โดย พ.ต.อ.อรรณพ กอวัฒนา
หลวงปู่สี ฉันทสิริ
แห่งสำนักสงฆ์ถ้ำเขาบุนนาค อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์
ในบรรดาพระเดชพระคุณ พระสุปฏิปันโนทั้งหลายที่ผมเคยได้รู้จักและที่เกี่วข้องหรือเนื่องด้วยหลวงพ่อฯของพวกเรา พระคุณเจ้าองค์นี้นั้นผมมีความสนิทสนมด้วยน้อยที่สุด คือ ผมมีโอกาสได้พบได้นมัสการพูดคุยกับท่านเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ครั้งเดียวที่ว่านี้เรียกหรือนับได้ว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ติดตามมาซิครับ ถ้าไม่จริงไม่เอาตังค์
ในห้วงระยะเวลาระหว่าง ปี พ.ศ.๒๕๑๗ – ๒๕๑๘ เป็นช่วงระยะเวลาที่หลวงพ่อฯท่านต้องตระเตรียมงานต่าง ๆ มากมาย เกี่ยวกับการฉลองสมโภชงาน “ ครบ ๑๐๐ ปีเกิดหลวงพ่อปานฯ ” พระอาจารย์ของท่านและปรมาจารย์ของพวกเรา ส่วนหนึ่งของแผนงานก็คือจะมีการอาราธนานิมนต์หลวงพ่อฯหลวงปู่ฯครูบาฯต่าง ๆ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่าพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงให้มาร่วมในงานนี้ โดยมีรายการต่าง ๆ เพื่อให้ญาติโยมที่จะมากันมากได้มีโอกาสนมัสการและทำบุญกับพระสงฆ์เหล่านี้และเพื่อมาเข้าพิธีพุทธาภิเษกรูปหล่อเหมือนหลวงปู่ปานฯ ตลอดจนพระเครื่องต่าง ๆ ด้วย ฯลฯ เป็นต้น กำหนดการนี้อยู่กลางเดือนสิงหาคม ๒๕๑๘ ซึ่งอยู่ในระหว่างเข้าพรรษาด้วย พระเดชพระคุณที่พวกเราต้องการจะนิมนต์มานี้ล้วนเป็นพระที่มีชื่อเสียง ( ลูกศิษย์หวง ) การไปนิมนต์จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะทำได้ ระยะทางหรือก็ไกลแถมยังจะต้องมาค้างคืนอีกหลายคืน ใครจะมาต้องถือว่าสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งซึ่งยังจะต้องลาสังคหะอีกด้วย ปัญหาแบบนี้ใครจะมีบารมีมากพอที่จะไปทำได้ถ้าไม่ใช่หลวงพ่อฯ ดังนั้นภาระในการนี้จึงต้องตกเป็นหน้าที่ของหลวงพ่อฯโดยตรงที่จะต้องไปดำเนินการ ( ให้เห็นดำเห็นแดงกันไปเลย ) สำหรับพวกผมก็คิดประเมินสถานการณ์กันว่า ๕๐/๕๐ หมายความว่าอย่างเก่งอาจจะสำเร็จเพียงครึ่งเดียว แต่สำหรับหลวงพ่อฯแล้วท่านมีความมั่นใจมาก เพราะท่านพูดเสมอว่างานนี้เป็นการสำคัญของพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว หลวงพ่อฯหลวงปู่ฯครูบาฯทั้งหลายจะต้องมาแน่ ๆ และในการไปอาราะนานิมนต์พระคุณเจ้าเหล่านี้ หลวงพ่อฯก็ได้ชักชวนบรรดาลูกศิษย์ลูกหาให้ไปร่วมนมัสการด้วยเป็นคณะใหญ่ จนกระทั่งได้เกิดเป็นตำนาน “ ฤาษีทัศนาจร ” และ “ ล่าพระอาจารย์ ” ให้พวกเรารุ่นหลังได้อ่านกันสนุกสนานกันมาจนทุกวันนี้ และปรากฏว่าได้สำเร็จจริงตามที่หลวงพ่อฯท่านว่าเอาไว้ ยกเว้นอยู่เพียง ๔ องค์ที่มาไม่ได้ เพราะเหตุจำเป็นจริง ๆ คือ หลวงปู่แหวนฯ ( องค์นี้พวกเราพิจารณากันเองด้วยสติปัญญาว่าท่านชราภาพมากและสุขภาพไม่ดีจึงไม่นิมนต์ ) องค์ต่อมาคือหลวงปู่ทืมฯองค์นี้เล่นลาตายเลยครับ ดีเหมือนกันไม่ต้องแก้ตัว อีกองค์คือท่านพระบาทตากผ้า ศิษย์ของท่านองค์หนึ่งป่วยหนักเข้าขั้นตรีทูตถ้าท่านไม่อยู่ดูแลต้องม้วยมรณัง องค์สุดท้ายที่ไม่มาคือหลวงปู่สีฯ ไม่ยอมมาเพราะอาย อ่านตามมาเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็รู้ว่าอายอะไร
บรรดาพระสุปฏิปันโนทุกองค์ที่ได้มาและไม่ได้มาร่วมงานดังกล่าว มีอยู่เพียงองค์เดียวคือหลวงปู่สีฯที่หลวงพ่อฯไม่ได้พาคณะศิษย์ไปนมัสการ ( เนื่องจากมีเหตุผลหลายประการซึ่งผมจะขอข้ามไป ) ลูกศิษย์ฝ่ายทหารอากาศมีพี่สายฯ ( พ.อ.อ.สาย ศิริรัตน์ ) เป็นต้น ได้เคยมาปรึกษาหารือกับผมเสมอ ๆ โดยขอให้ผมเสนอหลวงพ่อฯให้ชักชวนคณะศิษย์ไป แต่ผมทำเฉยเสียทั้งนี้เพราะผมนั้นรู้อยู่แก่ใจว่าถ้าการใดสำคัญจำเป็นแล้ว หลวงพ่อฯท่านจะบัญชาลงมาเองทันทีโดยไม่ต้องไปชวนหรืออาราธนาให้ลำบาก จากการที่พี่สายฯมาคอยตื๊อผมในเรื่องนี้ ผมจึงได้ทราบประวัติและความเป็นมาของหลวงปู่สีฯพอสังเขปว่าหลวงปู่ฯไม่ได้เป็นชาวอำเภอตาคลีโดยกำเนิด ท่านเป็นคนทางภาคอีสาน มีอยู่ครั้งหนึ่งในระหว่างที่ท่านจาริกธุดงค์ไปตามป่าเขาท่านได้ไปปักกลดอยู่ใกล้หมู่บ้านป่าแห่งหนึ่งซึ่งหมู่บ้านนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ไปแล้วกว่าครึ่ง หลวงปู่ฯ จึงได้พยายามเทศนาสั่งสอนจนชาวบ้านจำนวนมากได้กลับตัวกลับใจหันมานับถือศาสนาพุทธอีก การกระทำของหลวงปู่ฯสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่ควบคุมพื้นที่นั้นมาก จึงได้วางแผนจะเข้าไปจับตัวหลวงปู่ฯ โดยเข้าทำการปิดล้อมหมู่บ้านตามยุทธวิธีของเขา ปรากฎว่าพวกเขาหาตัวหลวงปู่ฯไม่พบ ทั้ง ๆ ที่ระหว่างที่เข้าปฏิบัติการนั้นหลวงปู่ฯก็ยืนอยู่ในป่าป้อยใกล้ ๆ หมู่บ้านนั้นเองไม่ได้ไปไหน ท่านว่าพวกเขาแทบจะเดินชนท่านหลายครั้ง แต่ทำไมจึงไม่เห็นท่านก็ไม่รู้ ( ไม่รู้ยันเลยนะครับหลวงปู่ฯ แบบนี้เขาเรียกว่ารู้แต่ไม่ยอมบอก ) สมัยนั้นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยไม่ได้โจมตีเฉพาะรัฐบาลเท่านั้น ยังได้โจมตีศาสนาและพระมหากษัตริย์ด้วยทุกวัน สามารถรับฟังได้ชัดเจนจากสถานีวิทยุเสียงปักกิ่ง ข่าวการประสงค์ร้ายต่อหลวงปู่ฯนี้ล่วงรู้ไปถึงหูพวกลูกศิษย์ที่เป็นทหารอากาศ จึงได้วางแผนไปรับตัวหลวงปู่ฯนำขึ้น ฮ.