โดย พ.ต.อ.อรรรพ กอวัฒนา
คุณจักรฯ กับ คุณศาสน์ฯ
เล่าเรื่องเกี่ยวกับพระเดชพระคุณพระอริยสงฆ์ที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านเรียกว่าพระสุปฏิปันโนมาหลายองค์แล้ว ชักจะเบื่อ ๆ ลองมาเปลี่ยนบรรยากาศติดตามเรื่องของฆราวาส ๒ ท่านดูบ้าง คือ เรื่องของคุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ เดี๋ยวพอให้คลายหายง่วงหายเหงา แล้วค่อยกลับเรื่องไปคุยถึงหลวงพ่อหลวงปู่องค์อื่น ๆ กันอีกก็แล้วกันนะครับ
ในสมัยที่ผมได้มาพบกับหลวงพ่อของเรานั้น ผมมียศเป็นร้อยตำรวจเอกแต่ได้รับเกียรติยศเป็นอย่างสูง ให้ไปช่วยราชการอยู่ที่กองยุทธการกองบัญชาการทหารสูงสุด ส่วนหน้า ( ปัจจุบันเรียกชื่อใหม่ว่า “ศูนย์อำนวยการร่วมกองบัญชาการทหารสูงสุด” ) ทั้งนี้เป็นความกรุณาอย่างยิ่งของท่าน พล.อ.ทวนทอง สุวรรณทัต อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งในสมัยนั้นมียศเป็น พ.อ.ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองยุทธการ , ท่าน พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะนั้นมียศ พล.ท. ดำรงตำแหน่งรองเสนาธิการกองบัญชาการทหารสูงสุด ส่วนหน้า , ท่าน พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหาร และท่าน พล.อ.ทำเนียบ ทับมณี รองประธานคณะเสนาธิการ กองอำนวยการกลางรักาความปลอดภัยแห่งชาติ ขณะนั้นยศ พ.ท. ดำรงตำแหน่งประจำกองยุทธการ
ความจริงนอกจากผู้หลักผู้ใหญ่ทางฝ่ายทหารจะได้กรุณาผมดังกล่าวแล้ว ท่านผู้ใหญ่ทางตำรวจที่ให้ความกรุณาเป็นอย่างยิ่งกับผม ในครั้งนั้นก็มีคือ ท่าน พล.ต.ท.ประเนตร ฤทธิ์ฤาชัย อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ขณะนั้นยศ พล.ต.ต. ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และท่าน พล.ต.อ.วสิฏฐ์ เดชกุญชร ณ อยุธยา อดีต รมช.กระทรวงมหาดไทย ขณะนั้นยศ พล.ต.ต. ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ได้ช่วยเหลือและชักชวนให้ผมไปช่วยราชการที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนเช่นเดียวกัน ผมจำได้ดีว่าทั้ง ๒ ท่าน ยังได้กรุณาพาผมไปเลี้ยงอาหารที่ร้านแห่งหนึ่งแถวถนนพหลโยธิน แต่แล้วในที่สุดด้วยความจำเป็นและความสะดวกสบายที่ได้รับมากกว่าจากทางกองบัญชาการทหารสูงสุด ส่วนหน้า ผมจึงจำเป็นต้องเลือกการไปช่วยราชการอยู่กับฝ่ายทหาร ทั้ง ๆ ที่ความผูกพันทางใจที่ลึกซึ้งนั้นอยู่กับตำรวจตระเวนชายแดนมากกว่า แต่ถ้าท่านเป้นผมก็คงจะต้องเลือกเช่นเดียวกับที่ผมเลือกไปแล้ว ก็ลองคิดดูว่าจะให้ผมเลือกทางไหน ในเมื่อขณะนั้นผมยังเดินไม่ได้ต้องใช้ไม้เหน็บรักแร้ค้ำยันเวลาเดิน และต้องไปรักษาพยาบาลที่ ร.