้าไปไม่ได้ ผมก็เซ็งและหัวหมุนอยู่ตรงนั้นเพราะติดต่อกับคณะใหญ่ไม่ได้ คณะที่มาเองก็เข้าไปยังสถานที่นัดหมายอยู่เรื่อย ๆ แบบตัวใครตัวมันและตามอำเภอใจ (ที่จริงอยากจะใช้คำว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอานะเนี่ย…) ครั้นพอเราแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เสร็จถนนโล่งและรถสามารถเข้าได้แล้ว ผมก็ต้องรีบเดินทางกลับเข้าไปที่หลวงปู่ฯเพราะไม่ต้องการให้ใครได้เปรียบเสียเปรียบ ไหน ๆ ก็ต้องถูกด่าแล้ว ก็อย่าให้ต้องถูกด่าทั้งม้วนเลย เอาแค่สักครึ่งม้วนก็ยังดี เข้าไปนมัสการกราบเรียนเหตุการณ์ให้หลวงปู่ฯท่านทราบ ท่านก็นั่งอมยิ้มเฉยอยู่ เลยนิมนต์อาราธนาให้ท่านรออยู่ในเพิงก่อนอย่าเพิ่งออกมา เจ้ากระเหรี่ยงก็จะไม่ฟังเสียง พูดไทยก็ไม่ได้ไม่ยอมเข้าใจกัน เชิญแคร่หามเข้ามารอ ทั้งฆ้องทั้งกลอง พากันตีเสียง มุ่ยมง ๆ อยู่ระงมเซ็งแซ่ บ้างก็แถถาเข้ามาใกล้จะอุ้มเอาตัวหลวงปู่ฯไป พูดจากันหรือก็เข้าใจยากเพราะว่ากันคนละภาษา
ถึงตอนนี้เองที่ไอ้เป๋ฯก็จำต้องใช้กลอุบายแสดงบทโหดระห่ำแกล้งร้องตะโกนสั่งลูกน้องคู่ใจทันที
“ เฮ๊ย พวกมึงฟังกู ไม่ว่าไอ้หรืออีตัวไหนมันล้ำเส้นที่กูขีดเอาไว้นี้มึงยิงได้ทันที ” แล้วผมก็ทำทีเดินตึงตังก้มหน้าก้มตาเอาดาบปลายปืนขีดเป็นวงรอบเพิงที่หลวงปู่ฯเข้านิโรธสมาบัติ แถมทำตาเหล่ ๆ ปากเบี้ยวนิด ๆ โดยเอาแบบผู้ร้ายในหนังไทยแล้วตะคอกย้ำไปอีกหนหนึ่งว่า
“ พวกมึงพูดกับกระเหรี่ยงให้เข้าใจภาษาคน ส่วนกูจะไปพูดกับกะหร่าง เอ๊ย ! กับไทยให้เข้าใจภาษาของกู ใครขัดขืนยิงแม่งเลย เรื่องจะติดคุกติดตะรางหรือลงนรก กูรับผิดชอบเอง นรกกูไม่กลัวหรอกเว๊ย กูเคยลงบ่อยไป เฮ้ยไอ้น้อง ต่อไปนี้มึงฟังกูร้อยเอกคนเดียว นายพลนายพันกูไม่สนใจ ใครขัดขืน เฮ้ย ยิงแม่งให้เหมือนหมา ”
ผมตวาดและแผนเสียงร้องที่คิดว่าตัวเองสามารถเลียนแบบพญาคชสารตกมันได้เหมือนเสียเหลือเกิน ( ความจริงเหมือนหมาบ้าเห่าแถมสำรากขี้ออกไปมากกว่า ฮ่า ๆ ) เมื่อระเบิดตูมตามออกไปดังนั้นแล้ว ก็ให้นึกเศร้าเสียใจเป็นกำลังด้วยพยายามรักาน้ำใจกันมาโดยตลอด กลั้นน้ำตาที่ริม ๆ จะไหลออกมาเสียให้ได้ด้วยเสียดายในไมตรีจิตที่ไม่อาจจะถนอมเอาไว้ได้อีกต่อไป ลูกน้องของผมทุกคนรู้ใจแกล้งกระชากลูกเลื่อนปืนพร้อมกันทันทีทุกกระบอก เสียงดังคร๊อกแคร๊กแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน ผมถมึงและเม้นตาซ้ำเติมเข้าไปอีก เออแฮะ ประหลาดเว๊ยประหลาดจริง ๆ ไอ้เสียงที่ดังมุ่ยมง ๆ ก็หยุด เสียงกระจองอแงของคนกรุงก็เงียบอย่างกับเป่าสาก ผมเดินรี่เข้าไปทางไหน ทางนั้นก็ถอยร่นไม่เป็นขบวน ฮ่ะ ๆ ก็ถ้าไม่กลัวคนบ้าก็ต้องบ้าด้วยกันละวะ เออ ๆ เอ็งยังเป็นคนดีอยู่ รู้จักกลัวคนบ้า พอทำให้ผู้คนเขากลัวได้แล้วผมก็สั่งซิครับ ให้ทุกคนไม่ว่าไทยหรือกระเหรี่ยงไปรออยู่ที่โบสถ์ หลวงพ่อฯหรือหลวงปู่ฯมีคำสั่งอย่างไรแล้วจะให้คนไปบอก เท่านั้นแหละครับวิ่งกันขาขวิด เออแปลกคนดี ๆ พูดไม่ฟังยอมเชื่อฟังคนบ้า และนี่ก็เป็นความรู้อีกอย่างหนึ่งของผมที่ได้นำมาใช้ในโอกาสต่อมาโดยตลอดเมื่อเวลาเจอคนบ้าหรือเจอพวกไม่ค่อยยอมเชื่อฟัง คือจำเป็นจะต้องบ้าหรือบ้ากว่ามันนั่นเองและก็มักจะประสบความสำเร็จมาโดยตลอด แต่ก็ไม่เสมอไปทุกครั้งนะครับเจอที่บ้ากว่าผมก็ต้องถอยเหมือนกัน จะนำวิธีไปใช้บ้างก็ไม่ขัดข้องนะโยม เท่าที่ผ่านมายังไม่เห็นมีใครบ้าเท่าผมแฮะ เอ้า มาเข้าเรื่องต่อไป ต่อมาก็เป็นการเจรจาระหว่างท่านทั้งสอง ( คือผู้แทนของหลวงพ่อฯกับหลวงปู่ฯ ) โดยผู้แทนหลวงพ่อฯจะให้หลวงปู่ฯออกไปร้บคณะที่วัดดอนมูล โดยยืนยันนั่งยันนอนยันหัวชนฝาราน้ำดะว่ารถจะเข้ามาไม่ได้ ถึงเข้ามาได้ก็จะไม่เข้ามาแล้วเพราะไม่สะดวก ( ถ้าจะให้สะดวกสบายก็น่าจะนอนอยู่ที่บ้านนิพวกนิ ) เมื่ออีกามาบอกข่าวอย่างนั้นหลวงปู่ฯจึงหันมาหารือกับผม ผมก็ไม่มีความเห็นแต่รายงานไปว่าขณะนี้รถสามารถเข้าได้แล้วนะขอรับ หลวงปู่ฯก็ว่าอย่างนั้นหลวงปู่ฯไม่ออกไป ให้หลวงพ่อฯเข้ามา ผู้ส่งข่าวทางหลวงพ่อฯก็ปล่อยข่าวลือแถมขู่ออกมาอีกว่า ถ้าหลวงปู่ฯไม่รีบออกไป คณะใหญ่ที่ยังอยู่กับหลวงพ่อฯก็จะพากันกลับ โถพ่อคุณพ่อทูนหัว จะมาทำบุญหรือจะมาขู่พระ ผมงี้แทบไม่ได้บุญแล้ว อกมันกลัดหนอง ทำอะไรไม่ถูก คราวนี้หันพึ่งพระพุทธเจ้าแล้วครับ ขอพรท่านดัง ๆ เลยว่าขอได้โปรดดลบันดาลให้งานบุญนี้เป็นบุญแท้จริงเถิด พระพุทธองค์จะทรงทดลองกำลังใจผู้ใดอยู่ก็สุดแท้แต่ แต่ตอนนี้มันจะเกิดการแตกหักอยู่แล้ว งานใหญ่ที่ผู้คนจำนวนมากเสียสละทั้งแรงกายแรงใจจำจะต้องมาล้มคว่ำล้มหงายเพราะไอ้คนขี้เบ่งคนเดียวนั้นไม่เป็นการสมควรเลย แถมไอ้เป๋ฯ อาจจะต้องไร้สำรักเสียแล้วก็จะให้ทำอย่างไรดี เพราะไอ้เป๋ฯนั้นรักทั้งหลวงพ่อฯและหลวงปู่ฯ แต่ถ้ากู่ไม่กลับก็จะต้องยอมเสียกันไปเพราะหลังพิงฝาแล้วนี่ เฮ้อ ! เอาน่ะข่มใจคลานเข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่ฯอ้อนวอน
“ หลวงปู่ฯออกไปเถิดครับ ” อ้าวหลวงปู่ฯสั่นหัวแถมหัวเราะลงคอเอิ๊ก ๆ หน้าบานยิ้มแฉ่งไม่มีแวววิตกแม้นิดเดียว บอกว่า
“ หลวงปู่ฯไม่ออกไป เดี๋ยวหลวงพ่อฯเข้ามา นพฯไปดูแลไปเตรียมการให้พร้อมนะ ”
เอ้า เมื่อกี้ที่ถามผมในตอนนั้นหลวงปู่ฯทำท่าจะออกไปนี่ ไหงตอนนี้พอผมขอให้ออกไป หลวงปู่ฯกลับไม่ยอมออกไป ท้อแล้วผม หมดกำลังทั้งกายและใจมืออ่อนตีนอ่อน เดินเตร่ออกมาที่ถนนนึกไม่ออกว่าจะตั้งชื่อสำนักใหม่ของตนเองว่าอย่างไรดี เมื่อเล็กก็กำพร้าพ่อกำพร้าแม่ เมื่อแก่ยังจะต้องมากำพร้าครูบาอาจารย์อีก อ้าวเฮ้ย นั่นเราตาฝาดหรืออย่างไร
“ เฮ้ย ๆ รถหลวงพ่อฯโว้ยรถหลวงพ่อฯ เอ้อเฮอวิ่งลิ่วยังก๊ะเหินลมมา แต่โคลนกระจุยกระจายเชียว เอ้า ! ไอ้เวร เอาร่มเอาผ้าไปต้อนรับ มึงนั่นแหละเร็ว ๆ เข้ายังจะเสือกทำตาเหลือกยืนเซ่ออยู่ได้ ”