มาที่ตาคลี และต่อมาได้อาราธนาให้ไปอยู่ที่สำนักสงฆ์ดังกล่าวแล้วข้างต้น แต่ฟังว่ากว่าจะนิมนต์เอาตัวหลวงปู่ฯ มาได้ถึงกับต้องเอาราชการไปอ้างท่านถึงจำต้องยอม
เรื่องนี้จริงเท็จอย่างไรผมไม่รับรอง แต่เมื่อพี่สายฯรับรองผมก็เชื่อเพราะเราไม่เคยโกหกกันเว้นแต่จะฟังมาผิด เพราะต่างก็ไม่มีส่วนร่วมหรือเกี่ยวข้องในการนั้น ฟังเขามาเล่าต่อว่าอย่างนั้นเถิด แต่ถ้าใครยังติดใจก็ตามไปถามเอาจากพี่สายฯ หรือหลวงปู่ฯ เองก็แล้วกันนะครับ
ก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้ผมเองก็ได้พยายามติดต่อขอประวัติของหลวงปู่ฯที่เชื่อว่าที่วัดน่าจะมีเหลือ มิสเตอร์บังฯบอกผมว่าพี่ประมวลฯ ( พ.อ.อ.ประมวล ราชอินทร์ ) น่าจะมี ผมก็รอคอยอยู่เพราะถ้าได้มาก็จะเป็นประโยชน์ที่จะนำมาย่อพอสังเขปไม่ต้องให้คนที่อยากรู้ต้องไปหาหนังสือหลาย ๆ เล่มมาอ่านจึงจะได้ความครบสมบูรณ์ รออยู่นานมิสเตอร์บังฯก็ยังไม่กลับ ( ไม่ได้ไปไหนไกลหรอกครับ อยู่ในประเทศไทยนี่แหละแต่กู่ไม่กลับนัยว่ายุ่งกับธุรกิจถมดินอยู่จนท่อปัจจสาวะอักเสบ ) ผมจึงตัดสินใจไม่รอคอยเพราะเดี๋ยวหนังสือเล่มนี้ไม่ได้พิมพ์ งวดหน้าพี่จะแวะรับก็แล้วกันนะบังนะ งวดนี้พี่ไปก่อน คอยอยู่กับไอ้ตี๋เล็กฯก็แล้วกัน
กลับมาเข้าเรื่องหลวงปู่สีฯ ต่อไป ต่อมาเมื่อใกล้จะถึงกำหนดวันงานสมโภชครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดของหลวงปู่ปานฯ ท่านเจ้าคุณศุภมัสสุ หรือพระอาจารย์เหม่ฯ ได้แจ้งให้ผมทราบว่าหลวงพ่อฯตามหาผมจะให้ไปหาหลวงปู่สีฯเพื่อนำสังฆาฏิไปแลกแล้วนำมาแจกจ่ายในงาน ตามโครงการของผม ทีแรกผมก็อุ่นใจเพราะคิดว่าหลวงพ่อฯจะนำไป ที่ไหนได้พอหลวงพ่อฯบอกว่าท่านไม่ไปจะให้ผมไปเอง ผมก็ร้องจ๊ากเลยครับ… นึกในใจว่าเวรกรรมของไอ้เป๋ฯไม่มีทางสำเร็จหรีอก ! แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ให้คุณป้านนทาฯเลือกสังฆาฏิใหม่ให้ ๑ ผืน ก้มหน้างุด ๆ ออกมาชวนสมัครพรรคพวกกลุ่มทหารอากาศไปกันหลายคน ก็หวังพึ่งพิงพวกพี่ ๆ เขานี่แหละครับบอกตรง ๆ ดุ่ยเด่ไปคนเดียวใครจะกล้า อุ่นใจว่าพวกพี่เขาเคยไปนมัสการอยู่บ่อยครั้ง ส่วนผมนั้นไม่เคยไปเลย จำได้ว่ามีน้อง ๆ ไปช่วยเชียร์กันหลายคน รุ่นเดอะที่ไปช่วยลุ้นก็มีแม่นิดฯกับพระอาจารย์เหม่ฯ พอถึงวัดก็ตรงรี่เข้าไปที่กุฏีของหลวงปู่ฯ หลวงพี่ฯ ( พระองค์ที่คุ้นเคยกับพวกเราที่เป็นทหารอากาศและดูแลหลวงปู่ฯอยู่ ) ก็ออกมาต้อนรับและแจ้งให้พวกเราทราบว่า
“ คอยประเดี๋ยวนะครับ ท่านกำลังฟังวิทยุอยู่ ต้องรอให้ท่านฟังให้เสร็จเสียก่อนจึงจะเข้าไปพบและนมัสการได้ ”
เออก็ดีเหมือนกัน ผมคิดในใจพอมีเวลาตั้งตัว คิดดังนั้นแล้วผมจึงได้เร่เข้าไปเจรจากับหลวงพี่ฯเป็นการหยั่งเชิงไปก่อนว่าที่มานี้มีความประสงค์อย่างไร หลวงพี่ฯก็ให้กำลังใจว่าคงจะสำเร็จ แต่เดี๋ยวเมื่อคุณได้พบแล้วก็ให้เรียนขอกับท่านเอาเองก็แล้วกัน ทางนี้ ( หมายถึงระดับลูกศิษย์เท่านั้น ) ได้ทราบเลา ๆ แล้วถึงความประสงค์ แต่ไม่มีใครบอกกับหลวงปู่ฯหรอก ไม่มีใครกล้าต้องขอเอง อ้าวแล้วกันหลวงพี่ฯ ขนาดหลวงพี่ฯอยู่กับท่านแล้วยังไม่กล้าบอกท่านก่อน แล้วอย่างที่ผมไม่รู้จักกับท่านมาก่อนเลยจะทำยังไงนี่ ใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ แล้วผม ขอสารภาพอีกว่าสำหรับองค์อื่น ๆ แล้วผมชัวร์ป้าบเลยครับว่าสำเร็จ แต่หลวงปู่สีฯนี่ไม่ป๊าดไม่ปู๊ดเลยครับทำท่าจะเป๋งลูกเดียว หาข่าวมาแล้วก็รู้สึกสำนึกเลยครับว่าถูกต้มไม่มีใครนำทางหรือนำร่องให้มาก่อนเลย พี่สายฯนะพี่สายฯ ผมขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นอยู่ในใจ เป็นทหารอากาศแท้ ๆ แต่ดันพาผมมาปล่อยเกาะถ้าเป็นทหารเรือจะไม่ต่อว่าเลย ผมเข้าไปซักถามพวกเราที่เป็นทหารอากาศเพื่อความแน่ใจอีกครั้งได้ความว่าไม่มีใครกล้ามาบอกหลวงปู่ฯไว้ก่อน เวรนะเวรไม่น่าหลอกกัน ก็เมื่อตอนก่อนจะมาผมถามแล้วก็พูดเสียแข็งขันว่าสบายมาก