พ.พระมงกุฎทุกวัน ผมและภรรยาเช่าบ้านอยู่ที่ท่าดินแดงฝั่งธนบุรี ผมจะไปทำงานที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนซึ่งอยู่ตรงข้ามซอยสายลมพหลโยธินได้อย่างไร จะเบียดขึ้นรถประจำทางรึก็คงจะไปไม่รอด ครั้นจะขึ้นรถแท็กซี่อีกรึ ก็คงจะไม่มีปัญญา สำหรับทางฝ่ายทหารนั้นมีขีดความสามารถในการสนับสนุนและช่วยเหลือผมได้ดีกว่ามาก กล่าวคือได้จัดรถยนต์รับ-ส่ง พร้อมพลขับให้อันเป็นการดูแลและอำนวยความสะดวกตลอดจนบรรเทาความเดือดร้อนในการเดินทางทั้งการไปทำงานและการไปรักาพยาบาลที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ ดังนั้น ผมจึงจำเป็นต้องเลือกหนทางที่จะสามารถดำรงชีวิตได้เอาไว้ก่อน และในระหว่างที่ผมช่วยราชการอยู่ที่กองยุทธการ กองบัญชาการทหารสูงสุด ส่วนหน้า นี้นั่นเอง ผมก็ได้รับความกรุณาจากท่าน พล.อ.ทวนทอง สุวรรณทัต เป็นอย่างยิ่ง โดยท่านได้กรุณาสนใจและเอาใจใส่ให้ความสนิทสนมให้ความคุ้นเคยประดุจบิดาซึ่งกระทำต่อบุตร ท่านมักเข้ามาที่ห้องทำงานของผมบ่อย ๆ นอกจากจะเข้ามาคุยเอฮาสัพเพเหระหรือเข้ามาสอนเรื่องหน้าที่การงานต่าง ๆ แล้วยังสอบถามเกี่ยวกับสาระทุกข์สุขดิบไม่เคยขาด เพราะความดีมีน้ำใจอันสม่ำเสมอของท่านนี่เอง ทำให้ท่านได้เห็นหนังสือที่เกี่ยวกับหลวงพ่อของเรา ( ประวัติหลวงพ่อปานฯ วัดบางนมโค ) ที่ผมได้พยายามซ่อนเร้นแล้วบนโต๊ะทำงานของผม ( ความจริงก็ไม่ได้ตั้งใจซ่อนให้จริงจังอะไรเพราะไม่ได้เป็นความผิดอะไร เพียงแต่อายนิดหน่อย กลัวท่านจะหาว่าบาดเจ็บแค่นี้ถึงกับเสียอกเสียใจจนต้องเข้าหาพระหาเจ้า จึงเอาหนังสือเล่มอื่นมาวางทับไว้ และด้วยเกรงว่าท่านจะหาว่าเอาเวลาราชการมาอ่านหนังสืออย่างหนึ่ง และงมงายอีกอย่างหนึ่ง ) ต่อมาท่านก็คงจะสังเกตว่าเมื่อมีเวลาว่างคราใด ผมจะต้องหยิบหนังสือของหลวงพ่อขึ้นมาอ่านทุกที ( ส่วนใหญ่เป็นเวลาหลังอาหารเที่ยง ) ท่านจึงหยิบไปเปิดอ่านดูบ้าง พลิกไปพลิกมาแล้วก็คืน ผมเดาว่าท่านคงจะมีความสนใจ ดังนั้นถ้าผมมีหนังสือเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับหลวงพ่อฯ ผมจะหามาเผื่อให้ท่านด้วยอีก ๑ ชุดเสมอ หลังจากนั้นเมื่อท่านพบผม ท่านถามทำนองหยั่งเชิงผมทันทีว่า
