โดย พ.ต.อ.อรรณพ กอวัฒนา
เก็บตก
เรื่องราวต่อไปนี้เป็นการเก็บตกหรือรวบรวมสารพันอันละเล็กอันละน้อย จากเรื่องต่าง ๆ ที่ได้เล่ามาแล้วข้างต้นนั่นเอง ซึ่งบางเรื่องก็ไม่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อฯท่านเลย แต่บางทีบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นได้เอ่ยชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งขึ้นมา หรือเล่าเรื่องใด ๆ ก็ตาม แล้วผมเผอิญได้ไปประสบพบเห็นสิ่งแปลก ๆ สนุก ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งเหล่านั้น จึงได้นำมาเล่าสู่กันฟัง กรุณาถือว่าเป็นของเก็บตกหรือส้มหล่นก็แล้วกันนะครับ
เสือหลวงพ่อปานฯ วัดบางเหี้ย
ตอนหนึ่งในเรื่องหลวงปู่สี ฉันทสิริ ที่ท่านพูดว่า
“ ปาน วัดบางเหี้ย นั่งเรือไม่ต้องแจว เรือวิ่งไปเอง ” นั้นเป็นเหตุจูงใจให้ผมอยากจะได้พบได้เจอะเจอพระเกจิอาจารย์ท่านนี้เป็นอย่างยิ่ง ระยะนั้นเป็นระยะที่เรากำลัง “ ตามล่าพระอาจารย์ ” ว่างั้นเถิด พระอาจารย์องค์ไหนที่ว่าเก่ง ๆ ก็จะพยายามไปหาข้อเท็จจริง ไปพิสูจน์เพื่อที่จะได้ทำตัวเป็นอีกาบอกข่าวไปกราบเรียนให้หลวงพ่อฯท่านทราบ เผื่อจะเกี่ยวเนื่องกับท่านจะได้ชวนหลวงพ่อฯให้พาไปนมัสการ จากการสืบเสาะจากท่านผู้รู้และจากหนังสือหนังหาที่เขาเขียนเล่าเอาไว้ จึงได้ทราบว่าหลวงพ่อปานฯวัดบางเหี้ย เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาก เครื่องรางของขลังของท่านที่โด่งดังเป็นพิเศษก็คือ เขี้ยวเสือที่ท่านแกะสลักเป็นรูปเสือตัวเล็ก ๆ ว่ากันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง ขนาดตกลงไปในน้ำถ้าเอาเหยื่อเช่นหมู ไปตก เสือที่แกะสลักนั้นก็จะคาบเหยื่อติดขึ้นมาทีเดียว แม่จ้าวโวย … อะไรจะปานนั้น ก็อย่างว่าแหละครับในสมัยนั้นผมชอบมากเรื่องฤทธิ์เดช สนุกยังกะเรื่องปลัดขิกของหลวงพ่ออี๋ฯ สัตหีบ ที่วิ่งตามเรือแม่ค้าปากจัด หรือเรื่องขรัวอีโต้ฯลอยน้ำเลยทีเดียว แต่จากการสืบเสาะในที่สุดก็ทราบว่าท่านมรณภาพไปนานแล้ว พอทราบเช่นนี้ความสนใจก็เลยหมดไปแม้แต่วัดบางเหี้ยก็ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน เมื่อไม่รู้แม้แต่วัดอยู่ที่ไหน ก็จบกัน ไม่สาวเรื่องและไม่ติดตามกันต่อไปอีก
ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๐ ผมย้ายไปรับราชการที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ สมัยนั้นท่าน พล.ต.ต.วัชชัย ภัยลี้ ผู้ช่วยผุ้บัญชาการตำรวจภูธร ๑ เป็นสารวัตรใหญ่ ผมเป็นสารวัตรสืบสวนสอบสวน โรงงานและบ้านจจัดสรรยังไม่ขึ้นเป็นดอกเห็ดเหมือนทุกวันนี้ การคมนาคมมีทางรถยนต์ คือ ถนนสายบางนา – ตราด ถนนเทพารักษ์ และถนนภายในตลาดบางพลีใหญ่เท่านั้น ในส่วนที่ติดกับถนนก็ไม่ใช่ว่าจะจอแจหมือนทุกวันนี้ เรียกได้เลยว่าเปลี่ยวมาก มีผู้คนอยู่เป็นหย่อม ๆ พ้นจากถนนใหญ่เข้าไปจะมีหมู่บ้านอยู่เป็นระยะห่าง ๆ กัน ราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวนา แต่ละหมู่บ้านไม่มีถนนมีแต่คลองและคันนา ชาวบ้านใช้เรือเป็นพาหนะหลัก ถ้าจำไม่ผิด คลองที่มีชื่อเรียกมีจำนวนถึง ๑๐๖ คลอง คลองเล็กคลองใหญ่เหล่านี้สามารถลัดเลาะไปได้เป็นใยแมงมุม โดยทิศเหนือไปได้ถึง อ.