ผมก็นึกว่ามีผู้เก่งกล้าอาสารับภาระมาขอให้เรียบร้อยแล้วจึงเตรียมกายเตรียมใจแค่วางมาดเข้ามารับของที่ต้องการแล้วก็กลับได้ หนอยแน่ ก็แค่มากราบเรียนให้หลวงพี่ฯทราบเท่านั้น ส่วนหลวงปู่ฯไม่มีใครบอกไว้ก่อนเลย เอาไงดีวะผมคิดในใจแล้วทำเถลไถลกลบเกลื่อนความไซ้ต์ใน เดินออกมไปชมเครื่องรางของขลังที่ตู้กระจกที่ชานหน้ากุฏี ทำไก๋เช่ารูปหล่อเหมือนหลวงปู่ฯมา ๑ องค์ หูก็แว่ว ๆ ได้ยินเสียงเพลงอีสานอยุ่ในห้องของหลวงปู่ฯ คิดปลอบใจตนเองว่า เฮ้อ ! พระองค์นี้คงไม่เท่าไหร่หรอก ยังติดฟังเพลงอยู่นี่คงไม่มีอะไรหรอกน่า ผิว.. ไม่ได้ก็ไม่เอา แน่ะ อวดดีอีกเอ้า เออ เสียงเพลงจบลงแล้วได้พบเสียทีจะได้เสร็จ ๆ ข้างหลวงพี่ฯกุลีกุจอกระวีกระวาดไปลาดเลา เอาหูแนบประตูกุฏีกระแอมกระไอแล้วร้องบอกขออนุญาตให้โยมได้เข้าไปนมัสการ แล้วหลวงพี่ฯเองก็ผลุบเข้าประตูไป ไม่ถึงอึดใจประตูก้เปิดออกมา พวกเราก็ถลาเข้าไปกราบนมัสการ เห็นท่านนั่งชันเข่าอยู่ข้างหนึ่ง นุ่งสบงอยู่ตัวเดียวหน้าบึ้งหน้าตึงชนิดที่ว่าไม่ว่าไทย ไม่ว่าฝรั่ง ไม่รับทั้งนั้น อย่าว่าแต่แขกเลยครับ ผมเข้าไปกราบแล้วถอยปรู๊ดออกมาหลบอยู่ข้างหลังแม่นิดฯ ภาวนาพุทโธฯ ๆ ขอให้หลวงพ่อฯช่วย หลวงพ่อฯ ค ร๊ บ ช่วยด้วยช่วยที นี่พระหรือเสือขอรับนัยน์ตาลุกวาวขมึงทึงทีเดียวเจียวแหละ พวกเราทุกคนนั่งกันเงียบกริ๊บเลยครับ ฝ่ายหลวงปู่ฯก็ออกงิ้วเลยครับ ตวาดแว๊ดมาด้วยเสียงอันดัง
“ พวกมึงมาทำไมหึมม.. โน่นข้างนอกโน่น จะมาเอาวัตถุก็ไปเอาข้างนอกเขาหล่อรูปกูเอาไว้ขายเยอะ อย่างอื่นก็มี ไปไป๊ ออกไปข้างนอก พาไปข้างนอก ธรรมะไม่เอานี่ ลูกศิษย์ใครกัน ”
พูดจบก็โบกมือสั่งให้หลวงพี่ฯปิดประตูหลังจากโบกมือไล่พวกเราแล้วก็หันหลังให้ นั่งเฉยอยู่อย่างนั้นไม่พูดไม่จา พวกเราตกตะลึง เสร็จ เสร็จ เสร็จแน่ เริ่มต้นบรรยากาศก็แปรปรวนล้วนสลดแลสยดสยอง หลวงพี่ฯเข้าไปกราบเรียนอ้อนวอนว่าเป็นคระศิษย์ของหลวงพ่อฯ มีธุระนำข่าวมาจากหลวงพ่อฯ ท่านจึงได้หันกลับมาอีกทีอย่างเสียไม่ได้ ตวาดเอ็ดอึงต่อไปว่า
“ที่เฮาฟังอยู่นี่ บ่อแม่นเพลง เป็นแหล่เทศน์ เคยฟังบ๋อ ฮื่อ ” ตอนท้ายยังทำเสียงฮ่อออกทางจมูกเหมือนกับแสดงความสมเพช จากนั้นก็ยังดุยังบ่นพึมพำดังบ้างค่อยบ้างต่อไปอีกหลายกระบุงโกย ( เป็นภาษาอีสาน ) แต่ผมไม่รับฟังแล้วภาวนาพุทโธอย่างเดียวจิตจับอยู่ที่หลวงพ่อฯและขอบารมีหลวงพ่อฯให้ช่วยด้วยลูกเดียว อะไร ๆ ที่ได้ล่วงเกินไปนั้นลูกช้างมันโง่ กราบขออภัยให้ไอ้ลูกหมา ( เอ๊ย ไอ้หมาลูกคน ) ด้วยเถิดคะร๊าบ ไอ๊หยา ! น่ากลัวจิน ๆ เสียงดุค่อย ๆ เบาลง ๆ จนเงียบแต่ผมก็ไม่ยอมลืมตา ใช้วิธีส่งกระแสจิตอย่างเดียวเท่านั้นรับได้หรือไม่ได้ไม่รู้ แว่วได้ยินเสียงแม่นิดฯเจรจากับหลวงปู่ฯว่าหลวงพ่อฯให้เอาสังฆาฏิมาแลกแล้วก็เงียบไป สักพักแม่นิดฯสะกิดบอกว่าหลวงปู่ฯเรียกจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น โอ๋ยโย่ เค้าเป๋ ลุจังโลย ซี้แหงเลี้ยว ท่านจ้องหน้าผมเป๋ง ผมหลับหูหลับตาคลานเข้าไปกราบแล้วพูดโดยไม่ยอมมองหน้าท่านว่า
“ หลวงพ่อฤาษีฯให้เอาสังฆาฏิมาแลกครับ ”
ท่านก็รับสังฆาฏิที่ผมประเคนไปอย่างเสียไม่ได้ไม่เต็มใจเอาเสียเลย แล้วท่านก็เอาไปคลี่ออก เอาศอกทาบตามความยาววัดไปทีละศอก ๆ จนหมดความยาวของสังฆาฏิผืนนั้นแล้วร้อง
“ เช๊อะ ! ไม่ได้เรื่อง ” พลางโยนสังฆาฏิผืนนั้นลงกับพื้นอย่างไม่แยแส ดุเกรี้ยวกราดขโมงโฉงเฉงต่อไปอีก
“คนสมัยนี้มันแย่ สังฆาฏิพระวินัยให้ยาว ๘ ศอก นี่ยาวเท่าไรเหอ ” แล้วท่านก็เอานิ้วจิ้ม ๆ ลงไปที่สังฆาฏิ ผมสั่นหัวตอบในใจว่าไม่ทราบครับ ตอนที่ท่านเอาศอกวัดก็ไม่ได้ดู อ้อ ! ขาดไปหน่อย ผมคิดในใจ
“ แล้วจะเอายังไง ” หลวงปู่ฯ เค้นถามเสียงเครียด ท่าทางยังเหมือนกับอยากจะกินลาบเลือดและไม่ยอมลดราวาศอกให้เลย
“ ผมขออนุญาตเอาไปเปลี่ยนใหม่ก็แล้วกันครับ ”
ผมอึก ๆ อัก ๆ อยู่นานกว่าจะพูดออกไปได้ แล้วทำท่าจะหยิบเอาคืนมา แต่หลวงปู่ฯท่านเอามือกดผ้าไว้กับพื้นเฉยเสียงั้นแหละ ผมจึงหดอีก ความอึดอัดใจที่ได้รับทำให้เกิดความรู้สึกว่านานเหมือนโกฏิปีเชียวครับ ที่สำนักสงฆ์ถ้ำเขาบุนนาค อยู่ใกล้ป่าใกล้ภูเขาอากาศออกจะเย็น ๆ แต่ผมร้อนจี๋เลยครับเหงื่องี้ออกแฉะทั้งตัว หลวงพี่ฯถลาเข้ามาช่วย
“ ให้โยมเขาแลกไปเถิดครับ เขาจะเอาไปให้คนทำบุญ ”
ท่านช่วยตะโกนอ้อนวอน แต่หลวงปู่ฯโบกมือห้ามแล้วก้มลงพูดเบา ๆ กับผม
“ นี่โยม สังฆาฏิต้องยาว ๘ ศอกนะจำไว้นะ ”
เอ๊ะ ผมหูฝาดหรืออย่างไร ทำไมเสียงของหลวงปู่ฯจึงกลับนิ่มนวลอะไรปานนั้น ผมค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นจากท่าที่ก้มกราบอยู่ เอามือแคะหูทั้งสองข้างอย่างไม่เชื่อมันและไม่เชื่อมั่นหวาดระแวงเต็มที่เลย เอาไงนี่
“ เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ลูกศิษย์มหาวีระฯต้องละเอียด ต้องรอบคอบ จำเอาไว้ให้ดี ”
เสียงนุ่มนวลไม่มีแกมเหน่อลอยมาอีก ผมลุกพรวดขึ้นมานั่งพับเพียบพนมมือแต้เพื่อที่จะมองหลวงปู่ฯให้เต็มตา อะไรกันนี่ เสือกลายเป็นพระไปแล้ว และกลายเป็นพระที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาเสียด้วย ไม่มีท่าทางที่แสนจะดุดันหลงหลืออยู่ต่อไปอีกเลย กลับตาลปัตรไปแล้ว เปลี่ยนบทไวยังกะวิกส์ ๐๗ แน่ะ หลวงพี่ฯได้โอกาสรีบตะโกนกราบเรียนเสียงหลงทันที
“ อนุญาตให้โยมแลกไปนะหลวงปู่ ”
“ เออ พูดเบา ๆ ก็ได้ยิน ” หลวงปู่ฯบ่นตอบเบา ๆ และสั้น ๆ นิ่ม ๆ พอให้ได้ยิน เมื่อได้ยินดังนั้นหลวงพี่ฯก็เผ่นผลุงไปที่ราวตากผ้าตรงชานกุฏีทันที รวบรวมเอาสังฆาฏิที่เราได้หมายตากันเอาไว้ก่อนหน้านั้นมาถวายทันที
“ ไม่ใช่ ๆ เอาไปไว้ที่เก่า ” หลวงปู่ฯ โบกมือห้ามอีก ผมก็ใจหายแว๊บอีก เปลี่ยนบทเป็นเสืออีกแล้วหรือไง โยมตามและตั้งตัวไม่ทันเลย หลวงพี่ฯก็หน้าซีดเผือด ทุกคนคิดว่ารายการพลิกล็อคเกิดขึ้นอีกแล้ว ได้แต่ใจคอตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ ดูเหตุการณ์กันต่อไป หลวงปู่ฯ ค่อย ๆ ชันกายขึ้นยืนช้า ๆ เดินกระย่องกระแย่งผ่านพวกเราเข้าไปในห้องนอนซึ่งอยู่ติดกัน ได้ยินเสียงรื้อของกุก ๆ กัก ๆ อยู่เป็นนานสองนานสลับกับเสียงกระแอมไอ ผมหันไปมองหน้าพวกเราทุกคนหน้าซีดจ๋อยเหมือนกันหมด แม่นิดฯที่ว่าผิวดำ หน้าขาวจ๋องไม่ต้องทาแป้งเลยครับ พวกเรากระซิบกระซาบกันเบา ๆ ไม่รู้ว่าหลวงปู่ฯ เข้าไปทำอะไร จะกลับออกมาอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ พักใหญ่หลวงปู่ฯ ก็กระย่องกระแย่งออกมาถือห่อกระดาษเก่า ๆ ออกมาด้วยกลับมานั่งท่าเดิมและที่เดิม วางห่อกระดาษลงกับพื้น แล้วค่อย ๆ แก้เชือกห่อออกอย่างช้า ๆ พวกเราต่างพากันกลั้นหายใจลุ้นกันโดยไม่รู้สึกตัวด้วยความที่อยากรู้ว่าข้างใจเป็นอะไร เป็น “ จีวรกับสบงและสังฆาฏิ ” ครับ ครบชุดแต่เก่างั่กเลยครับ หลวงปู่ฯนำสังฆาฏิสีกลักแสนเก่าผืนนั้นออกมาคลี่ เอาศอกวัดให้ดูอีกครั้งเหมือนกับจะโชว์ให้ดู เพื่อยืนยันคำพูดของท่าน O.K. ครับ ๘ ศอกพอดี ( แต่ศอกของผมสั้นไปหน่อย ) ท่านมองค้อน เอามือลูบคลำอยู่พักหนึ่งแล้วนำสบงกับจีวรออกมาคลี่ให้ดูอีก ปรากฏว่าเป็นสบงกับจีวรที่ทำด้วยผ้าแพรไหมครับ ท่านเล่าอย่างอารมณ์ดีว่าของชุดนี้เศรษฐีจีนสั่งทำและถวายให้ท่านเมื่อท่านบวชได้พรรษาที่ ๔ และท่านได้เก็บตลอดจนนำติดตไปตลอดเวลา หันมาถามผมว่า
“ เอาไหม ”
“ สุดแท้แต่หลวงปู่ฯจะกรุณาเถิดครับ ” ผมตอบเบา ๆ
“ เอาไหม ” ท่านถามย้ำอีก ผมเห็นว่าถ้าพูดให้เยิ่นเย้อต่อไปต้องอดแน่ ๆ จึงตอบไปอย่างม้าไม้ไร้พยศ ว่า
“ เอาครับ ”
“ เออ เอาไป ” หลวงปู่ฯ ก็ให้ง่าย ๆ
“ แล้วนี่ เอาไหม ” ท่านชี้มือไปที่สบงและจีวรแพรไหมนั้น
“ ไม่กล้าครับ ” ผมตอบ
“ ทำไมไม่กล้า ” หลวงปู่ฯแกล้งสงสัย
“ หลวงพ่อฯท่านใช้ให้มาเอาแต่สังฆาฏิเท่านั้นครับ หลวงปู่จะแถมให้หรือครับ ” ตอนนี้พอโล่งใจแล้ว ผมจึงเริ่มทโมนตามนิสัยเดิม
“ ถ้าเอา ก็ให้ ” ท่านพูดแล้วก็ผลักออกมาให้ข้างหน้า
“ ไม่เอาละครับ หลวงพ่อฯสั่งมาแค่นี้ ” ผมกัดฟันตอบอย่างแสนเสียดาย ค่อย ๆ ผลักคืนไปแต่อย่างว่าละครับไม่นอกครูไว้ก่อนเป็นดี
“ ไม่เอาก็เก็บ ” ว่าแล้วหลวงปู่ฯก็บรรจงพับและห่อเข้าที่แล้วเดินเอากลับไปเก็บไว้ในห้องตามเดิม
เมื่อเสร็จจากการปราบพยศผมจนอยู่หมัดแล้ว หลวงปู่ฯจึงเลิกราแล้วเปิดโอกาสให้พวกเราเข้าไปอ้อนกันได้ตามสบาย ส่วนผมนั้นเก็บปากเข้ากระเป๋ารูดซิบ ๓ ชั้นฝังดินปิดครั่งเลยครับ ฟังอย่างเดียวไม่กล้าอ้อนไม่กล้าถาม ใจนั้นอยากกลับวัดท่าซุงลูกเดียว แต่แม่นิดฯยังไม่ยอมเลิกราพยายามนิมนต์ท่านให้ไปร่วมงานสมโภชครบ ๑๐๐ ปีเกิดของหลวงพ่อปานฯให้ได้ ท่านปฏิเสธเสียงหลงว่า
“ กูไม่ไป ” แม่นิดฯไม่ละความพยายาม ชักจูงอีกว่า
“ ในหลวงเสด็จนะเจ้าคะ ” หลวงปู่ฯทำคอย่นสั่นหัวเดี๊ยะ
“ ในหลวง กูก็ไม่ไป กูอั้นเยี่ยวไม่ได้ ลำบาก ”
ก็น่าเห็นใจนะครับ เพราะในปี ๒๕๑๘ ที่ผมเล่าอยู่นี้หลวงปู่สีฯอายุ ๑๒๗ ปีแล้ว ( อายุหลวงปู่ฯ นี่อาจจะไม่ตรงกับข้อเขียนของท่าน พล.อ.ต.มนูญ ชมพูทวีป ที่เขียนว่าท่านมรณภาพเมื่ออายุได้ ๑๒๖ ปี ผมไม่ทราบว่าจำนวนไหนที่คลาดเคลื่อน แต่ขอเรียนว่า ผมได้ยินท่านตอบกับแม่นิดฯอย่างชัดเจนว่าท่านอายุ ๑๒๗ ปีแล้ว) แม้ท่านจะยังดูแข็งแรงแต่อวัยวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อหรือพังผืดมันหย่อนยานไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นท่านจึงอั้นปัสสาวะไม่ได้ ที่กุฏีของท่านตรงพื้นกระดานด้านหลังที่ท่านนั่งอยู่จึงต้องเจาะร่องเอาไว้ ซึ่งพอประเดี๋ยวประด๋าวท่านก็ต้องหันไปจ๋องลงร่องเสียทีหนึ่ง แต่แม่นิดฯก็ไม่ละความพยายามเรียนท่านว่า จะจัดการให้สะดวกสบายเหมือนกับที่ท่านอยู่วัดของท่านเลยทีเดียว คราวนี้หลวงปู่ฯสะบัดหน้าพรืด พูดกระฟัดกระเฟียดว่า