“ เอ้ามึงไปบอกกระเหรี่ยงกับกะหร่างว่าไม่ต้องร้องงอแงแล้วเว๊ย พ่อมึงมาแล้ว ”
ผมร้องตะโกนสั่งลูกน้องเสียงหลงเนื้อตัวสั่นไปด้วยความดีใจ คนอื่น ๆ ที่มามุงรอฟังข่าวอยู่ก็ฮือฮา แล้วก็มีเสียงเฮเสียงไชโยโห่หิ๊วด้วยความดีใจตามมาติด ๆ แถมด้วยเสียงมุ่ยมง ๆ อยู่อึงอลตรงกันข้ามกับเมื่อครู่ก่อนหน้านี้ที่เงียบเสียจนแทบจะเรียกว่า ถ้าใครทำเข็มตกลงพื้นสักเล่ม เสียงคงจะดังราวกับฟ้าผ่ากลางอเวจีเลยทีเดียวเชียวน้อง
พอหลวงพ่อฯลงมาจากรถผมก็กรากเข้าไปกราบน้ำตาไหลพราก ๆ ด้วยดีใจ พอเงยหน้าจะลุกขึ้นมาก็มึนหนึบเห็นดาวกระจายเต็มท้องฟ้าเวลาเช้าแสก ๆ จะไม่เห็นดาวเห็นเดือนได้อย่างไร เจอะมะเหงกหลวงพ่อฯเข้าไป ๓ ทีหนัก ๆ ครบเลยครับ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เฮ้อ เป็นอันว่าแฮปปี้เอนดิ้งขอรับทุกคนได้ทำบุญทำทานสมใจอยาก ยิ้มแย้มแจ่มใสกันทุกคนเลย แหม อยากจะเล่าซ้ำนะครับ น่าชื่นใจน่าปลื้มใจจริง ๆ วอหามหลวงปู่ฯเราเตรียมไว้ให้กระเหรี่ยงหามหลวงปู่ฯแต่กระเหรี่ยงก็กระเหรี่ยงเถิดครับ ถูกกระหร่างผลักจนกระเหรี่ยงกลายเป็นกระเด็นไปหมด แย่งเอาไปหามกันเอง ยังดีอยู่นะที่ไม่มีใครไปแย่งกลองแย่งฆ้องเขามาล่อเอง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ยังนึกไม่ออกว่าจะตีจะบรรเลงเป็นทำนองแบบเชิดสิงโตไหม คงจะต้องตีเป็นทำนองนี้นะครับ ม๊ง แซ่ง ม๊ง ๆ แซ่ง ม๊งแซ่ง ม๊ง ๆ แซ่ง ทีนี้ผู้คนหลามไหลกันเข้ามา สาดเงินสาดธนบัตรเข้ามาที่ตักที่เท้าของหลวงปู่ฯ ที่เข้ามาใกล้ไม่ได้ก็ใช้วิธีโยนเอา เงินทองหกเรี่ยหกราด ไอ้ภาพฯ ต.ช.ด.ลูกน้องของผมก็เก็บก็กวาดเข้ากระสอบ แค่โกยเงินเข้ากระสอบก็เหงื่อไหลไคลย้อยหอบแฮ่ก ๆ ยังก๊ะหมาหอบแดด
“ ไม่เป็นไร ๆ ผมชอบเหนื่อยแบบนี้เจ้านาย ผมชอบจริง จริ๊ง … เงินทั้งนั้นเลยนาเจ้านาย อู้ฮู้๊ของจริงไม่ใช่ของเก๊ เป็นกระตั้ก ” มันดัดจริตพูดเสียงเล็กเสียงน้อยแล้วสูดปากดังซู้ดแถมแลบลิ้นเลียปากแพล่บ ๆ เหมือนหมาเห็นขี้ใหม่แล้วอยากกิน ผมร้องด่าและกระเซ้ามันอย่างอารมณ์แสนจะจอยเต็มแก่ (ขนาดถ้าถูกเตะตอนนั้นก็ไม่โกรธ) ว่า
“ เฮ้ย ไอ้บ้า เงินของพระนะโว้ย ลงนรกกูไม่รับผิดชอบ ” มันยังคงยียวนกวนประสาทย้อนผมมาอีกว่า
“ โธ่ เจ้านาย ผมรู้น่ะว่าอะไรเป็นอะไร แล้วนรกน่ะผมไม่กลัวหรอก ก็ตอนนั้นเจ้านายยังตะโกนเสียลั่นเลยว่าเคยลงไปบ่อย ๆ ” แหม ไอ้เวร ! มันย้อนอีกว่า
“ แต่ก็เชิญเจ้านายตามสบายเถิดครับผมก็เบื่อเหมียนกัลล์ ”
รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางด้านหลวงพ่อฯ ไปหาอ่านเอาเองเถิดครับ เราต่างก็ลืม ๆ กันไปหมดแล้วเรื่องข้อบาดหมาง พี่ชวาลฯห้ามผมนักหนาไม่ให้พูด แต่นี่มันเกินอายุความ ๑๐ ปีแล้วผมจึงพูดเพื่อประโยชน์ในโอกาสต่อไปรุ่นน้องจะรู้ไว้ และจะได้อาศัยเป็นตัวอย่างเพื่ออุดช่องโหว่ในการวางแผนการทำงาน จะได้ไม่มีข้อผิดพลาดขึ้นอีกเช่นในสมัยรุ่นพี่เช่นผมที่ประสบพบเห็นมาและต่อไปนี้ผมก็คงจะไม่มีโอกาสมายุ่งด้วยแล้วเพราะใกล้จะหมดหน้าที่ ใครที่จะต้องมาเกิดอีกมาทำอีกก็เอาไปเป็นตัวอย่างได้ และขอให้พัฒนาให้ดีเชียวนะที่สำคัญอย่าเอาแต่ปากทำงาน
งานบุญครั้งกระนั้นทำให้ถนนสายเข้าวัดวังมุยมีไฟฟ้าเดินสายเข้าไปให้ชาวบ้านชาวช่องแถวนั้นได้ใช้ทั่วหน้ากัน มาจนตราบท่าวถึงทุกวันนี้
ทีนี้ เมื่อเล่าถึงบางเรื่องเกี่ยวกับหลวงปู่ฯไปแล้ว เชื่อว่ามีหลายคนที่กำลังอยากจะฟังเกี่ยวกับเรื่อง ลูกแก้วสารพัดนึก ต้นแบบที่หลวงพ่อฯของเราได้มาจากหลวงปู่ฯ แล้วในที่สุดก็มาเป็นลูกแก้วสวย ๆ ที่พวกเราห้อยคอกันอยู่อย่างไรล่ะ อยากจะฟังประวัติความเป็นมาของลูกแก้วเหล่านี้บ้างไหม ถ้าอยากฟังก็กรุณาตามมาฟังผมโม้ได้เลยครับ
หลวงปู่ชุ่มฯนั้น ท่านเป็นลูกศิษย์ของครูบาศรีวิชัยฯ เมื่อแรกเริ่มเดิมทีที่พวกเราไปนมัสการท่านนั้น ท่านจะแจกเครื่องรางของขลังประเภท พระรอด ตะกรุดเหน็บ ตะกรุดหนัง ( ลูกวัวตายในท้อง ตายเองโดยธรรมชาตินะครับ ไม่ใช่จงใจไปทำให้แม่ของมันตายแล้วเอาหนังลูกในท้องของมันมา ) และตะกรุดปรอท สำหรับพระรอดที่ว่านี้พวกนักเลงพระเรียกกันว่า “ รอดเณรจิ๋ว ” เป็นพระรอดที่หลวงปู่ทึมฯออกแบบและสร้างถวายให้หลวงปู่ชุ่มฯ แล้วหลวงปู่ชุ่มฯก็นำไปถวายให้หลวงปู่ครูบาศรีวิชัยปลุกเสก จำนวนที่สร้างคราวนั้นเต็มบาตรพระ จากนั้นหลวงปู่ชุ่มฯท่านก็แจกเรื่อยไปและบางส่วนก็เก็บเอาไว้นานเหมือนกับจะรอเวลาเพื่อแจกพวกเรา ผมเห็นท่านเก็บเอาไว้ในบาตรฝุ่นงี้หนาปึ๊ก เมื่อจะเอามาแจกพวกเราท่านเอาน้ำล้าง พวกที่นิยมของเก่าร้องโวยวายเพราะหลวงปู่ท่านไม่เข้าใจ ท่านเห็นว่ามันสกปรกท่านก็อุตส่าห์ล้างให้เพราะกลัวลูกศิษย์ชาวกรุงเทพฯเขาจะรังเกียจ พระบ้านนอกละก็ถ่อมตัวน่ารักจริง ๆ ตอนหลังผมจึงไปอธิบายให้ท่านทราบว่าพวกนิยมของเก่าเขานิยมฝุ่นเขาโมเมเรียกฝุ่นว่าขี้กรุ ( ทั้ง ๆ ที่พระชุดนี้ไม่ได้อยู่ในกรุแม้แต่น้อย ) ผมเรียนว่าหลวงปู่ฯจะล้างก็ไม่ขัดคอหรอกครับแต่ขอให้เขย่า ๆ พอสังเขปก็พอท่านก็เชื่อ พระชุดนี้ปัจจุบันไม่เหลืออยู่ที่วัดแม้แต่องค์เดียว ผมรับรองได้ เพราะตอนหลังผมเอามาให้กับวัดจามเทวีจนหมดตามที่เล่าให้ฟังไปแล้วตอนหลวงปู่ทืมฯ ตอนนี้ผมเองก็เหลืออยู่แค่ ๓ องค์ ห้อยอยู่ที่คอลูก ๆ และภริยา ( ซึ่งปัจจุบันมีคนเดียว อั๊บ )