“ คุณว่าจริงเร๊อะ ” ( ท่านคงจะหมายถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในหนังสือที่หลวงพ่อเขียนเล่าเอาไว้ ) ผมก็ได้แต่มองหน้าท่านแบบยิ้ม ๆ ไม่ตอบท่านตรง ๆ ในทันที ( เพราะผมก็ยังไม่แน่ใจนั่นเอง ) แต่เมื่อเวลาผ่านไปผมได้มีโอกาสศึกษาธรรมจากหลวงพ่อฯ และยังได้พบเห็นสิ่งแปลก ๆ ที่น่าอัศจรรย์ของหลวงพ่อฯ และเมื่อสังเกตว่าท่านมีเวลาว่างพอ ผมจึงได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับหลวงพ่อฯที่ผมได้ประสบพบมาให้ท่านฟัง ซึ่งท่านก็ฟังเรื่องที่ผมเล่าอย่างสนใจ แต่ก็ไม่ได้ข้อสรุปจากผมว่าจริงหรือไม่จริง ส่วนผมเองนั้นก็ไม่ทราบว่าท่านเชื่อหรือไม่เชื่อ ( บุคคลในระดับนี้นั้นเด็กระดับผมชักจูงท่านไม่ได้หรอกครับ ) เพราะภูมิปัญญาและความรู้ตลอดจนประสบการณ์ของท่านสูงกว่าผมมากมายนัก เวลาล่วงเลยไปอีกระยะหนึ่งผมจึงได้ทราบว่าท่านนั้นมีความเคารพเชื่อถือใน “ หลวงปู่พล ” เป็นอย่างยิ่ง สาเหตุนั้นมีอยู่ กล่าวคือ ท่านพล.อ.ท.ลิขิต สุวรรณทัต ( ยศ น.ท. ในสมัยนั้น ) ญาติของท่านและภรรยาได้ไปฝึกวิปัสสนากรรมฐานกับ “ หลวงปู่พล ” อยู่เสมอ ๆ สมัยนั้นทราบว่าหลวงปู่พลฯท่านมักจะมาสอนกรรมฐานอยู่ที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งแถว ๆ บางแค ท่านลิขิตฯกับภริยาก็มักจะหาโอกาสไปฝึกเสมอและได้นำบุตรชายของท่าน ๒ คนติดตามไปด้วยคือ คุณจักรฯ กับ คุณศาสน์ฯ ซึ่งเมื่อท่านบิดา มารดากำลังฝึกกรรมฐาน คุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ ก็เล่นกันอยู่ข้างนอกตามประสาเด็ก ครั้นเล่นจนเหนื่อยอ่อนจึงมานั่งคอยบิดามารดาและได้ยินการสอนของหลวงปู่พลฯไปด้วยโดยบังเอิญ และก็ตามประสาเด็กอีกนั่นแหละคุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ ก็ชวนกันเล่นนั่งสมาธิเลียนแบบผู้ใหญ่ตามที่ได้ยินคำสอนของหลวงปู่พลฯ นั้น ปรากฏว่า ทั้งคุณจักรฯและคุณศาสน์ฯนั้นพอจิตเป็นสมาธิก็ได้ทิพจักขุญาณทันที สามารถเห็นเทวดา เห็นพรหม เห็นพระ และไม่ใช่เพียงแต่เห็นอย่างเดียวยังสามารถติดต่อพูดคุยด้วยได้อีก สิ่งของต่าง ๆ ที่บ้านใครคุณจักรฯแบคุณศาสน์ฯบอกได้หมาดว่าอะไรวางอยู่ตรงไหน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยไปที่บ้านนั้นมาก่อน แม้สิ่งของบางอย่างที่เจ้าของลืมไปแล้วว่าสิ่งของในกล่องที่เก็บเอาไว้นั้นเป็นอะไรก็สามารถบอกได้เลยว่าสิ่งของนั้นเป็นอะไร ทีนี้ท่าน พล.อ.ทวนทองฯ ซึ่งมีศักดิ์เป็นคุณตา ท่านก็สนุกใหญ่ ท่านพาคุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ ไปที่บ้านของท่าน พาไปที่ห้องเก็บของ แม่จ้าวโวย สัพเพเหระ สิ่งของกองเป็นพะเนินอยู่ในห้อง อยู่ในกล่องก็มี ห่อเอาไว้ก็มี ขี้ฝุ่นหนาปึ๊ก ท่านเจ้าของเองก็ลืมไปหมดแล้วว่าภายในมีอะไรบ้าง แล้วคุณตาก็ถามคุณหลานว่าห่อนั้นห่อนี้มีอะไร คุณหลานก็บอก ซึ่งเมื่อแก้กล่องหรือห่อออกมาพิสูจน์ดู ก็ตรงตามที่คุณหลานบอกเอาไว้ไม่มีผิดพลาด