“ กูไม่เอา กูรู้จักอายเขา ” ว่าแล้วก็หันหลังกลับ แซมเปิ้ลให้ดูอีก ๑ จ๋อง พวกเราฮากันเลยครับ
เป็นอันว่าได้คำตอบแล้วนะครับว่า ทำไมหลวงปู่สีฯไม่มางานครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดของหลวงพ่อปาน โสนันโท
ส่วนแม่นิดฯนั้นเมื่อเห็นว่าท่านไม่ยอมรับนิมนต์แน่แล้วจึงหันไปคุยเรื่องอื่น ๆ หลาย ๆ เรื่อง แต่ที่ผมหูผึ่งก็คือเมื่อแม่นิดฯถามท่านว่า
“ หลวงปู่ฯรู้จักกับหลวงพ่อปานฯไหมเจ้าคะ ”
“ ปานไหน? ” หลวงปู่ฯย้อนถาม
“ หลวงพ่อปานฯ วัดบางนมโค เจ้าค่ะ ” แม่นิดฯ ยืด
“ กูไม่รู้จัก กูรู้จักแต่ปานฯ วัดบางเหี้ย ปานฯวัดบางเหี้ยนั่งเรือไม่ต้องพาย เรือวิ่งไปเอง ” ว่าแล้วท่านก็หัวเราะชอบอกชอบใจ
แม้คำตอบของหลวงปู่ฯจะทำให้เราผิดหวังอยู่บ้างที่ท่านกับปรมาจารย์ของเราไม่รู้จักกัน แต่ว่าหลวงปู่สีฯท่านจะต้องมีอะไร ๆ ที่เนื่องด้วยกับหลวงพ่อแน่ ๆ เพียงแต่ท่านนั้นไม่เนื่องกับหลวงปู่ปานฯ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่คำสนทนากันนี้ทำให้เราท่านทราบข้อมูลกันมาอีกว่าพระเกจิอาจารย์สมัยนั้นแม้จะอยู่ห่างไกลกันสุดขอบฟ้า ยานพาหนะหรือก็ไม่ดีเหมือนปัจจุบัน แต่ก็ไปเจอะเจอกันและรู้จักกันได้อย่างอัศจรรย์เพราะหลวงปู่สีฯอยู่อีสาน ส่วนบางเหี้ยก็คือบางบ่อในปัจจุบันเลยบางพลีไปนิดเดียว ไม่มีฤทธิ์ไม่มีเดช ให้เดินให้ตายก็ไม่ได้พบกัน
เป็นไงครับเรื่องที่ผมเล่าว่าเป็นวันเดียวที่ผมได้พบกับหลวงปู่สีฯก็จริง แต่เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ เห็นด้วยไหมครับ หรือจะเอาตังค์คืนดีครับ
เรื่องของหลวงปู่สีฯ เนื่องจากขาดประวัติความเป็นมา ผมจึงกราบขอความกรุณาและขออนุญาตลอกเอาข้อเขียนของท่าน พล.อ.ต.มนูญ ชมพูทวีป ที่ได้เขียนเกี่ยวกับอภินิหารหรือความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ฯ มาลงแทน ถ้าใครเคยได้อ่านแล้วเบื่อแล้วก็ไม่ว่ากันนะครับ
หลวงพ่อนัดพบหลวงปู่สีทางจิต
(โดย พล.อ.ต.มนูญ ชมพูทวีป)
เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๔ ในวันหนึ่งหลวงพ่อได้มาแสดงธรรมะออกอากาศที่สถานีวิทยุกระจายเสียง ๐๔ ตาคลี จ.นครสวรรค์เหมือนเช่นเคย และหลังจากที่หลวงพ่อได้แสดงธรรมะออกอากาศเสร็จ ก็ได้มานั่งพักผ่อนสนทนากับข้าพเจ้า และ พ.อ.อ.กริช บำรุงพงษ์ ที่ห้องรับแขก ข้าพเจ้าจึงได้ฉวยโอกาสเล่าถึงอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่สีให้หลวงพ่อฟัง พอสรุปใจความสั้น ๆ ได้ดังนี้
“ มีพ่อค้าชาวตาคลี กลุ่มหนึ่ง ได้ไปกราบนมันการหลวงปู่แหวนที่วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่ และเมื่อหลวงปู่แหวนทราบว่าเป็นพ่อค้าจากตาคลี ก็หัวเราะพูดว่า ท่านมีอาจารย์อยู่องค์หนึ่งอายุมากแล้วชื่อหลวงปู่สี ขณะนี้อยู่ที่ตาคลีให้คนหาให้ดี เพราะท่านเก่งมาก ดังนั้นเมื่อผู้คนกลุ่มนั้นกลับมา ก็พยายามติดตามค้นหาในที่สุดก็ได้พบว่าหลวงปู่สีพำนักอยู่ที่วัดถ้ำเขาบุนนาค มีอายุชราภาพมากแล้วถึง ๑๒๑ ปี อภินิหารของหลวงปู่สีในขณะนั้นที่ร่ำลือกันมากก็คือ ไม่มีใครถ่ายรูปหลวงปู่สีติดได้หากไม่ขออนุญาตท่านเสียก่อนและชานหมากของหลวงปู่สีหากผู้ใดได้ไว้แล้วพกพาติดตัวไปก็จะเป็นศิริมงคล และป้องกันภยันตรายต่าง ๆ ได้
ข้าพเจ้าได้เล่าให้หลวงพ่อฟังต่อไปอีกว่า
“ กิตติศัพท์ของหลวงปู่สีดังกล่าว เมื่อได้รับฟังมาผมก็มิได้สนใจนัก จนกระทั่งวันหนึ่งผมได้ยินเสียงปืนดังขึ้นที่ในป่าหลังกองร้อยทหารสารวัตร (ในขณะนั้นข้าพเจ้าเป็นผู้บังคับกองร้อยทหารสารวัตรและเป็นนายทหารรักษาความปลอดภัยกองบิน ๔ ด้วย) ผมจจึงชวนเรืออากาศโทสังวร สมหวัง รองผู้บังคับกองร้อยฯ และเรืออากาศตรีครรชิต บัวอำไพ นายทหารสารวัตรซึ่งได้นั่งปรึกษางานอยู่กับผมลงไปดู ก็เห็นจ่าอากาศสารวัตร ๒ คน คนหนึ่งกำลังถือปืนตั้งท่าจะยิงไก่นัดต่อไป อีกคนหนึ่งยืนดู จึงตะโกนสั่งให้หยุดยิง และสอบถามว่าทำไมจึงขัดคำสั่งผู้บังคับกองร้อยฯ ( ข้าพเจ้าเคยสั่งให้ยิงปืนได้เฉพาะในสถานที่ที่ได้จัดไว้ให้ และให้ยิงได้เฉพาะในวัน , เวลาที่ทางกองร้อยฯกำหนด ) ซึ่งทั้ง ๒ คนก็ยอมรับผิดและอธิบายสาเหตุให้ฟังว่า จ่าประสิทธิ์ไปได้ชานหมากจากหลวงปู่สีมา เล่าให้จ่าชิตฟังถึงอภินิหารต่าง ๆ จ่าชิตได้ฟังไม่เชื่อก็เกิดการพนันกันขึ้น โดยจ่าประสิทธิ์ไปขอซื้อไก่ในกองบิน ๔ มา แล้วให้จ่าชิตยิง หากจ่าชิตยิงไก่ตายจ่าชิตก็ได้ไก่ไป แต่ถ้าหากจ่าชิตยิงไก่ไม่ตาย ก็จะต้องจ่ายเงินค่าไก่ให้จ่าประสิทธิ์ แล้วให้จ่าประสิทธิ์เอาไก่ไป การยิงสัญญากันไว้ว่าจะยิง ๖ นัด ขณะนี้จ่าชิตยิงไปแล้ว ๓ นัด ยังไม่ถูกไก่ และยังมีสิทธิ์ยิงได้อีก ๓ นัด ผมจึงให้เรืออากาศโทสังวรและเรืออากาศตรีครรชิต ซึ่งเป็นมือปืน P.V.C. เหรียญเงินทั้ง ๒ คนยิงไก่คนละนัดก็ไม่ถูกอีก ผมจึงโทรศัพท์เรียก พ.