ตะกรุดหนังลูกวัวก็เหมือนกับตะกรุดปรอทเป็นเครื่องรางเฉพาะตัวของท่านเอง ท่านได้ตำรามาจากใครผมจำไม่ได้ ว่าง ๆ จะลองไปถาม ร.ต.อ.วิวัฒน์ สุวัฒนะกุล อดีต หน.สภ.ต.สาวชะโงกดู เขาเคยอยู่ที่ลำพูนตอนที่พวกเราไปนมัสการหลวงปู่ฯกันในคราวนั้น เขาเคยเกเรมาก่อน เป็นนักเลงการพนันตัวยง แต่เดี๋ยวนี้เขาเลิกแล้ว แต่แม้สมัยที่เขาเกเร เขาก็เข้าหาพระเข้าหาเจ้าและองค์ที่ทำให้เขาเลิกเล่นได้ก็คือหลวงปู่หล้าตาทิพย์ เวลานี้ในกระเป๋าเสื้อทั้งสองข้างของเขาจะพองตุ่ยถ้าจะลองไปนั่งคุยด้วยไม่ว่าคนไม่ว่าลิงจะพากันหลับหมด ประวัติศาสตร์มันยาวรู้ไปหมดทุกเรื่องทุกราว พูดไปก็ควักวัตถุมงคลออกจากกระเป๋ามาอวด นี่กาฝากมะขาม นี่กาฝากรัก นี่กาฝากมะรุม เออ ระวังจะถูกรุมเตะ ทีนี้หลวงปู่ฯท่านเคยเล่าให้ผมฟังว่าอาจารย์ของท่านนั้นเก่งเหลือหลายเก่งกว่าลูกศิษย์อย่างท่านมากมายนัก ท่านทำได้แค่ซัดปรอทให้แข็งตัวทำเป็นตะกรุดปรอท แต่พระอาจารย์ของท่านนั้นเก่งเหนือไปกว่านั้นซัดปรอทต่อไปอีกจนปรอทนั้นกลายเป็นแก้ว ถ้าเป็นตัวเมียจะมีรูเรียกว่า แก้วราหู แต่ตัวผู้ผมจำไม่ได้ว่าท่านเรียกว่าอย่างไรใครรู้และจำได้ช่วยบอกที ท่านได้รับเป็นมรดกตกทอดมา ๓ ลูก เป็นตัวผู้ใหญ่ ๒ ลูก ตัวเมีย ๑ ลูก ลูกใหญ่ที่สุดท่านถวายพระเจ้าอยู่หัว รองลงมาท่านถวายหลวงพ่อของเรา ก็ลูกที่หลวงพ่อฯท่านเคยแช่อยู่ในอ่างน้ำมนต์ของหลวงพ่อฯนั่นแหละครับ ลูกเล็กสุดหลวงปู่ฯควั่นเชือกทำเป็นสายร้อยและคล้องคอให้ผมหลังจากคณะของหลวงพ่อฯกลับกรุงเทพฯ ไปแล้ว ๒ วัน เพราะผมกับลูกน้องยังต้องอยู่ต่อเนื่องจากจะต้องดูแลจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยจริง ๆ ในตอนแรกผมไม่ยอมรับเพราะกลัวจริง ๆ ครับ กลัวว่าวาสนาจะไม่ถึงไม่คู่ควรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ระดับนี้ แต่หลวงปู่ฯท่านยืนยันจะให้และท่านว่าท่านถามผู้ดูแลรักษาแล้วทางนั้นยืนยันไม่ขัดข้อง ผมงี้น้ำตาไหลดีใจน่ะดีใจมากครับ แต่ไม่เท่ากับความภาคภูมิใจ รู้สึกหัวใจพองโตมาก ๆ จนบอกไม่ถูก มีความรู้สึกว่าเทพยดาฟ้าดินตลอดจนปรมาจารย์รวมทั้งหลวงปู่หลวงพ่อฯและพระเบื้องบนท่านให้ความกรุณาต่อผมมากจริง ๆ ความจริงแล้วของศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ ปุถุชนคนธรรมดาหน้าไหนบ้างที่ไม่อยากจะได้มาไว้ครอบครองจนเนื้อตัวสั่น แค่เห็นก็เรียกว่าเป็นบุญตาแล้ว ผมเองก็เช่นเดียวกัน อยากได้แต่ยังสงสัยว่าตัวผมเองนั้นมีคุณงามความดีแค่ไหนเชียวจึงจะได้ของศักดิ์สิทธิ์นี้มาเป็นกรรมสิทธิ์ จำได้ว่าคร้ังแรกผมไม่ยอมรับและได้อ้อนวอนหลวงปู่ฯว่าขอให้หลวงปู่ฯกรุณาถามเบื้องบนด้วยว่าให้ผมจริง ๆ หรือ และถ้าผมรับไว้แล้วจะมีเงื่อนไขอย่างไรบ้า หลวงปู่ฯท่านว่าถามแล้วและอนุมัติมาแล้ว ผมก็ยังดึงดันขอให้หลวงปุ่ฯถามให้อีกครั้งหนึ่ง ท่านก็กรุณาตามใจถามให้ เมื่อหลวงปู่ฯท่านยืนยันอีกครั้งหนึ่งผมจึงยอมรับเอาไว้ เรื่องที่เล่านี้ถ้าท่านที่ไม่ข้าใจผมอาจจะคิดว่าไอ้นี่มาดมากเจ้าท่าไม่เป็นเรื่องซึ่งผมต้องขอความกรุณาชี้แจงในตอนนี้เสียเลยว่าใจขณะนั้นจิตใจของผมระลึกอยู่ตลอดเวลาว่าผมนั้นเป็นเพียงลูกศิษย์หางแถวของหลวงพ่อฯหลวงปู่ฯ ผมมีฐานะยากจนไม่มีเงินทองหลามไหลเหมือนใครเขา แต่ถ้าเป็นงานเพื่อหลวงพ่อฯหลวงปู่ฯหรือเพื่อการพระศาสนาแล้ว ผมจะทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่ มีเงินผมก็จะเอาเงินช่วย ไม่มีเงินผมจะเอาแรงกายแรงความคิดทุ่มเทเข้าช่วย แต่อย่างว่าแหละครับการช่วยเหลือถ้าไม่เป็นเงินก้อนโต ๆ ก็ไม่มีใครเห็นไม่มีใครให้ความสำคัญ ในงานทำบุญที่หลวงปู่ชุ่มฯเข้านิโรธสมาบัตินี้ก็เหมือนกัน ผมเป็นเพียงร้อยตำรวจเอกที่พิการมีฐานะยากจน ไม่มีพื้นที่ปกครองไม่มีลูกน้องบริวารและไม่มีอำนาจราชศักดิ์ แต่ผมนั้นได้รับเป็นธุระอย่างขันแข็งในเรื่องการติดต่อประสานงานเตรียมการทางด้านของหลวงปู่ฯต้องขึ้น ๆ ล่อง ๆ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เชียงใหม่-กรุงเทพฯ ไม่รู้ว่ากี่เที่ยวต่อกี่เที่ยวและรับภาระเรื่องค่าใช้จ่ายนั้นเองโดยตลอดไม่ทราบว่าหมดเท่าใดต่อเท่าใด ครั้นถึงเวลาที่จะทำบุญเมื่อตอนที่หลวงปู่ฯออกจากนิโรธสมาบัติก็ไม่มีโอกาสเหมือนใครอื่นเขา เพราะจะต้องคอยดูแลความปลอดภัยให้กับคนส่วนใหญ่นั่นเอง เรียกว่าแม้จะอยู่ใกล้แต่เข้าไม่ถึง สำนวนจีนกำลังภายในเขาว่า แม้ชายคาจะเกยกันแต่ก็เหมือนไกลอยู่สุดขอบฟ้า ไม่ใช่ว่าหยิ่งแต่ทว่าเจียมใจเจียมกาย ลูกน้องเคยถามผมว่าถ้าการทำบุญกับพระอริยะสงฆ์ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติจะให้ผลมากอย่างรวดเร็วและประเสริฐจริง คนอื่น ๆ ที่ไปกันก็คงจะได้รับผลที่ประเสริฐนั้นไปกันถ้วนหน้า แต่พวกเราคงจะไม่ได้ ผมค้านว่า เฮ่ย ไม่จริง แล้วย้อนถามเขาไปว่าสบายใจไหม ? ปลื้มใจไหม ? ที่ได้มาร่วมงานทำบุญในครั้งนี้ พวกเขาตอบว่ายอดจริง ๆ มีทั้งใจหายใจคว่ำสนุกตื่นเต้น และในที่สุดก็ลงท้ายด้วยความอิ่มใจปลาบปลื้มสบายใจเรียกว่ามีครบทุกรส ความประทับใจนี้พวกเขาไม่เชื่อว่าจะมีวันได้ประสบพบอีก และจะไม่มีวันลืมเลือนไปเลย ผมได้โอกาสจึงพูดกับพวกเขาว่านั่นไงผลตอบแทนของพวกเราก็คือความสบายใจความสุขใจที่ได้รับซึ่งก็น่าจะถือได้ว่าเป็นผลบุญอย่างยิ่งแล้ว คนมีเงินมีทองมีทรัพย์สมบัติมหาศาลไม่มีความสุขเท่ากับที่พวกเราได้รับและมีอยู่ในครั้งนี้ พวกเขาก็อึ้งไปแต่ก็อ้อมแอ้มกันนิด ๆ หน่อย ๆ ว่าแหมลูกพี่ ทางใจพวกผมยอมรับว่าได้กันอย่างเต็มปรี่ แต่ถ้าได้ทางโลกมาเจือจุนพอให้บรรเทาความเดือดร้อนไม่ถึงกับขอให้มีมากจนถือได้ว่าสะสมเกินไปก็น่าจะดีกว่านะครับ ซึ่งผมก็เห็นด้วยเต็มร้อยแต่ก็ได้แต่อ้อม ๆ แอ้ม ๆ ตอบไปไม่เต็มเสียงว่า อืม… ผมว่าท่านคงจะเห็น ซึ่งความจริงผมไม่ทราบและไม่แน่ใจเลยว่าท่านที่ผมว่านี้จะเห็นอย่างที่ผมเห็นหรือไม่ เพราะคนเรายิ่งแก่เฒ่า ก็ยิ่งหูตามัว ยิ่งเป็นใหญ่ยิ่งมีอำนาจยิ่งแล้วใหญ่ มักจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอคติ ๔ ทำให้หน้ามืดหูตาลายมืดมัว ในไม่ช้าหูก็จะหนวกตาก็จะบอดความทุกข์ยากของคนเป็นแสนเป็นล้านก็ไม่เห็น คนทั้งประเทศทั้งโลกร้องตะโกนก็ไม่ได้ยินแต่กลับไปได้ยินพวกเปรตที่สอพลอเอาแต่เป่าหูอยู่ก็แหม ! เปรตมันปากเล็กนี่ครับ เขาว่ากันว่าปากเปรตเท่ารูเข็มจึงสามารถสอดปากเข้าไปเป่าอยู่ที่แก้วหูของท่านผู้มีอำนาจได้โดยสะดวก เอาเถิดครับไม่แสบไม่คันรูหูบ้างก็ให้มันรู้ไป ให้มันไชจนหนวกไปเล๊ย…