คุณตากับคุณหลานก็มักจะเล่นทายสิ่งของที่หมกเอาไว้จนคุณตาลืมอยู่เป็นประจำ จนคุณหลานสุดแสนจะเบื่อหน่าย แต่คุณตาไม่เบื่อเลย ( สมัยนั้น คุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ อายุราว ๆ ๔-๕ ขวบ ) คุณตาอยากเล่นแบบนี้ด้วยทุกวัน เพราะการทายสิ่งของดังกล่าวนี้ คุณตาสามารถท้าพิสูจน์กับใครก็ได้ว่าคุณหลานเห็นจริง ๆ นอกจากนั้นเรื่องที่ตลกและขำขันก็คือ คราวหนึ่งคุณจักรฯ กับคุณศาสน์ นึกสนุกอยากจะรู้ใจเจ้าสุนัขที่เลี้ยงเอาไว้ขึ้นมา จึงได้ผลัดกันหลอกถามเจ้าสุนัขน้อยนั้นว่าระหว่างคุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ นั้น เจ้าหมาน้อยรักใครมากกว่ากัน คำตอบของเจ้าหมาน้อยทำให้คุณจักรฯกับคุณศาสน์ฯ หัวเราะลั่นจนงอหงายชอบอกชอบใจว่าสุนัขนั้นตอบถูกใจ แต่ก็ทำเอาคุณพ่อคุณแม่ตกอกตกใจคิดว่าเกิดอะไรขึ้นจึงได้มาสอบถาม และจึงพลอยได้รู้เรื่องนี้ไปด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าใครพอได้ทราบว่าเจ้าหมาน้อยตอบคุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ ว่าอย่างไรแล้ว ต่างก็หัวร่อกันงอหงายเช่นเดียวกับ คุณจักรฯ และคุณศาสน์ฯ ไปตาม ๆ กัน เพราะสำหรับสุนัขแล้วคำตอบนี้ แสดงให้เห็นว่าเจ้าสุนัขตัวน้อยนี้นอกจากจะฉลาดแล้วยังมีปฏิภาณไหวพริบและ IQ ไม่เบา อยากรู้ไหมว่าเจ้าสุนัขตอบคุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ ว่าอย่างไร มันตอบว่า “ รักเท่ากัน ” ผมยังจำได้ดีในขณะที่ได้ฟังเรื่องนี้จากท่าน พล.อ.ทวนทองฯ ท่านจะเล่าไปหัวเราะไปขบขันขนาดน้ำหูน้ำตาไหล ท่านว่า “ แหม ไอ้หมาตัวนี้มันฉะหลาด ( ฉลาด ) ” แล้วก็หัวร่อต่อจนงอหงาย
เรื่องที่คุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ สามารถทายสิ่งของที่อยู่ภายในโดยมีสิ่งภายนอกปกปิดอยู่ เป็นเรื่องที่คุณตาสามารถท้าใครต่อใครให้มาพิสูจน์ได้ทุกเวลาทุกโอกาส เรียกว่าถามปุ๊บก็จะตอบปั๊บ ไม่มีการรีรอหรือลังเลใจ ไม่ต้องหลับตาเพียงคุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ ออกจะรำคาญเพราะยังเด็กมากและก็คงจะเบื่อละครับและมีคนมาขอให้ทายขอให้พิสูจน์แบบนี้อยู่บ่อย ๆ จึงไม่รู้สึกสนุกแล้วเพราะถูกชวนเล่นซ้ำ ๆ กันอยู่อย่างนั้นแต่พวกเราที่เป็นผู้ใหญ่เห็นเป็นเรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์ และรู้สึกสนุกกันจังโดยเฉพาะคุณตา ไม่รู้จักเบื่อเลยที่จะชวนคุณหลานทั้งสองเล่นทายของในห่อ หรือทายว่าที่ห้องโน้นที่ห้องนี้มีอะไร ต้นไม้นี้มีผู้ใดสถิตอยู่ บ้านหลังนี้บ้านหลังโน้นมีใครปกปักรักษาอยู่ ท่านชื่ออะไร ถ้าคุณหลานไม่รู้จักชื่อคุณตาก้สอนให้ถาม ซึ่งคุณหลานก็ตอบและทำตามอย่างเสียไม่ได้เพราะตอนแกรก็ดีอยู่ แต่ตอนหลังเบื่อแล้วไม่เห็นสนุกตรงไหน แต่ก็ตอบถูกต้องทุกครั้ง ( เป็นร้อย ๆ พัน ๆ ครั้ง ) โดยไม่เคยผิดพลาด