อ.อ.ชลอ ผาสุก มือปืน P.V.C. เหรียญทองมายิงในนัดสุดท้าย ซึ่งก็ไม่ถูกไก่อีก (ในตอนนั้น พ.อ.อ.ชลอ ผาสุก โมโหมาก ขอให้เอาเหรียญบาทไปตั้งที่ตอไม่ ๓ เหรียญ ก็ยิงถูกเหรียญกระเด็นไปทั้ง ๓ เหรียญ แต่ยิงไก่ตัวใหญ่โตซึ่งมัดติดอยู่กับต้นไม้ไม่ถูก ) ผมจึงให้จ่าประสิทธิ์พาไปหาหลวงปู่สีในวันนั้น และพอไปกราบหลวงปู่ หลวงปู่ก็กล่าวตำหนิว่า พวกผมทำให้ปากท่านเจ็บไปหมด เพราะชานหมากไปผูกติดคอไก่ ท่านก็จะต้องคุ้มครองให้ไก่ และเมื่อเอาปืนไปยิงไก่ ลูกปืนมันไม่ไปถูกไก่แต่มันมาถูกปากท่านทุกนัด ผมและพรรคพวกที่ไปจึงต้องกราบขอขมาหลวงปู่ ซึ่งหลวงปู่ก็ได้เมตตามอบชานหมากให้มาแต่ขอสัจจะว่า อย่าได้นำเอาชานหมากของท่านไปทดลองที่ไหนอีก ”
หลวงพ่อฯได้นั่งฟังข้าพเจ้า เล่าถึงหลวงปู่สีด้วยความสงบ พอข้าพเจ้าเล่าจบ หลวงพ่อฯก็พูดว่า
“ คุณมนูญ ฉันบอกหลวงปู่สีไปเมื่อตะกี้นี้แล้วนะว่าฉันจะไปหา หลวงปู่ดีใจมากจะคอยต้อนรับอยู่ที่กุฏี ไปเราไปกันได้เลย ”
ข้าพเจ้าและ พ.อ.อ.กริช ได้ฟังก็งงมาก เพราะหลวงพ่อฯก็นั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ลุกไปโทรศัพท์และโทรศัพท์ที่กุฏีหลวงปู่สีก็ไม่มี หลวงพ่อฯจะบอกกับหลวงปู่สีได้อย่างไรแต่เมื่อเป็นเจตจำนงของหลวงพ่อฯเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็จำต้องขับรถพาหลวงพ่อฯไปเมือ่ถึงกุฏีหลวงปู่สี ( ตั้งอยู่หน้าถ้ำเขาบุนนาค ) ข้าพเจ้าก็ยิ่งฉงนสนเท่ห์ใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลวงปู่สีซึ่งตามปกติท่านจะนุ่งสบงอยู่ตัวเดียว บัดนี้ท่านแต่งชุดใหญ่ครบเครื่องเยี่ยงพระภิกษุสงฆ์ที่พร้อมจะเข้าพิธีในโบสถ์ มีเสื่ออย่างดีปูไว้เรียบร้อย พร้อมด้วยชุดน้ำชาและหมากพลู อีกทั้งยังมีพระภิกษุสงฆ์ในวัดอีก ๒-๓ รูปรวมทั้งท่านเจ้าอาวาสมานั่งคอยรอรับหลวงพ่อฯอยู่พร้อมหน้า ในขณะที่หลวงพ่อฯนั่งคุยอยู่กับหลวงปู่สี ข้าพเจ้าก้ได้แอบไปสอบถามท่านองค์มหาองค์หนึ่ง ซึ่งใกล้ชิดหลวงปู่สีว่า
“ หลวงปู่สีทราบได้อย่างไรว่าหลวงพ่อจะมา ”
ท่านมหาองค์นั้นก็ตอบว่า
“ อาตมาก็ไม่ทราบ เห็นหลวงปู่สีนอนจำวัดอยู่ตามปกติ จู่ ๆ ก็ลุกพรวดพราดขึ้นมา แล้วสั่งให้อาตมาคุมกวาดลานวัดและเช็ดถูกุฏีแล้วให้เตรียมน้ำชา หมากพลู โดยเร่งด่วน ท่านบอกว่าประเดี๋ยวจะมีพระผู้ใหญ่ระดับสูงมากมาหา พร้อมกันนั้นหลวงปู่สีก็เข้าไปนุ่งสบงห่มจีวรใหม่เอี่ยมรอหลวงพ่อฯดังที่โยมเห็นนี้แหละ ”
เรื่องที่ข้าพเจ้าและพรรคพวกได้ประสบใครั้งนี้ ไม่มีผู้ใดจะพิสูจน์หรือให้เหตุผลใดได้เลย นอกจากจะคิดกันไปว่า หลวงพ่อฯได้นัดพบกับหลวงปู่สีทางจิต เท่านั้นหรือท่านผู้อ่านจะเข้าใจว่าอย่างไร
อภินิหารของหลวงพ่อและหลวงปู่สี
(โดย พล.อ.ต.มนูญ ชมพูทวีป)
เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๖ ข้าพเจ้าได้ซื้อรถยนต์วอลโว่ใหม่ ๑ คัน ก็ได้นำไปให้หลวงพ่อฯเจิมให้ที่วัดท่าซุงฯ ต่อมาเมื่อได้มีโอกาสไปกราบหลวงปู่สีบ่อย ๆ เข้า ก็ได้รู้ได้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่มากขึ้น อาทิเช่น มีชาวไร่ข้าวโพดได้ชานหมากของหลวงปู่ไป แล้วเกิดไปทำหายในระหว่างหักข้าวโพดในไร่ จะหาอย่างไรก็หาไม่พบเพราะดงข้าวโพดกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่เนื่องด้วยจิตมีความเสียดายในชานหมากและเคารพนับถือด้วยความจริงใจ ตอนกลางคืนก็ฝันว่า
“ หลวงปู่สีมาบอกว่าหากอยากได้ชานหมากให้เผาไร่ข้าวโพดเสีย แล้วจะพบเอง ”
พอรุ่งเช้าชาวไร่ข้าวโพดผู้นั้นก็จุดไฟเผาไร่ข้าวโพดทันที ( ข้าวโพดในไร่ หักฝักหมดแล้ว ) เมื่อไร่ข้าวโพดถูกไฟเผาราบเรียบไปหมด ก็เห็นมีข้าวโพดอยู่ ๒-๓ ต้นที่ไม่ไหม้ไฟ จึงตรงเข้าไปดู ก็พบชานหมากของหลวงปู่สี ซุกอยู่โคนต้นข้าวโพด ก็ดีใจมาก ตรงเข้าเก็บชานหมากหลวงปู่สีไว้แล้วนำไปเลี่ยมคล้องคอมาจนบัดนี้