หลังจากที่ผมได้พูดคุยกันเรื่องผลบุญและงานบุญของหลวงปู่ชุ่มฯกับลูกน้องไปแล้ว ก็ไม่นานเกินรอเพียงวันสองวันต่อมาหลวงปู่ชุ่มฯท่านก็มอบลูกแก้วดังกล่าวให้กับผม เห็นไหมครับทันตาเห็นจริง ๆ
ย้อนกลับมาเล่าเรื่องลูกแก้วกันต่อดีกว่า หลวงปู่ชุ่มฯท่านบอกผมว่า ลูกแก้วนี้ ครูบาอาจาย์ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาลูกแก้วนี้เต็มใจให้ผม ท่านว่าเป็นแก้วสารพัดนึกโดยมีพระคาถากำกับแต่เจ้าของและผู้ปกปักรักษาเขาขอสัญญากับผมว่า การที่จะขออะไรกับลูกแก้วนี้จะต้องขอสิ่งที่อยู่ในศีลในธรรม เช่น ถ้าขอให้ผู้หญิงรักเมื่อได้ผู้หญิงคนนั้นเป็นภริยาแล้วจะต้องรับผิดชอบเลี้ยงดู นอกจากนั้นมีเงื่อนไขพิเศษก็คือ ท่านว่าผู้ดูแลรักษาท่านหนึ่งขอว่าห้ามใช้กับหญิงโสเภณีและถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ แล้ว อย่าพกลูกแก้วนี้เข้าไปหรือผ่านไปในแหล่งหญิงนครโสเภณี เพราะผู้ดูแลท่านรังเกียจ ผมก็รับสัญญานั้น หลวงปู่ชุ่มฯ ท่านลงมือควั่นเชือกด้วยมือท่านเอง ร้อยในรูของลูกแก้วผูกทำเป็นห่วงเชือกคล้องคอให้กับผม ต่อมาผมกลัวเชือกขาดลูกแก้วจะหาย จึงมาดัดแปลงให้ดีขึ้น โดยให้แม่นิดถักเชือกไนล่อนเป็นตาข่ายล้อมลูกแก้วเอาไว้ และขนาดเชือกก็เปลี่ยนใหม่ให้โตขึ้น จนพอไว้ใจได้ว่าไม่อาจขาดได้โดยง่าย แต่ก็คิดไว้ในใจว่าถ้ามีเงินเมื่อใด ก็จะเอาไปเลี่ยมทองให้คู่ควรเหมาะสมเสียที แต่แล้วก็ไม่มีโอกาสเพราะระยะนั้นยอมรับกันอย่างตรง ๆ เลยครับว่า ชะตาชีวิตในตอนนั้นเป็นเหมือนที่หมอดูเขาว่าพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก แต่ที่ผมประสบนั้นเรียกใหม่ได้เลยว่าพระศุกร์กระทืบจมเบ้าพระเสาร์กระแทกมิดธรณี จวนเจียนจะอยู่จะไปหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินเรื่องทอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตครอบครัวบ้านแตกสาแหรกกระจุย ขนาดหลวงพ่อของเราท่านอุตส่าห์ทำพิธีบังสุกุลเป็นให้ถึง ๒ ครั้ง พาไปปล่อยปูกับท่านอีก ๑ ครั้ง ก็ประทังได้แค่ร่อแร่จะตายก็ไม่ตายกจะเป็นก็ไม่เป็น ตอนนั้นผมออกจากบ้านที่ผมอยู่มาตั้งแต่เกิดจนเป็นร้อยเอก โดยมีเครื่องแบบไป ๒ ชุด ไปอาศัยอยู่กับเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งมีชื่อฉายาที่บรรดาลูกศิษย์เก่า ๆ เรียกกันว่า “ ไอ้ตี๋เล็ก ” สำหรับผมนั้นเขาเรียกกันว่า “ ไอ้ตี๋ใหญ่ ” (ฉายานี้หลวงพ่อของพวกเราตั้งให้นะครับ ) ในตอนนั้นถ้าไม่ได้ไอ้ตี๋เล็กฯผมคงแย่แน่ ๆ จำได้ว่าในตอนนั้นผมถูกพรากทั้งลูกทั้งเมียและเป็นความกันอยู่กับบรรพสตรีของเมีย ก็แม่ยายนั่นแหละครับ และโดยเพียงเพื่อให้ชนะผมเขาก็สาดโคลนผมจนเลอะเทอะหมดทั้งชีวิต ฝ่ายเขามีพวกมากด้วยเคยเป็นภรรยาของคุณพระท่านหนึ่งซึ่งเป็นอดีตคนใหญ่คนโตในกระบวนการยุติธรรม แหมเวลาเรียกเข้าไปพบและตกลงกันนอกบัลลังก์ผมงี้กระดิกตัวแทบไม่ได้เลยครับ ขยับตัวหน่อยถูกท่านตวาดแว๊ด ขนาดอยู่ข้างหน้าโต๊ะทำงานของท่าน ผู้แทนของเขาซึ่งเป็นผู้หญิงยังกล้าถอดรองเท้าส้นสูงขึ้นมาเงื้อจะเคาะกะโหลกผมโดยท่านทำเป็นนั่งก้มหน้าไม่รู้ไม่ชี้ไม่เห็น พอผมเตือนท่านกว่าท่านจะเงยหน้าเขาก็เก็บรองเท้าเสร็จแล้วและท่านก็ตวาดขู่ฟ่อ ๆ เอากับผมอีกว่าอะไรเป็นถึงร้อยตำรวจเอกจะมาทำนิสัยเที่ยวพาลหาเรื่องคนอื่นเขาต่อหน้า…นะเนี่ย ไอ้ผมก็ยืนนึกปลงอนิจจัง อื้อฮือนี่ขนาดผมแต่งเครื่องแบบด้วยนะครับท่านก็ไม่ยอมให้เกียรติ ไม่รู้ว่าตุ้มเงินตุ้มทองหรือตุ้มอะไรมันถ่วงอยู่ถึงได้เอียงกระเทเร่ขนาดนี้ ถ้าเป็นแม่ค้าละก็ขายอะไรก็รวยครับ ก็โกงตาชั่งนี้ครับ ผมนึกในใจอีกว่า อีแบบนี้เราแพ้ความแน่เพราะไอ้บ้านี่ตาบอดไม่เห็นความดีความชั่ว ( ต่อมาท่านนี้ประสบอุบัติเหตุตาบอดครับ ต้องออกจากราชการ ทั้ง ๆ ที่อายุยังน้อย คงไม่ใช่กรรมจากที่ทำกับผมเรื่องเดียวหรอกครับ คงทำบ่อย ๆ กับคนอื่น ๆ ด้วย ส่วนผมก็ให้อภัยทานไปแล้ว แต่บังเอิญอ่านหนังสือพิมพ์เจอเข้าพอดี ) ฝ่ายผมมีผู้ที่เลี้ยงดูอุปการะผมมาตั้งแต่เกิดซึ่งเข้าใจและเห็นใจผมอย่างแท้จริงก็คือคุณย่าของผมเท่านั้น แต่เวลานั้นท่านก็แก่มากแล้วและผมคิดว่าถ้าผมอยู่ที่บ้านคุณย่า ๆ ก็คงจะต้องทุกข์ร้อนไปกับผมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ผมจึงตัดสินใจบากหน้าไปอาศัยอยู่กับไอ้ตี๋เล็กฯเพื่อความสะดวกในการวางแผนและต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม เรื่องราวการต่อสู้ของผมในตอนนี้มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับหลวงปู่คำแสนใหญ่ฯ หรือพระครูสุคันธศีลฯแห่งวัดสวนดอก ซึ่งกรุณาสอนผมในเรื่อง แม่ทัพแขนด้วน และเกี่ยวข้องกับหลวงปู่ครูบาวงษ์ฯหรือพระครูใบฎีกาชัยยะวงษาฯ แห่งวัดพระบาทห้วยต้มที่กรุณาเตือนผมด้วยเรื่อง ไอ้วัวหำคด ซึ่งขออนุญาตเก็บเอาไว้เล่ารายละเอียดในตอนที่เขียนถึงหลวงปู่ฯทั้งสองนะครับ และผมยอมรับครับว่าในตอนนั้นมีความกลัดกลุ้มใจมาก ๆ ทำให้บางครั้งผมก็หาทางออกโดยไปเที่ยวเตร่แบบที่ผู้ชายทั่ว ๆ ไปเขาเที่ยวกัน แต่ถ้ามีรายการพรรค์อย่างนั้น ผมจะถอดลูกแก้วทิ้งไว้ในรถทุกครั้งลืมล๊อคประตูรถเป็นสิบ ๆ ครั้งก็ไม่เคยหาย หลาย ๆ ครั้งที่ผมลืมถอดลูกแก้วเอาไว้บนหัวเตียงในโรงแรมตามต่างจังหวัดที่ไปปฏิบัติราชการ กว่าจะรู้ว่าลืมเอาไว้ก็กลับมาถึงกรุงเทพฯแล้ว ครั้นโทรศัพท์ทางไกลไปให้คนไปตามไปหาให้ก็ไม่มีใครพบใครเห็น ผมก็ได้แต่จุดธูปเทียนขอขมาและอธิษฐานว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมรีบร้อนจริง ๆ ผมผิดไปแล้วหมดปัญญาแล้ว