เท่าที่ผมสังเกต ผมรู้สึกว่าเวลามีผู้ใหญ่ไปพูดคุยกับคุณจักรฯ หรือคุณศาสน์ฯ อากัปกิริยาของทั้งสองจะสำรวมและเปลี่ยนไปเป็นผู้ใหญ่เกินเด็กและด้วยท่าทางที่สุภาพอ่อนน้อมที่แฝงไปด้วยอำนาจในตัว ทำให้ผู้ใหญ่กว่าที่เข้าไปพูดจาด้วยดูเหมือนจะกลายเป็นเด็กไปเสียเอง แต่เมื่อปล่อยเขาเอาไว้ลำพัง คุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ ก็เล่นกันซุกซนเหมือนกับเด็กธรรมดา ๆ ที่อยู่ในวัยเดียวกันนั้นนั่นเอง แต่มักจะชอบเล่นด้วยกันเพียง ๒ คนมากเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะเขาทั้งสองสามารถพูดจากันรู้เรื่องได้ดีกว่ากับเด็กอื่น ๆ ( ผู้ใหญ่ด้วยครับ แฮ่ม ) เนื่องจากสามารถเห็นในสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาคนอื่น ๆ ไม่เห็น สามารถพูดคุยกับสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาคนอื่น ๆ ไม่สามารถพูดคุยด้วยได้ด้วยกันพร้อม ๆ กัน เขารู้เขาเห็นด้วยตนเองทั้งสองคนเขาจึงไม่ต้องเสียเวลาอธิบาย ผมจะเปรียบเทียบกับอะไรดีหนอ เหมือนนายแพทย์คุยกับนายแพทย์ , ทหารคุยกับทหาร หรือ ตำรวจคุยกับตำรวจด้วยกันนั่นแหละ รู้และเข้าใจกันได้ในเวลาอันสั้นเขาจึงสนิทสนมกันเป็นพิเศษ เขาจะหารือสอบถามกันเมื่อคนใดคนหนึ่งไม่เข้าใจเมื่อได้รับการเตือนหรือการสั่งสอนจากสิ่งที่เรามองไม่เห็น (ซึ่งเขาทั้งสองติดต่อได้) ถ้ายังไม่เข้าใจอีก บางครั้งเขาจึงจะมาถามกับคุณพ่อคุณแม่ ส่วนใหญ่เป็นคำศัพท์สูง ๆ ที่เด็กในวัยเขาไม่เข้าใจ ในระยะแรก ๆ คุณพ่อคุณแม่ก็รู้สึกวิตกกังวลใจมากที่บุตรชายทั้งสองคนรู้เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นจึงกลัวว่าจะไม่ปกติธรรมดาเหมือนผู้อื่นและไม่ทราบว่าจะเป็นอันตรายกับบุตรหรือไม่ ในที่สุดก็สบายใจว่า ก็แค่ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เท่านั้นเอง
ครั้งหนึ่งคุณตา ( พล.อ.ทวนทองฯ ) มาเล่าให้ผมฟังว่า คุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ เคยต่อว่าต่อขานกันเล็กน้อยด้วยเรื่องการเล่นซ่อนหา เนื่องจากต่างคนก็ต่างมีทิพจักขุญาณ ดังนั้นเมื่อใครไปซ่อนอยู่ที่ไหนอีกฝ่ายหนึ่งก็จะรู้ได้โดยไม่ต้องไปเดินหา ทำให้การเล่นซ่อนหาระหว่างคุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ จะต้องมีสัญญาต่อกันเป็นพิเศษมากกว่าเด็กอื่น ๆ คือ ต้องสัญญากันว่าจะต้องเล่นกันแบบธรรมดา