อีกรายหนึ่งเป็นอาจารย์สตรีวัยกลางคน อยู่ที่สมุทรปราการ ได้ชานหมากหลวงปู่สีไปก็นำใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ มีวันหนึ่งเดินกลับบ้านตอนพลบค่ำ ในระหว่างที่เดินอยู่ในซอยเปลี่ยว ก็มีความรู้สึกว่ามีคนเดินตามมาข้างหลัง ๓ คน ก็เร่งฝีเท้าหนี คนทั้ง ๓ ก็เร่งฝีเท้ามพอวิ่งหนีก็ถูกวิ่งตาม ด้วยความหวาดกลัวจึงหันหลังไปดู ปรากฏว่าชายฉกรรจ์ทั้ง ๓ คนที่ตามมาหยุดชงัก ส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัวแล้ววิ่งหนีไป อาจารย์สตรีวัยกลางคนผู้นั้นจึงกลับบ้านด้วยความปลอดภัยด้วยชานหมากของหลวงปู่คุ้มภัยให้
และเมื่อตอนหลวงปู่ป่วย ข้าพเจ้าก็ได้ให้ลูกน้องพาหมอไปรักษา หากคราวใดหมอจะฉีดยาและหลวงปู่ไม่ยอมให้ฉีด เข็มฉีดยาก็จะหักทุกครั้งไป เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงได้นำรถวอลโว่คันใหม่ของข้าพเจ้าไปให้หลวงปู่สีช่วยเจิมให้อีกด้วยคิดว่า
“ แม้หลวงพ่อฯเจิมให้แล้วก็ตาม หากได้หลวงปู่ช่วยเจิมทับลงไปอีก ก็คงจะเป็นศิริมงคลยิ่งขึ้น ”
เมื่อหลวงปู่สีได้ทราบความประสงค์ว่า ข้าพเจ้าขอให้ช่วยเจิมรถให้ ก็ทำพิธีเสกแป้ง แล้วถือถ้วยแป้งเสกลงกุฏีไปหยุดยืนบริกรรมอยู่หน้ารถวอลโว่ โดยมีข้าพเจ้า ภรรยาและลูกน้อยอีก ๓-๔ คน ยืนพนมมือรอให้หลวงปู่สีเจิมรถ แต่การณ์กลับปรากฏว่า หลวงปู่สีเกิดเปลี่ยนใจ วางถ้วยแป้งเสกไว้ที่กระโปรงรถด้านหน้า โดยไม่ยอมเจิมให้เสียเฉย ๆ มิหนำซ้ำเดินขึ้นบันไดไปบนกุฏี แล้วนั่งทำน้ำมนต์อยู่พักหนึ่ง ก็ให้ พ.อ.อ.สัมฤทธิ์ กลั่นดี ลูกน้องคนหนึ่งของข้าพเจ้าถือบาตรน้ำมนต์ลงบันไดตามหลวงปู่มา หยุดยืนอยู่ทางด้านท้ายรถวอลโว่ของข้าพเจ้า แล้วก็ประพรมน้ำมนต์ไปทางด้านกระโปรงหลังรถ อีกทั้งมีการสวดให้ศีลให้พรอีกด้วย ต่อเมื่อประพรมน้ำมนต์เสร็จหลวงปู่จึงเดินไปด้านหน้ารถ หยิบถ้วยแป้งเสก แล้วเจิมรถให้ข้าพเจ้าจนเสร็จ ซึ่งก่อให้เกิดความฉงนสนเท่ห์ใจกับทุกผู้คนในที่นั้น เพราะตามปกติแล้วหลวงปู่จะเจิมให้โดยไม่มีการรดน้ำมนต์เช่นนี้ สำหรับเรื่องนี้หลวงปู่สีได้เมตตาอธิบายให้ทุกคนหายข้องใจว่า
“ รถวอลโว่คันนี้มีพระระดับสูงที่มีญาณบารมีแก่กล้าได้ทำพิธีเจิมไว้ให้แล้ว อีกทั้งได้จัดเทพถึง ๔ องค์ อยู่คอยพิทักษ์รถคันนี้ เมื่อสักครู่พอจะเจิมให้ เทพทั้ง ๔ ก็มาขอให้หลวงปู่รดน้ำมนต์ให้ก่อนจึงต้องให้น้ำมนต์เขาก่อน จึงเจิมรถให้ทีหลัง ”
ข้าพเจ้าได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกปลื้มปิติยินดี และซึ้งในเมตตาของหลวงพ่อเป็นอย่างยิ่งที่กรุณาเมตตาส่งเทพมาคอยให้ความคุ้มครองป้องกันภัยให้ข้าพเจ้าตลอดเวลาถึง ๔ องค์เช่นนี้ ดังนั้นลูกหลานของหลวงพ่อฯผู้ใดก็ตามที่ได้เข้าพิธีต่าง ๆ กับหลวงพ่อแล้วก็พึงอุ่นใจได้ว่า หลวงพ่อจะช่วยขจัดปัดเป่าภัยพิบัติต่าง ๆ ให้โดยไม่ทอดทิ้งอย่างแน่นอน
ต่อมาไม่นาน ข้าพเจ้าได้ขับรถวอลโว่คันนั้นพาครอบครัวไปพักผ่อนที่บ่อฝ้ายหัวหิน ระหว่างทางขณะที่รถวิ่งผ่านไปทางกำแพงแสน จ.นครปฐม ข้าพเจ้าซึ่งกำลังขับรถไปอย่างสบาย ๆ ด้วยความเร็วประมาณ ๘๐-๙๐ กม.ต่อชั่วโมง ก็เห็นรถบรรทุกอ้อยสิบล้อคันหนึ่งวิ่งสวนมาด้วยความเร็ว และทำท่าจะวิ่งชนจักรยานสองล้อของชาวบ้านที่ขี่อยู่ข้างทาง โดยผู้ขับสิบล้อมิได้คิดจะแซงหรือเบี่ยงหลบเลย จิตของข้าพเจ้าตอนนั้นบอกว่าคนขับสิบล้อคงหลับใน หากรู้สึกตัวเห็นจักรยานสองล้อ มันจะต้องหักหลบมาชนรถของข้าพเจ้าอย่างแน่นอน พอจิตบอกข้าพเจ้าก็ถอนเท้าจากคันเร่ง เปลี่ยนเกียร์เป็น ๒ และเหยียบเบรกอย่างแรงพร้อมทั้งเตรียมหักพวงมาลัยหลบ ก็พอดีสิบล้อคันนั้นหักหลบจักรยานพุ่งเข้าจะชนรถข้าพเจ้าดังที่คิด ข้าพเจ้าก็พยายามหักพวงมาลัยหลบแต่รถก็หาเลี้ยวไม่ คงทื่อเข้าใส่รถบรรทุกที่ขวางลำรถข้าพเจ้าด้วยแรงเฉื่อย ความรู้สึกในตอนนั้นข้าพเจ้าและทุกคนในรถไม่มีผู้ใดตกใจเลย มองเห็นรถข้าพเจ้าและรถบรรทุกค่อยเข้าหากันเหมือนภาพสโลโมชั่นเสมือนจะหลบพ้นกันแต่ก็ไม่พ้นชนกันแบบสะกิด ๆ จนได้
เมื่อรถจอดสนิท ข้าพเจ้าก็สำรวจดูทุกคนในรถ ปรากฏว่า ไม่มีผู้ใดบาดเจ็บแม้แต่จะฟกช้ำดำเขียว ขัดยอกหรือเลือดตกยางออกเลย ก็โล่งใจจึงเปิดประตูรถลงไปเอาปืนจี้คนขับรถบรรทุกไม่ให้หนี แล้วสำรวจดูสภาพรถปรากฏว่า รถวอลโว่ของข้าพเจ้าชนบันไดรถบรรทุกจนถึงกระจกหน้า ไม่สามารถจะถอยรถออกมาได้ สักครู่รถคันหน้าที่ล่วงหน้าไปก่อนเห็นรถของข้าพเจ้าหายไปไม่ตาม ก็ฉุกใจขับรถวกกลับมาดู ทุกคนหน้าซีดแข้งขาอ่อนบอกเห็นแต่ไกลนึกว่าคงต้องมีการตายกันบ้างแน่ แม้ชาวบ้านที่วิดปลาอยู่ตามคุน้ำข้างทางที่รถชนกันก็พูดว่า รถชนกันเสียงสนั่นหวั่นไหวจนไม่กล้ามองคิดว่าต้องตายทั้งคันแน่