แต่ถ้ายังมีบุญบารมีอยู่ก็ขอให้มีผู้พบเห็นส่วนผมก็จะพยายามติดตามให้ได้คืนมาให้จงได้ แล้วผมก็เข้านอน รุ่งขึ้นเช้าผมไปกราบพระก็พบว่าลูกแก้วนี้กลับมาอยู่ที่หน้าหิ้งพระของผมทุกทีไป บางครั้งก็ ๓ วันบ้าง ๗ วันบ้าง ต่อมาไอ้ตี๋เล็กฯประสบปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจการค้า แต่ขณะนั้นก็มีช่องทาง คือ ถ้าลูกค้าชาวญี่ปุ่นที่ติดต่อกันอยู่ยอมตกลงข้อเสนอตามโครงการของไอ้ตี๋เล็กฯ ๆ ก็จะได้งานที่สามารถกอบกู้สถานภาพเอาไว้ได้ และอาจจะร่ำรวยมหาศาลเลยทีเดียวแหละ แต่การที่อุตส่าห์ลงทุนเชิญไอ้ญุ่นปี่ญี่ปุ่นมาเที่ยวเมืองไทยเพื่อจะได้มีโอกาสมีเวลาได้ชี้แจงเรื่องงานเรื่องโครงการดังกล่าวนี้นั้น ปรากฎว่าไอ้ญุ่นฯไม่สนใจเลยจำเป็นต้องวางแผนพาไปเที่ยวต่อที่เชียงใหม่เพื่อเป็นการเอาใจและเพื่อยืดเวลาหาโอกาสในการเจรจาต่อไปอีก ก่อนเดินทางไปเชียงใหม่ไอ้ตี๋เล็กฯวุ่นวายใจมากเพราะภริยาก็ท้องแก่ใกล้คลอด ท่าทีที่หยั่งเชิงไอ้ญุ่นฯไปแล้วนั้นนอกจากไอ้ญุ่นฯจะไม่สนใจเอาเสียเลยแล้วยังแทบจะหัวเราะเยาะเอาเสียด้วย ตั้งท่าจะไม่ไปแล้วเพราะปรารภกับผมว่าไปก็เท่านั้นเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา ผมจึงได้ตัดสินใจมอบลูกแก้วให้กับไอ้ตี๋เล็กฯ ไปเพื่อให้เป็นกำลังใจและหวังขอให้ท่านช่วยให้ไอ้ตี๋เล็กฯประสบความสำเร็จในการเจรจาครั้งนั้น และก็เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เหลือที่จะกล่าว เพราะระหว่างการเดินทางบนเครื่องบินนั่นเอง นายทุนญี่ปุ่นซึ่งเคยแสดงทีท่าสนใจน้อยมาก กลับขอเซ็นสัญญาตกลงกันบนเครื่องบินโดยไม่ยอมอ่านสัญญาเลย ทีนี้ไอ้ตี๋เล็กฯก็ดีใจซิครับแทบจะคลุ้มคลั่งเลยทีเดียว พาญี่ปุ่นเที่ยวอย่างหามรุ่งหามค่ำ เที่ยวเตร่กินเหล้าเมายาเฮฮากันทั้งวันทั้งคืนด้วยมองเห็นเงินเป็นร้อย ๆ ล้านวางแบอยู่แค่เอื้อม ผมโทรศัพท์ทางไกลไปเตือนสติอยู่ทุกวัน ๆ ละหลาย ๆ ครั้งให้ระวังเรื่องเงื่อนไขของเจ้าของลูกแก้ว ไอ้ตี๋เล็กฯก็สักแต่ว่ารับปากอู้อี้มาทุกครั้งว่าไม่มีปัญหาไม่ได้ทำอะไรผิดเงื่อนไข ถ้าจะมีรายการซึ่งขัดกับเงื่อนไขก็จะเก็บไว้ในกระเป๋าเอกสาร จะไม่นำติดตัวไปเป็นอันขาด แต่แม้ผมจะได้รับการยืนยันมาอย่างแข็งขันทุกครั้งที่โทรศัพท์ไปถามผมก็ไม่ได้มีความสบายใจเลยเพราะไอ้ตี๋เล็กฯมักจะขาดสติสัมปชัญญะและขาดความรับผิดชอบอยู่เสมอ การรับปากสั่ว ๆ แต่ไม่สนใจจะปฏิบัติตามคำพูดของเขาเป็นที่ร่ำลือระบือไกล และในคืนวันก่อนที่ไอ้ตี๋เล็กฯจะต้องเดินทางกลับตามกำหนดการ ผมก็ฝันร้ายว่าได้พบกับผู้หลักผู้ใหญ่หลาย ๆ คนและหลาย ๆ องค์ ทุกท่านตำหนิผมน่าดูเรื่องลูกแก้ว ผมตื่นขึ้นมากลางดึกนอนต่อไม่หลับตลอดคืนกังวลใจตลอดเวลา ตั้งแต่เช้ามืดผมได้พยายามติดต่อทางโทรศัพท์กับไอ้ตี๋เล็กฯแต่ติดต่อไม่ได้ เจ้าหน้าที่ของโรงแรมที่ไอ้ตี๋เล็กฯพักอาศัยแจ้งให้ทราบว่าในห้องไม่มีคนอยู่ ผมจึงเดินทางไปรอรับเขาที่สนามบินดอนเมืองในตอนบ่าย พอไอ้ตี๋เล็กฯเดินออกมาจากห้องผู้โดยสารขาเข้า ผมก็กรากเข้าไปถามหาลูกแก้วทันที ไอ้ตี๋เล็กฯหัวเราะก๊าก ๆ มันมองผมด้วยสายตาที่ผมแปลความหมายได้ความว่า แหมท่านพี่ ช่างงกเสียจริ๊ง แล้วมันก็พูดเสียงกลั้วหัวเราะดังลั่นแอร์พอร์ตว่านี่ไงพี่ลูกแก้วของพี่อยู่ในคอผม ยังอยู่ดีไม่หายไปไหน พูดจบมันก็เอามือคลำที่คอของมันอย่างมั่นใจเต็มที่ ผมเองก็จ้องมองตามมือของมันอย่างเขม้นเขม็ง ในใจภาวนาว่าขอให้จริงอย่างที่มึงพูดเถิดวะ จริงไม่กลัวกลัวไม่จริง แต่แล้วผมก็เห็นมันหยุดชะงัก เสียงหัวเราะที่ดังกั๊ก ๆ หยุดกึ๊ก หน้าที่บานปานตูดหมาของมันซีดเผือดแล้วหุบลง ๆ จนเล็กเหลือเท่าจู๋มด มันลุกลี้ลุกลนล้วงโน่นควักนี่อุตลุดอลหม่าน ล้วงไปปากก็ร้องไปบ่นไปว่า เฮ้ย ! ๆ ตายห่า เฮ้ย ! ๆ ตายห่า อยู่เป็นนานสองนาน แล้วในที่สุดก็พูดอย่างแหยๆ แต่หน้าตาเฉยตามฟอร์มถนนมิตรภาพ
” พี่ ลูกแก้วไม่รู้หายไปไหนแล้ว ” พอได้ยินมันพูดเช่นนั้นผมก็แทบสลบ ตาเบิกโพลงแต่ไม่เห็นอะไรนอกจากแสงระยิบระยับคล้ายดวงดาวเป็นหมื่นเป็นแสน ๆ ดวงหมุนติ้วอยู่รอบศีรษะ หูก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงดัง หวิ๊ง ๆ หวิ๊ง ๆ อื้ออึงราวกับลมพายุสลาตันพัดหมุนอยู่รอบกาย มีอาการอย่างนี้อยู่นานเท่าใดไม่ทราบแต่ในความรู้สึกเหมือนนานแสนนาน มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อได้ยินเสียงไอ้ตี๋เล็กฯตะโกนร้องเรียกว่า ” พี่ ๆ พี่ ๆ ” พอรู้สึกตัวผมก็กระโจนพรวดเดียวถึงตัวไอ้ตี๋เล็กฯเปิดกระดุมคอเสื้อของมันเกือบจะเป็นกระชาก ล้วงเอาไถ้ที่เคยใส่ลูกแก้วที่ผมแสนรักพร้อมเชือกห้อยคอออกมาจากคอของมัน รู้สึกจุกแน่นไปหมดที่หน้าอกและคอหอย พาลวิงเวียนเหมือนกับจะเป็นลมเสียให้ได้เมื่อเห็นว่าไถ้นั้นว่างเปล่า ผมกำไถ้เปล่านั้นแน่นติดมือที่เปียกเหงื่อจนชุ่ม อยากจะร้องไห้ก็ร้องไม่ออกได้แต่กลอกตาไปมา คิดไม่ออกบอกไม่ถูกจึงได้แต่ยืนเซ่อ ไอ้ตี๋เล็กฯยืนหันรีหันขวางอยู่ครู่ใหญ่มันก็ร้องโวยวายออกมาอีก