ๆ ที่ชาวบ้านเขาเล่นกัน ห้ามใช้ทิพจักขุญาณไม่งั้นหมดสนุกแน่ แต่แล้วไม่ทราบว่าใครผิดข้อตกลง อีกคนหนึ่งจึงหัวเสียบ่นพึมพำไปทั้งวันเลยว่า เล่นแบบนั้น ( แบบใช้ทิพจักขุญาณ ) ไม่เห็นสนุกเลย ส่วนอีกคนก็ทำหน้าเจื่อน ๆ ( เหมือนเด็กที่เล่นโกงแล้วถูกจับได้แถมโดนฟ้องแม่นั่นแหละ ) ท่านผู้อ่านลองนึกวาดภาพดูเด็กชายตัวเล็ก ๆ ๒ คน พูดจาต่อว่าต่อขานกันในเรื่องนี้อย่างหัวเสียจริง ๆ ซิครับว่าเป็นภาพที่น่ารักน่าเอ็นดูและน่าทึ่งประการใด
ความสามารถพิเศษของคุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ นี้ทำให้ผมยิ่งบังเกิดความเชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่หลวงพ่อฯนำมาถ่ายทอดว่า วิชาต่าง ๆ ในกรรมฐาน ๔๐ นั้น สามารถทำได้ปฏิบัติได้ฝึกฝนได้และพิสูจน์ได้จริง สำหรับท่าน พล.อ.ทวนทองฯ ก็คงจะเช่นเดียวกัน เมื่อท่านเห็นหลานของท่านมีความสามารถเช่นนี้ ท่านจึงเชื่อว่าครูบาอาจารย์ของทั้งสองคือ หลวงปู่พลฯ ต้องเป็นพระสุปฏิปันโนแน่ ๆ เพราะคุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ เพียงแต่จำคำสอนของหลวงปู่พลฯ แล้วนำมาปฏิบัติแบบเล่น ๆ กันก็ได้ทิพจักขุญาณและยังสามารถพูดคุยกับพระกับพรหมกับเทพหรือกับสัตว์ก็ได้ แต่สำหรับหลวงพ่อของเรานั้นผมคิดว่าในขณะนั้นท่านพล.อ.ทวนทองฯ ยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าใด เรียกว่ายังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่างั้นเถิด แต่ท่านก็ไม่เคยปรามาสหรือดูถูกดูแคลน ได้สนับสนุนและกรุณาให้ผมกับทหารไปดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับหลวงพ่อฯเสมอต้นเสมอปลายมาโดยตลอด และแล้วในวันสำคัญที่ท่าน พล.อ.ทวนทองฯ จะเชื่อถือและหมดความสงสัยข้องใจในหลวงพ่อของพวกเราอย่างสนิทใจก็มาถึง…
วันนั้นท่าน พล.อ.ทวนทองฯ นิมนต์หลวงพ่อฯไปฉันเพลที่บ้านของท่านที่ลาดพร้าว หลวงพ่อฯได้กรุณาไปบวงสรวงให้ด้วย มีแขกไปร่วมงานไม่มากนักไม่ถึง ๒๐ คน ส่วนใหญ่ใกล้ชิดกับท่านพล.อ.ทวนทองฯ รวมทั้ง คุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ ด้วย ซึ่งก็ไปคอยต้อนรับ แล้วก็แว่บไปเล่นซุกซนกันไปตามประสาเด็ก หลังจากพิธีบวงสรวงเสร็จแล้วจังหวะที่หลวงพ่อฯกำลังสนทนากับผู้ใหญ่หลาย ๆ คน อยู่ที่ห้องรับแขก ( โดยผมเองนั้นหลบมานั่งอยู่ที่ห้องรับประทานอาหารซึ่งอยู่ถัดออกมา มีห้องโถงคั่นกลางระหว่างห้องรับแขกกับห้องรับประทานอาหาร ) ท่าน พล.อ.