เมื่อทุกคนในคณะของข้าพเจ้ามาพร้อม คนขับรถบรรทุกก็ยอมรับว่าตนผิด และขอไปตามเถ้าแก่เจ้าของรถมา และเมื่อเถ้าแก่มาก็พูดจาตกลงกันด้วยดี โดยยอมชดช่าเสียหายให้โดยไม่เกี่ยงงอน แต่เมื่อตรวจดูสภาพรถวอลโว่ของข้าพเจ้า เมื่อใช้แม่แรงยกรถสิบล้อออกแล้วเข็นรถออกมา ทุกคนก็แทบไม่เชื่อสายตา กล่าวคือ ฝากระโปรงหน้าที่ยุบไปเพราะรับน้ำหนักรถบรรทุกสิบล้อซึ่งบรรทุกอ้อยเต็มกลับดีดคืนตัวเข้าสู่สภาพเดิม มีเพียงสีถลอกนิดเดียว ไฟหน้ารถทุกดวงและกระจกหน้ารถซึ่งเป็นส่วนที่ชนกันอย่างประสานงา ไม่มีการแตกหรือร้าวหรือแม้แต่ไส้หลอดไฟก็ไม่ขาด เมื่อเห็นสภาพรถแล้ เถ้าแก่เจ้าของรถ ( มากับพรรคพวกนักเลงไร่อ้อย พก ๑๑ มม. มาคนละ ๑ กระบอก ) ก็ขอจ่ายค่าเสียหายให้ข้าพเจ้า ๒,๐๐๐ บาท ด้วยความเต็มใจอีก ทั้งยังถามว่าข้าพเจ้าและครอบครัวจะกลับผ่านมาทางนี้อีกเมื่อไร จะมารอส่งด้วย ซึ่งข้าพเจ้าก็บอกไป และตอนขากลับเขาก็มารอส่งข้าพเจ้ากันจริง ๆ
เรื่องที่ข้าพเจ้าประสบมานี้ ไม่น่าจะเป็นไปได้ในหลาย ๆ อย่าง อาทิเช่น รถวิ่งสวนกันด้วยความเร็ว และรถบรรทุกสิบล้อหักหลบมาชนแบบประสานงากับรถของข้าพเจ้าในระยะกระชั้นชิด ซึ่งแม้ข้าพเจ้าจะแก้ปัญหากระทันหันด้วยวิธีการดังกล่าว เพียงแต่ทำให้รถข้าพเจ้าช้าลงไปบ้างเท่านั้น แต่รถสิบล้อที่วิ่งมาชนหาได้ลดความเร็วลงไม่ และสิ่งที่เป็นพยานปรากฏแก่สายตาก็คือ บันไดรถสิบล้อขาดกระจุยและหัวรถของข้าพเจ้ามุดเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถบรรทุก จนต้องใช้แม่แรงยกรถบรรทุกขึ้นจึงจะสามารถเข็นรถของข้าพเจ้าออกได้ แต่ปรากฏว่า ทุกคนในรถของข้าพเจ้าปลอดภัย และรถของข้าพเจ้าก็มีสภาพปกติพร้อมที่จะวิ่งต่อไปได้ ( มีสีถลอกตรงฝากระโปรงนิดหน่อย ) อีกทั้งนักเลงบ้านไร่ซึ่งตามกิตติศัพท์ร่ำลือกันนักกันหนาว่าดุมาก กลับยินดีชดใช้ค่าเสียหายให้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม มิหนำซ้ำยังมาคอยส่งข้าพเจ้าตอนกลับเยี่ยงมิตรที่ดีอีกด้วย ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้วด้วยพระบารมีของหลวงพ่อฯและหลวงปู่สี เมตตาคุ้มครองภยันตรายต่าง ๆ ให้นั่นเอง
หลวงพ่อช่วยงานศพหลวงปู่สี
(โดย พล.อ.ต.มนูญ ชมพูทวีป)
เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๐ ข้าพเจ้าได้เข้าเรียนในโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ แต่ในวันหยุดก็ได้เดินทางกลับไปบ้านที่กองบิน ๔ ตาคลี นครสวรรค์ ทุกครั้ง และก็ได้ไปแวะเยี่ยมหลวงปู่สีที่กำลังอาพาธหนักอยู่เสมอ ๆ ในบางครั้งที่เจอ คุณหมอโอ๊ค ซึ่งเป็นนายแพทย์ของกองบิน ๔ ( ชื่อจริงข้าพเจ้าต้องขออภัยที่จำไม่ได้เพราะเรียกกันแต่หมอโอ๊คจนติดปาก ) มาคอยให้การเยียวยารักษาอยู่ และด้วยเหตุนี้จึงได้รู้และเห็นกับตาว่าคราวใดก็ตาม หากหลวงปู่สีไม่ยอมให้หมอฉีดยา แต่หมอก็จะฉีดให้ได้ เข็มฉีดยาก็จะต้องหักทุกครั้งไปเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง หมอโอ๊คเองก็หนักใจเพราะไม่สามารถจะรักษาได้ตามกระบวนการแพทย์ แต่ครั้นเมื่อหลวงปุ่สีมีอาการหนักมาก ท่านเจ้าอาวาสก็คลานเข้าไปสอบถามว่า
“ หากหลวงปุ่สีมรณภาพ จะให้ทางวัดจัดพิธีศพของหลวงปู่อย่างไร ”
ซึ่งหลวงปู่สีก็ได้ตอบให้ทุกคนในที่นั้นได้ยินกันอย่างทั่วถึงว่า
“ หากข้ามรณภาพเมื่อใด ท่านฤาษีลิงดำ จะมาเป็นผู้จัดการศพของข้าเอง ขอทุกคนอย่าได้เป็นห่วง ”
ต่อจากนั้นมาอีกไม่กี่วัน ข้าพเจ้าก็ได้รับทราบจาก พ.อ.อ.สัมฤทธิ์ กลั่นดี ว่าหลวงปู่สีได้มรณภาพเมื่อเวลาประมาณตีสาม และหลวงพ่อฯก็ได้มาถึงวัด เมื่อเวลาประมาณตีห้า โดยมิได้รับการติดต่อจากผู้ใดทั้งสิ้น ( ข้าพเจ้าต้องขออภัยอีกครั้งที่จำวันมรณภาพของหลวงปู่สีไม่ได้ ) และเมื่อหลวงพ่อฯมาถึงวัด ก็ได้สั่งการและอำนวยการให้เก็บศพหลวงปู่สีไว้ในโลงแก้ว ในสภาพเสมือนหนึ่งหลวงปู่สีนอนหลับสนิท มาจนตราบเท่าทุกวันนี้
และที่น่าอัศจรรย์ยิ่งคือ ร่างของหลวงปู่สีไม่เน่าเปื่อย อีกทั้งเล็บมือเล็บเท้าและผมก็งอกยาวออกมาเช่นบุคคลธรรมดาที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งทางวัดก็จะต้องเปิดโลงแก้วทุก ๆ ๑๕ วัน เพื่อปลงผมและตัดเล็บมือเล็บเท้าให้หลวงปู่สีตลอดมา หลวงปู่สีได้มรณภาพเมื่ออายุ ๑๒๖ ปี บัดนี้ ศพของท่านบรรจุอยุ่ในโลงแก้ววัดถ้ำเขาบุนนาค อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ หากท่านผู้ใดสนใจที่จะไปนมัสการกราบไหว้ก็ไปได้ตลอดเวลา
เรื่องที่ข้าพเจ้าเล่ามานี้ จะเห็นได้ว่าทั้งหลวงปู่สี และหลวงพ่อฯ จะต้องได้ญาณ และติดต่อกันได้ทางจิตมาโดยตลอด ซึ่งในทันทีที่หลวงปู่สิ้นลม หลวงพ่อก็รับทราบและเดินทางมาจัดการให้ได้ในทันที
ฯลฯ
*********