“ สงสัยตกอยู่ในเครื่องบินแหงเลย ก็เมื่อเช้านี้ยังอยู่ในคอผมเลยนี่นา พี่คอยผมหน่อย เดี๋ยวผมไปหาเพื่อน มันทำงานใน บ.ด.ท. จะลองให้เขาช่วยให้เจ้าหน้าที่หาให้ ” ไอ้ตี๋เล็กฯยังมีความหวังและอดโม้ไม่ได้ตามนิสัยเดิม ผมก็เออ ๆ คะ ๆ ไปตามแกน ได้พยายามตามและค้นหากันทุกวิถีทางไม่ว่าจะโทรศัพท์ทางไกลไปที่เชียงใหม่ให้ญาติช่วยกันไปหาที่สนามบินก็แล้วที่โรงแรมก็แล้ว ตั้งรางวัลเสียสูงลิ่วก็หาไม่พบ ระหว่างที่โกลาหลกันอยู่นั้นผมก็เดินทางกลับ เพราะผมสังหรณ์เหลือเกินว่าเขาไปแล้วและคราวนี้คงจะไม่มีหวังที่จะกลับคืนมาเพราะนอกจากที่ผมจะฝันเหมือนเป็นลางบอกเหตุก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจริง ๆ แล้วเมื่อผมได้พิจารณาดูไถ้ที่เคยใช้หุ้มลูกแก้วนี้อย่างละเอียด ก็ไม่พบว่ามีร่องรอยฉีกขาดแต่ประการใด ยังคงเป็นไถ้ที่สมบูรณ์อยู่เหมือนไถ้อันเดิมที่แตกต่างกันก็มีเพียงไม่มีลูกแก้วของศักดิ์สิทธิ์ที่ผมแสนจะแหนหวงอีกต่อไปแล้ว เมื่อผมกลับไปถึงบ้านไอ้ตี๋เล็กฯแล้วผมก็เก็บเสื้อผ้าเตรียมกลับบ้านของผม เพราะผมเชื่อว่าไอ้ตี๋เล็กฯต้องกระทำการอย่างใด ๆ ที่เป็นการละเมิดต่อสัญญาที่ผมเคยกำชับเอาไว้ไม่ให้ละเมิดและไม่นำพาต่อคพูดคำมั่นสัญญาที่รับปากผมไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะ คนประเภทนี้ถ้าจะคบหาต่อไปเห็นทีจะไม่ต้องตามตำรามงคล ๓๘ ประการเป็นแน่แท้ อย่ากระนั้นเลยขืนอยู่ด้วยก็ซวยเปล่า ๆ กลับบ้านเราดีกว่า แบบนี้เขาไม่เรียกว่าหนีเสือปะจระข้นะครับ เข้าตำราหนีนรกตกอเวีจีมากกว่า แตผมก็ยังไม่กลับบ้านของผมในทันที ผมรอเพื่อที่จะถามว่าไปทำอะไรมาที่เป็นการผิดสัญญาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาลูกแก้วนี้ แต่คืนนั้นเขาไม่กลับบ้าน คืนต่อมาก็ไม่กลับอีก ผมรออยู่สองวันสองคืนจึงได้พบก็แก้ตัวว่าไปนอนที่บ้านพ่อเพราะสะดวกในการติดตามหาลูกแก้วที่หายไปนั้นและเขาตามมาโดยตลอดแต่ติดตามคืนมาไม่ได้ แล้วมันก็ทำหน้าทะเล้นร้องว่า
“ แน่ะ ! ลูกแก้วกลับมาอยู่ที่พี่แล้วซิ หลอกให้ผมไปหาเสียเกือบตาย ” ผมโมโหสุดขีด ตะโกนให้อวัยวะเบื้องต่ำกว่าเข็มขัดมันไปหลายอย่างและหลายอัน ในที่สุดมันจึงสารภาพว่า ในคืนวันก่อนที่จะเดินทางกลับได้เข้าไปเที่ยวในบาร์ไปพบนักร้องสาวสวยถูกอกถูกใจเสียเหลือหลายแต่จีบผู้หญิงคนนั้นสู้คนอื่นเขาไม่ได้ มันเกิดอาการหน้ามืดสุดขีดจึงเอาลูกแก้วขึ้นมาอธิษฐาน ตอนที่อธิษฐานนั้นแม่นักร้องคนนั้นก็ได้เดินไปนั่งอยู่บนรถของเพื่อนที่จีบแข่งกันแล้ว แต่พอมันอธิษฐานเสร็จจู่ ๆ แม่นั่นก็เดินมาขึ้นรถมันเสียดื้อ ๆ อย่างนั้นแหละ เป็นอันว่ามันได้ผู้หญิงคนนั้นมาเชยชมเพียงชั่วคืน แต่ผมต้องสูญเสียลูกแก้วอันศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว แถมมันยังแก้ตัวอีกว่ามันใช้กับนักร้องไม่ใช่โสเภณี ผมฟังมันแก้ตัวก็ปลงอนิจจังคิดในใจว่าเจ้าตี๋เล็กฯเอ๋ย เอ็งเห็นทีจะเจริญยาก แล้วในกาลต่อมาเจ้าตี๋เล็กฯก็เจริญยากจริง ๆ ทรัพย์สมบัติที่เคยมีนับสิบล้าน ( เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๘ นะครับ ) ก็หมด ตัวเองก็ระเห็จเข้าไปดัดสันดานอยู่ในคุกเสียระยะหนึ่ง ปัจจุบันออกมาแล้วแต่ก็ยังห่วยเหมือนเดิม เมื่อลูกแก้วหายไปแล้วผมก็กลับบ้านสวดมนต์ภาวนาขอให้กลับมา จากอาทิตย์เป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากปีเป็น ๑๖ ปี ( ไม่ใช่ ๑๖ ปีแห่งความหลังนะครับ ) ลูกแก้วก็ไม่กลับมาเสียที หมดทางหมดปัญญาก็จำต้องตัดใจ ผมคิดปลง ๆ เอาว่าท่านที่ปกปักรักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้คงจะน้อยใจที่ในตอนแรกผมก็ทำท่ายึกยักเหมือนไม่เต็มใจจะรับมาจากหลวงปู่ชุ่มฯ ต่อมาก็ทำหลงลืมทิ้งไว้ตามโรงแรมที่ไปพักหลายครั้ง เหมือนไม่เห็นคุณค่าไม่เห็นความสำคัญต้องให้ท่านนำมาคืนให้ก็หลายครั้ง แล้วในที่สุดก็ได้ให้คนที่เหลาะแหละไม่น่าเชื่อถือขอยืมไปอีก แม้จะแก้ตัวว่าเพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณก็คงจะรับฟังไม่ขึ้น ท่านก้เลยไม่อยากอยู่กับผม ผมก็ตัดใจไม่คิดมากด้วยในส่วนลึกก็ยอมรับในความผิดและเห็นว่ายังไม่คู่ควรที่จะได้ท่านไว้เป็นกรรมสิทธิ์ เมื่อลูกแก้วหายไปแล้วผมก็ยอมแพ้ความเลิกสู้ความเสียดื้อ ๆ ยึดเอาหลัก “ อภัยทาน ” เป็นที่ตั้งมุมานะก้มหน้าก้มตาพากเพียรสร้างสมคุณงามความดี ชั่วก็มีบ้าง แต่ได้พยายามมีให้น้อยที่สุด ผมได้ก้าวหน้าในชีวิตราชการมาเรื่อย ๆ แม้จะเทียบเทียมกับบรรดาเพื่อนฝูงชั้นแนวหน้าไม่ได้ แต่ก็สามารถรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้โดยตลอด แม้บางครั้งกว่าจะรอดก็อึแทบจะเล็ดก็ตาม ในสุดลูกทั้งสองคนก็กลับมาอยู่กับผม ศัตรูที่เคยพรากลูกผมไปนั้น ก่อนเขาจะตายเขายกมือไหว้ขอโทษผมได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว คนที่จะเอาส้นสูงเคาะกระบาลผมระเห็จไปอยู่ต่างประเทศไปทำงานเป็นขี้ขาเขาด้วยความสมัครใจทั้ง ๆ ที่มีทรัพย์สมบัติอยู่ในเมืองไทยนับสิบล้าน เจ้ากุนซือคนที่แนะนำให้โกงทรัพย์สมบัติที่ผมควรจะได้เมื่อคุณพ่อของผมถึงแก่กรรมไปแล้วอย่างไม่ละอายต่อบาปทำให้ทรัพย์มรดกที่ควรอย่างยิ่งที่จะต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผมต้องถูกยื้อแย่งไปโดยการกระทำเยี่ยงฝูงสัตว์ในอเวจีมหานรก และผมก็เฉยเสียไม่ต่อสู้เพราะผมได้ฝันถึงหลวงปู่ทืมฯมาทำภาพในอดีตชาติให้ผมได้เห็นว่า ผมกับคนกลุ่มนี้ได้สร้างเวรก่อกรรมทำเข็ญต่อกันมานานแสนนาน ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่น่าเบื่อเสียนี่กระไรที่จะต้องไปต่อสู้กับกลุ่มคนที่ไร้คุณภาพทางศีลธรรมอย่างนั้น และช่างไร้ค่าสำหรับผมเสียจริง ๆ สิ่งที่ยืนยันและสร้างความเชื่อมั่นในจิตใจของผมว่าที่หลวงปู่ทืมฯมาเล่าในฝันของผมนั้นน่าคิดน่าพิศวงก็ตรงที่ว่าเจ้ากุนซือแก่คนที่เป็นต้นคิดให้คนกลุ่มนั้นยื้อแย่งประโยชน์ไปจากผมอย่างหน้าด้าน ๆ ได้รับบทเรียนหรือการตักเตือนจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปอย่างเบาะ ๆ ก็คือ ตาแก่คนนี้รับอาสาอาราธนาศีลและพระปริตรแทนผมในวันงานทำบุญหลังจากที่ได้ลอยกระดูกคุณพ่อผมเสร็จสรรพไปแล้วจึงจะต้องรับศีลจากพระสงฆ์ด้วย ปรากฏว่าพอพระท่านให้ศีลถึงข้ออทินนาทานากับข้อมุสาวาทา ตะแกรับศีลสองข้อนี้ออกมาไม่ได้ อึกอัก ๆ อยู่อย่างนั้นจนหน้าเขียวหน้าเหลืองกว่าจะหลุดปากออกมาได้แต่ละคำทั้ง ๆ ที่พระสงฆ์ท่านก็บอกซ้ำให้ตั้งหลายครั้ง แกก็พูดไม่ออก