ทวนทองฯ ได้ปลีกตัวออกมาจากห้องรับแขกและเข้ามาที่ห้องรับประทานอาหาร นัยว่าเพื่อมาดูความเรียบร้อยในการจัดภัตตาหารสำหรับถวายหลวงพ่อฯ แต่ปรากฎว่าท่านได้แอบทดสอบหลวงพ่อฯโดยได้ให้คนไปเรียกคุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ เข้ามาพบท่านทีละคน แล้วท่านก็ซักถามแต่ละคนว่า ทั้งสองเห็นอะไรบ้างในตอนที่หลวงพ่อฯทำพิธีบวงสรวง คุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ ตอบตรงกันว่าเห็นแสงเต็มไปหมด เห็นเทวดา เห็นพรหม และเห็นพระหลายองค์ และมีพระอยู่องค์หนึ่งซึ่งทั้งสองติดใจเป็นพิเศษเพราะเกล้าผมมวยซึ่งทั้งสองไม่เคยเห็นพระเกล้าผมมวยมาก่อน จึงรู้สึกแปลกตาไปกว่าองค์อื่น ๆ ( ซึ่งต่อมาทราบว่าหลวงพ่อฯได้อาราธนาพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ รวมทั้งสมเด็จองค์ปฐมด้วย และท่านก็มา ) เวลาที่ซักถามคุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ นั้นเป็นเวลาที่หลวงพ่อบวงสรวงเสร็จแล้ว คุณตาก็เซ้าซี้ให้คุณหลานถามกับทุกองค์ที่มาว่าท่านชื่ออะไร เพราะคุณหลานยังเด็กและไม่รู้จักชื่อพระและท่านที่มา คุณหลานก็ตอบว่าท่านกลับไปหมดแล้ว คุณตาก็เซ้าซี้อีกว่าลองดูอีกทีซิ ยังเหลือใครอยู่กับหลวงพ่อฯบ้าง คุณหลานก็ชะเง้อมองไปที่ห้องรับแขกบอกว่ายังเหลือมีพระอยู่อีก ๑ องค์ ยืนอยู่ข้างหลังของหลวงพ่อฯ แต่คุณหลานไม่ทราบว่าท่านเป็นใครแต่ได้อธิบายรูปร่างหน้าตาให้ทราบ ผมกระซิบบอกคุณตาว่าเห็นทีจะเป็นหลวงปู่ปานฯแน่ ๆ คุณตายังไม่เชื่อผม จึงให้คุณหลานถามให้ที คุณหลานก็ถามให้แล้วตอบคุณตาว่า
“ ท่านว่าท่านชื่อหลวงพ่อปาน อยู่วัดบางนมโค ”
คุณหลานขยายความอีกว่า พระองค์ที่ชื่อปานฯนี้มาพร้อมกับหลวงพ่อฯตั้งแต่ต้น ผมเห็นคุณตายังทำท่าสงสัยอยู่อีกจึงได้ไปเอารูปพระเกจิอาจารย์หลายองค์ที่ผมมีอยู่ในรถมาให้คุณหลานดู คุณหลานชี้มั๊บไปที่รูปหลวงพ่อปานฯ วัดบางนมโค แล้วบอกว่าพระองค์นี้แหละ และยังอยู่กับหลวงพ่อฯที่ห้องรับแขก เมื่อซักถามคุณหลานจนิสิ้นสงสัยแล้ว คุณตานั่งเงียบไปเลย และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา คุณตาก็สิ้นสงสัยในหลวงพ่อฯและสนใจอยากฝึกให้ได้ทิพจักขุญาณ ตามคำสอนของหลวงพ่อฯ เพราะเกรงใจที่จะต้องไปคอยถามอะไร ๆ จากคุณหลาน และท่านก็สามารถฝึกได้สำเร็จในเวลาอันรวดเร็วมากจนน่าอิจฉา และนอกจากจะฝึกเองได้แล้วท่านยังได้กรุณาเผื่อแผ่และสอนให้ผู้อื่นฝึกเช่นเดียวกัน โดยอุทิศบ้านของท่านให้เป็นสำนักสาขาหนึ่งของหลวงพ่อฯ เลยทีเดียว
สำหรับคุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ นั้น หลวงพ่อฯ ได้กรุณาอธิบายภายหลังว่าเป็นของเดิมที่ทั้งสองเคยฝึกมาก่อนแล้วในอดีตชาติ พอได้มาทบทวนเพียงเล็กน้อยก็สามาถระลึกได้ แต่เมื่อเจริญวัยขึ้นก็จะเสื่อมถอยไปบ้างแต่เขาทั้งสองจะอยู่ในศีลในธรรมตลอด คุณพ่อคุณแม่และคุณตาไม่ต้องเป็นห่วง เมื่อถึงวัยกลางคนก็จะกลับมาคล่องเหมือนเดิมอีก