ตั้งท่าจะกระอักเลือดตายอยู่อย่างนั้นในท่ามกลางสายตาของแขกที่เชิญมาและรู้จักกับแกเป็นร้อยคนพากันหันมาดูเหตุการณ์เป็นตาเดียวกัน ตะแกซึ่งก่อนหน้านี้รื่นเริงเสียไม่มีเมื่อได้เห็นผมเซ็นมอบทรัพย์สมบัติของผมให้กับพวกแกโกงแต่โดยดี กลับกลายเป็นเศร้าซึมเงียบขรึมไปจนผิดหูผิดตาก้มหน้างุด ๆ พูดน้อยลงและพูดไม่กล้ามองหน้าคน ทำเอาผมไม่กล้าคิดว่าถ้าแกตายจากโลกนี้ไปแกจะเกิดเป้นอะไร ถ้าเมื่อยังอยู่ในโลกแกก้ไม่กล้ามองหน้าคนแล้ว น่าสงสารจริง ๆ พวกมนุสเปโตพวกนี้ ที่ผมเล่ามาถึงตอนนี้จะเห็นว่าสิ่งที่ผมควรจะได้ผมกลับถูกยื้อแย่งไป แต่ผมได้วางเฉยเสียนึกว่าใช้หนี้ไปและไม่พยาบาทตอบ แต่สิ่งที่ผมไม่น่าจะได้ผมก็กลับได้ เช่นอยู่ดี ๆ คนที่เพิ่งจะรู้จักกันเพียง ๒-๓ ชั่วโมงจู่ ๆ ก็พอใจเมตตาผมขึ้นมาได้ควักเงินช่วยเหลือผมด้วยจำนวนเงินเป็นแสน ๆ เพราะรู้ว่าผมรับราชการมา ๒๐ กว่าปี ไม่มีบ้านของตนเองอย่างนี้เป็นต้น และปัจจุบันผมก็มีบ้านอยู่เป็นสัดส่วนของตนเองและสวยงามสะดวกสบายตามควรแก่อัตภาพของผม และดีกว่าของเก่าที่ถูกยื้อแย่งเอาไปเสียอีก
มาเข้าเรื่องลูกแก้วต่อกันดีไหมครับ เถลไถลออกไปไกลเดี๋ยวจะลืมเรื่องลืมประเด็นเดิม เมื่อครั้งที่ลูกแก้วยังอยู่กับผม ผมมักจะประสบความสารพัดนึกทุกอย่าง ผมสามารถสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้คนที่ประสบเคราะห์กรรมเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุแห่งความบกพร่องของกายสังขารหรือเพราะจากการกระทำทางไสยศาสตร์ วิธีช่วยก็อย่างง่าย ๆ เพียงให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมนต์ที่ได้นำเอาลูกแก้วนี้แช่ไว้กับน้ำธรรมดาเท่านั้นเอง คนที่ป่วยและไม่ถึงฆาตจริง ๆ ส่วนใหญ่หายเป็นปกติในเวลาอันรวดเร็ว ผู้ที่ป่วยเรื้อรังและด้วยโรคร้ายแรงก็ต้องมีกรรมวิธีเพิ่มขึ้นไปตามส่วนแล้วแต่ท่านเจ้าของจะสั่งการโดยตรง หรือผ่านมาทางใดทางหนึ่ง แม้ไม่อาจหายขาดก็ทุเลาเบาบางลง แต่ถ้าเป็นเรื่องคุณไสยอะไรทำนองนี้แล้วไม่เคยเกิน ๓ ครั้งก็หายสบายดี
ครั้งหนึ่ง เคยมีเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ท่านหนึ่งของผมที่กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้าได้หัวเราะเยาะผมแล้วบอกว่า ผมเอาลูกแก้วโป่งขามที่ไม่สวยเอาเสียเลยมาห้อยใส่คอเอาไว้ทำไม ผมบอกว่าไม่ใช่โป่งขาม ท่านก็เลยขอท้าให้เอามายีกับเพชรหัวแหวนที่ท่านกำลังสวมใส่อยู่ ผมเห็นว่าท่านดูถูกและอยากลองก็ยินยอมให้ทำเช่นนั้น พอนำของสองสิ่งมาถูยีกันก็เกิดขุยละเอียดสีขาว ๆ คละเคล้ากันไปหมด ใจผมนั้นคิดว่าแย่แล้วเจ๊งเขาแน่เพราะว่าแก้วไหนเลยจะไปแข็งกว่าเพชร ส่วนเจ้าของแหวนเพชรก็หัวเราะฮ่า ๆ อย่างสะใจ แต่ครั้นพอลูบผงฝุ่นออก ลูกแก้วนั้นกลับไม่เป็นอะไรเลย แต่เพชรหัวแหวนนั้นเหลี่ยมเพชรถูกบดมนไปหมด ที่เคยหัวเราะเยาะฮา ฮา ก็กลับกลายเป็นครางฮือ ฮือ เสียดายของ เคยสงสัยและพากันไปร้านค้าเพชรให้ช่วยตรวจดู อาเฮียแกก็อุตส่าห์ตรวจสอบให้ แล้วก็ตอบมาอย่างง่าย ๆ ว่าไม่ทราบว่าเป็นหินอะไรไม่เคยเห็น จึงพากันเอาไปให้กรมทรัพยากรธรณีตรวจกันอีก เขาตอบมาว่าเป็นธาตุและสารประกอบที่ไม่มีในโลกนี้ สันนิษฐานว่าเป็นส่วนหนึ่งจากสะเก็ดดาว เลยต้องอนุมานเชื่อเอาไว้ก่อนว่าน่าจะเป็นจริงตามที่หลวงปู่ชุ่มฯท่านเล่าว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่ฤาษีอาจารย์ของท่านเสกน้ำปรอทจนแข็งแล้วเสกปรอทที่แข็งนั้นจนกลายเป็นลูกแก้วที่ว่านี้จริง เชื่อหรือไม่ไม่รู้นะ สำหรับลูกแก้วองค์ที่หลวงปู่ชุ่มฯถวายให้กับหลวงพ่อของพวกเรานั้น ผมจำได้ว่าเป็นลูกแก้วตัวผุ้เพราะไม่มีรูกลางลูก ใหญ่กว่าที่ผมได้มาประมาณ ๓ เท่า ข้างในมีแก้วสีสันอื่น ๆ ปะปนอยู่ด้วยดูเผิน ๆ ก็จะเหมือนกันแก้วโป่งข่าม แต่รับรองว่าไม่ใช่โป่งข่ามแน่นอน ลูกแก้วองค์ที่อยู่กับหลวงพ่อของเรานี้หลวงพ่อฯเคยเอาแช่ทำน้ำมนต์อยู่ในอ่างน้ำมนต์ที่บ้านสายลมซึ่งวางเอาไว้อย่างเปิดเผยไม่ยักกะกลัวหาย แม้จะเป็นที่หมายปองของบรรดาศิษย์จำนวนมากเป็นอย่างยิ่ง แต่เป็นเพราะว่าหลวงปู่ชุ่มฯท่านให้กับหลวงพ่อฯเป็นการเฉพาะตัวอย่างหนึ่ง และเป็นเพราะว่าหลวงพ่อฯของเราท่านรักศิษย์เสมอกันอีกประการหนึ่ง ท่านจึงได้สร้างเลียนแบบเป็นลูกแก้วที่มีรูปร่างและสีสันคล้ายคลึงกันกับองค์ที่ท่านมีอยู่ เพื่อแจกจ่ายให้กับบรรดาลูกศิษย์ที่อยากจะได้เอาไว้บูชากันอย่างทั่วถึงไม่น้อยหน้ากัน โดยได้ทำแจกอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ต่อมาทราบเลา ๆ ว่าพระท่านได้แนะนำหลวงพ่อฯให้ทำลูกแก้วที่ดีกว่าเดิมทั้งคุณภาพและความงดงามจนปัจจุบันนี้ได้พัฒนามาเป็นแก้ว “ มณีรัตนะ ” ให้พวกเราได้ห้อยคอกันอยู่ทุกวันนี้
เรื่องของลูกแก้วราหู ที่มีความเป็นมาและวิวัฒนาการเรื่อยมาจนกลายมาเป็นแก้วมณีรัตนะนี้ผมได้เขียนเล่าเอาไว้มาก่อนหน้านี้ คือ ก่อนที่จะนำมารวมเล่มเป็นหนังสือเล่มนี้ โดยเรื่องตอนลูกแก้วสารพัดนึกตอนต้น ๆ ผมได้เขียนเสร็จเมื่อประมาณเดือนกันยายน ๒๕๓๓ และท่านที่จัดพิมพ์หนังสือที่ให้ชื่อว่า “ ลูกศิษย์เขียน ” ได้นำไปพิมพ์รวมกับข้อเขียนของลูกศิษย์ท่านอื่น ๆ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อฯ และต่อมาเมื่อหลวงพ่อฯได้อ่านต้นฉบับเรื่องนี้ของผม ท่านจึงได้ทราบว่าลูกแก้วนี้หลวงปู่ชุ่มฯมอบให้ผม และนึกได้ว่าลูกแก้วองค์ที่ผมเคยมีนั้น บัดนี้ท่านได้ย้ายนิวาสสถานไปอยู่กับหลวงพ่อฯแล้วอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งนี้เมื่อแม่นิดฯมาเล่าให้ผมฟังว่าลูกแก้วของผมไปอยู่กับหลวงพ่อฯผมก็ยังทำเฉย ๆ ต่อมาเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๔ หลวงพ่อฯไปเยี่ยมผมที่โรงพักบางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งขณะนั้นผมเป็นสารวัตรใหญ่อยู่ ท่านก็กรุณาไปแจ้งให้ผมทราบว่าลูกแก้วองค์เล็กไปอยู่ที่ท่านแล้วด้วยตนเอง โดยได้มีหญิงวัยกลางคนที่คงจะไม่ใช่คนนำไปถวายท่าน ซึ่งเมื่อผมทราบอย่างนั้นก็รู้สึกดีใจเป็นอันมาก วันนั้นผมจำได้ว่าเมื่อ “ ท่านปู่ใหญ่ ” รถบัสที่เป็นพาหนะมาจอดที่โรงพัก ผมเข้าไปต้อนรับและไม่ทันที่หลวงพ่อฯจะนั่งท่านก็พูดและสั่งผมในระหว่างที่เดินอยู่ ๓ ประการคือ
- “ ไอ้เป๋ฯ เอ็งเขียนหนังสือให้ข้าฯ ๑ เล่ม ข้าฯจะพิมพ์เอาเป็นเรื่องที่เอ็งเขียนล้วน ๆ ทำขนาดนี้ ” ว่าแล้วท่านก็ส่งหนังสือขนาดพ๊อกเก็ตบุ๊คที่ท่าน พล.ต.อ.มนูญ ชมพูทวีป เขียนให้เป็นตัวอย่าง ๑ เล่ม
- “ ลูกแก้วของเอ็งที่หายไปตอนนี้อยู่ที่ข้าฯ มีผู้หญิงวัยกลาง ๆ คน นุ่งซิ่นเก่าสีมอ ๆ สวมเสื้อแขนกระบอกปอน ๆ เอามาถวายข้าฯ พูดกับข้าฯ ว่า
คุณ ๆ โยมเอาแก้วองค์น้องมาให้ เป็นองค์น้องเจ้าค่ะ รักษาเอาไว้ดี ๆ มีอานุภาพไม่แพ้องค์พี่เก็บไว้ให้ดี แล้วก็ลาไป ข้าฯก็ไม่รู้ว่าโยมเป็นใครและไม่ทันนึกว่าเป็นแก้วอะไร เห็นอมยิ้ม จนข้าฯมาอ่านหนังสือที่เอ็งเขียนจึงได้รู้เป็นลูกแก้วของเอ็ง โยมคงไม่ใช่คน ”
นอกจากนั้นหลวงพ่อฯ ยังบอกผมว่าทีแรกก้ไม่รู้ว่าเป็นแก้วอะไร แต่เมื่อรู้เรื่องแล้วท่านจึงสงสัยว่าผู้หญิงคนที่ว่านี้จะไม่ใช่คนเสียแล้ว
- สั่งให้เจ้าบังฯนำเอาชานหมากจำนวน ๙ ก้อน ที่ท่านได้ทำพิธีบวงสรวงที่จันทบุรีก่อนหน้าจะมาบางละมุงมอบให้ผม กำชับให้เก็บไว้ให้ดีเพราะอาจจะมีเหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้นกับชานหมากชุดนี้ก็ได้
เมื่อหลวงพ่อฯกลับไปแล้ว ผมก็เริ่มต้นรวบรวมเรื่องที่เขียนจนกระทั่งวันที่เขียนถึงบรรทัดนี้รวมเวลาได้ปีเศษ ก็ยังไม่เสร็จ แต่ใกล้แล้วละครับ และเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๓๕ ผมได้ไปพบหลวงพ่อฯเพื่อรายงานถึงความคืบหน้าของการรวมเรื่องหนังสือเล่มนี้ หลวงพ่อฯจึงได้กรุณาเล่าเพิ่มเติมอีกว่า ผู้หญิงคนนั้นนำลูกแก้วมาถวายที่บ้านสายลมเมื่อประมาณ ๔ ปีมาแล้ว ( พ.ศ.๒๕๓๑ ) ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๔ หญิงคนนี้ก็กลับมาอีกนำพระพุทธรูปโลหะเก่า ๆ เปื้อนฝุ่นมอมแมมมาถวายหลวงพ่อฯที่วัดท่าซุง ๑ องค์ ซึ่งเมื่อหลวงพ่อฯให้พระทำความสะอาดแล้วปรากฏว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำแท้ ปางมารวิชัย สมัยเชียงแสนและเป็นเชียงแสนแท้แต่ยุคเก่าหน้าตาจึงไม่เหมือนกับชาวบ้านเขา คือมีพระพักตร์ยาวกว่าพระพุทธรูปเชียงแสนปกติที่เคยเห็น คราวนี้หลวงพ่อฯอดรนทนไม่ได้จึงได้ไปถามโยมท่านพ่อพระอินทร์ฯ ๆ ไม่ตอบเอง เลี่ยงให้ไปถามโยมแม่ จึงได้ความว่าหญิงกลางคนที่นำลูกแก้วและพระทองคำมาถวายนั้นคือโยมแม่ของท่านนั่นเองที่แปลงมา เล่ามาถึงตอนนี้หลวงพ่อฯก็อดหัวเราะไม่ได้บอกว่าใครจะไปจำได้ ก็โยมเล่นนุ่งห่มเสื้อผ้าเสียกะรุ่งกะริ่ง และเหตุที่นำมาถวายก็เพื่อจะช่วยอาการป่วยของหลวงพ่อฯนั่นเอง เพราะเป็นระยะที่หลวงพ่อฯร่อแร่เอามาก ๆ ทำให้ผมยิ่งรู้สึกยินดีมากขึ้นที่ลูกแก้วของผมมีส่วนช่วยให้อาการป่วยของหลวงพ่อฯหายและร่างกายสบายขึ้น เพราะในวันนั้นผมสังเกตว่าหลวงพ่อฯสบายเป็นปกติและดูแข็งแรงกว่าที่เคยเห็นอยู่เสมอ ๆ และไม่ต้องให้น้ำเกลือ
สำหรับพระพุทธรูปนั้น โยมแม่ท่านเล่าว่าเป็นพระพุทธรูปที่พระเจ้าพรหมมหาราชทรงสร้าง โดยตั้งจิตปรารถนาเพื่อขอบังเกิดเป็นพรหม ก่อนหน้านั้นพระพุทธรูปองค์นี้บรรจุอยู่ในกรุโบราณ โยมแม่ไปนำมาจากกรุแล้วนำมาถวายทันที จึงได้เปื้อนฝุ่นเลอะเทอะอย่างนั้นและหลวงพ่อฯยังได้รำพึงออกมาว่า
“ เมื่อตายตอนเด็ก มีพระทองคำ ๑ องค์ แต่เมื่อตายตอนแก่ มีพระทองคำ ๒ องค์ ”
ผมได้กราบเรียนถามหลวงพ่อฯเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้อีกว่าจะให้พิมพ์กี่เล่ม เพราะผมเกรงว่าถ้าพิมพ์มากจะจำหน่ายไม่ออก จึงเสนอความเห็นว่าควรจะพิมพ์สักสองพันเล่มก็พอและผมจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด หลวงพ่อฯมองลอดแว่นมาที่ผมอยู่ครู่หนึ่งบอกว่าสองพันเล่มคงจะไม่พอ เพราะหนังสือเล่มนี้ต่อไปเมื่อหลวงพ่อฯตายไปแล้วจะมีคนต้องการมาก แบบนี้ก็ชื่นใจเป๋ฯไปละซีครับ หน้าบานเป็นกล้วยโดนรถบดถนนทับ กราบเรียนขออภัยไปอีกว่าโดยปกติแล้วไม่มีความถนัดในการเขียนเรื่องและไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องมาเขียนให้ เพราะลูกศิษย์ที่ทรงคุณวุฒิและมีความพร้อมมากกว่าก็มีตั้งหลายท่าน จึงขาดการเตรียมการที่ดี นอกจากนั้นแม่นิดฯก็มาป่วยหนัก รูปภาพต่าง ๆ ที่เคยขอให้ท่านเป็นผู้เก็บรวบรวมก็กระจัดกระจายไป ซึ่งถ้าสามารถหามาประกอบและพิมพ์อยู่ในหนังสือเล่มนี้ได้ก็จะทำให้มีคุณค่ายิ่งขึ้น เช่นรูปหลวงพ่อฯหลวงปู่ฯครูบาฯต่าง ๆ เสกสังฆาฏิให้ รูปหลวงปู่แหวน สุจิณโน เสกพระเครื่องโดยให้ผมทูนพระที่ให้เสกไว้บนศีรษะในขณะที่ท่านกำลังเสกอยู่ รูปที่หลวงปู่ครูบาวงษ์ฯให้กะเหรี่ยงนำเสลี่ยงมาหามผมเข้าวัดนาเลียง รูปผมในขณะที่บวชเป็นพระภิกษุถ่ายคู่กับหลวงพ่อฯที่น้ำตก ที่เมืองลับแล จ.อุตรดิตถ์ โดยต่างก็ถือไม้เท้าด้วยกันดูแล้วตลกดี เป็นต้น รูปดี ๆ อย่างนี้ใช้เป็นพยานหลักฐานได้ดีกว่าข้อเขียนเป็นไหน ๆ ใครยังพอหามาให้ก็จะเป็นกุศลอย่างยิ่งเพราะเคยอัดแจกกันไปไม่ใช่น้อย สำหรับผมนั้นเดิมไม่มีบ้านช่องเป็นของตนเอง ขณะนี้แม้จะมีแล้วก็กำลังต่อเติมอยู่ สิ่งของก็นำไปฝากบ้านคนอื่นเขาเอาไว้สามบ้านแปดบ้าน หาไม่เจอไม่ทราบว่าอยู่ในกล่องไหนและอยู่ที่ไหนบ้าง ช่วยทีเถอะครับนึกว่าทำบุญคราวนี้ไม่ทันคราวหน้าก็ยังดี ถ้าได้ก็สุดสวยเลยครับนับว่าสมบูรณ์
ตกลงหลวงพ่อฯให้พิมพ์หนังสือนี้เป็นปฐมฤกษ์หนึ่งหมื่นเล่ม ผมปวารณาออกสตางค์ค่าพิมพ์สองพันเล่ม ที่เหลือหลวงพ่อฯออก คงไม่สิ้นเปลืองเท่าไรเพราะผมทำเองเกือบทุกอย่าง แฮ่ะ แฮ่ะ