เรื่องราวที่ผมเล่านี้ เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๘-๒๕๑๙ เกือบจะ ๒๐ ปีแล้ว และผมไม่ได้พบกับคุณจักรฯ คุณศาสน์ฯ อีกเลย แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของผม เหมือนเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง ยังจำได้ถึงท่าทางฉุน ๆ นิด ๆ ของคุณตาเมื่อถามคุณหลานว่าชาติก่อนตาเป้นอะไร แล้วคุณหลานตอบว่าชาติก่อนคุณตาเป็นรุกขเทวดา ทำเอาคุณตาย้ำเสียงหลงว่า ห๊า ! รุกขเทวดาที่อยู่ตามต้นไม้น่ะเหรอ คุณหลานก็ยืนยันว่าใช่ คุณตาก็พาลหันรีหันขวางพาลหันมาชี้มั๊บมาที่ผม แล้วถามว่า แล้วชาติก่อนคุณอาเป็นอะไร คุณหลานก็ได้ตอบให้คุณตาทราบ (ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับใครอื่นที่จะต้องรู้ รู้ไปก็ไลท์บอยว่างั้นเถิด แต่เป็นประโยชน์สำหรับผมเองที่จะต้องระมัดระวังมิให้ตกต่ำกว่าปัจจุบันและอดีตเป็นอันขาด )
อนึ่งผมต้องกราบขออภัยเป็นอย่างสูง สำหรับท่านที่ผมได้กล่าวอ้างถึงมาแล้วหลายคน โดยที่ผมไม่ได้ไปกราบขออนุญาตก่อน และทุกท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ สามารถอ้างอิงได้ และถ้าเรื่องที่ผมเขียนไม่น่าเชื่อถือหรือคิดว่าไม่เป็นความจริง ท่านที่อ่านและรู้จักกับท่านที่ผมเอ่ยนามมาแล้ว กรุณาไปสอบถามได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ งานนี้ผมเอาชื่อเสียงและชีวิตเป็นเดิมพัน เพราะการกล่าวอ้างที่ไม่เป็นความจริงเป็นความอาญาครับ ( ก็ติดตะรางน่ะซีครับถามได้ ) สำหรับบางท่านผมก็จำชื่อเต็มของท่านไม่ได้ เช่น คุณจักรฯ กับคุณศาสน์ฯ ก็ต้องกราบขออภัยเป็นพิเศษ เพราะในครั้งกระนั้นคุณทั้งสองได้กรุณามาบอกชื่อกับผมและยังกรุณาบอกด้วยว่าท่าน ( ผมไม่บอกว่าท่านไหน ) ให้จดเอาไว้ด้วยนะคุณอา ( โดยผมก็ไม่ทราบว่าทำไมต้องจด แต่ก็จดให้ตามใจท่าน แต่บัดนี้พอจะเข้าใจแล้วครับ ) ผมไม่อยากจะแก้ตัวแต่ด้วยความจำเป็นที่ต้องย้ายไปรับราชการที่แห่งใหม่อยู่เรื่อยไป ชนิดที่ต้องเรียกว่า ชีพจรเทอร์โบ ( ไวเสียยิ่งกว่าลงเท้าอีกครับ ) เพราะบางแห่งอยู่ได้เพียง ๔ เดือนกับ ๘ วันก็ยังเคย ( แต่ให้ย้ายไปที่ดีกว่าชนิดที่เทียบกันไม่ได้ ) หลักฐานเอกสารต่าง ๆ ที่บันทึกเอาไว้เชื่อว่ายังอยู่ แต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนเพราะฝากเอาไว้หลายแห่งด้วยกัน บัดนี้ จึงจำเป็นต้องเขียนเอาด้วยความทรงจำเท่านั้น แต่ก็ยังดีและมีไฟอยู่