จรเข้น้อย อ.ลาดกระบัง อ.มีนบุรี ทิศตะวันออกแยงเหนือไปถึงบางปะกง และอ.บ้านโพธิ์ ( แปดริ้ว หรือ ฉะเชิงเทรา ) ทิศตะวันออก และตะวันตกเฉียงใต้ไปถึง ต.แพรกษา และต.บางปิ้ง อ.เมือง สมุทรปราการ และเป็นธรรมดาอยู่เองเมื่อมีคนดีก็ต้องมีคนร้าย แต่กลุ่มแก๊งค์คนร่ายที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าก็ไม่มีแก๊งค์ไหนเกินกลุ่มโจรทางน้ำที่ผมขอเรียกว่า “ สลัดน้ำจืด ” ซึ่งมีอยู่ ๒-๓ กลุ่ม และเป็นพันธมิตรกัน พวกนี้นอกจากจะมีความช่ำชองพื้นที่ทางน้ำทางเรือแล้วยังมีนายทุนระดับเจ้าของโรงสีตลอดจนกำนันผู้ใหญ่บ้านบางคนสนับสนุนอีกด้วย ทำให้มีความเข้มแข็งแม่น้อยและยากยิ่งในการปราบปราม
และต่อไปนี้เพื่อให้สามารถติดตามเรื่องได้โดยง่าย ผมจะขออนุญาตสมมติชื่อบุคคลเหล่านี้ให้เสียเลย จะได้ติดตามเรื่องได้โดยไม่สับสน ผมไม่กลัวมันหรอกแต่บางตัวยังไม่ตายเพียงแต่อยู่ในคุก ดังนั้นถ้าจะใช้ชื่อจริงก็เกรงว่าพวกมันจะรู้ไต๋ และวิธีการของผมมากกว่า และเพราะเชื่อว่าในไม่ช้าก็จะต้องเจอกันอีกจนได้ เนื่องจากอาชีพมันบังคับให้ต้องพบปะกันเสมอ แต่อยู่กันคนละข้างมาโดยตลอด และคิดว่าสำหรับในคราวนี้ ผมก็จะไม่เล่าวิธีการทั้งของคนร้ายและของผมให้ละเอียดนัก ความจริงพิมพ์เอาไว้แล้วครับแต่ในตอนนี้ถือว่าเรื่องของเรื่องมันยังไม่จบเด็ดขาด จึงควรเอาไว้ก่อน ( ท่านที่อยากรู้จริง ๆ ต้องรอไปงานศพของผม รับรองแจกแน่ เพราะผมได้สั่งการบุตรและภริยาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว )
สลัดน้ำจืดเหล่านี้มีแก๊งค์ใหญ่ ๆ อยู่ ๔ แก๊งค์ คือ แก๊งค์ไอ้เขียวฯ แก๊งค์ไอ้แดงฯ แก๊งค์ไอ้ขาวฯ และแก๊งค์ไอ้หนูผีฯ ไอ้เขียวฯนั้นเดิมเป็นหัวหน้าแก๊งค์ใหญ่ มีไอ้แดง ๆ เด็กรุ่นหลังเป็นมือขวา ต่อมาไอ้แดงฯ แยกตัวออกไปและกลับเป็นกลุ่มแก๊งค์โจรลูกทุ่งที่ดังกว่าครูโจร ( ครูโจรนะครับ ไม่ใช่ครูเพลง ) ต่อมาไอ้แดงไปฉุดลูกสาวผู้ใหญ่บ้านมาเป็นเมียน้อย ทีนี้เมียของผู้ใหญ่บ้านก็ดันเป็นพี่สาวของไอ้หนูผีฯรุ่นเก๋าอีกคนหนึ่ง ไอ้แดงฯกับไอ้หนูผีฯ ก็ต้องนับญาติกันไปโดยปริยาย โดยไอ้หนูผีฯรับหน้าเสื่อเป็นสายคอยสืบข่าวและส่งข่าวของทางราชการให้กับไอ้แดงฯ ตลอดจนรับติดต่อกับบรรดานายทุนที่ต้องการจะกำจัดคู่ต่อสู้ที่ขัดแย้งกันในเชิงการค้าเรียกว่ากินหัวคิวจากไอ้แดงฯอีกทอดหนึ่ง ในตอนที่ไอ้แดงฯกลังดังนั้น ไอ้เขียวฯ ซึ่งเป็นปรมาจารย์วางมือแล้วครับ แต่หูตาของมันยังแพรวพราวยังมีแหล่งข่าวเป็นตาสับปะรดอยู่ เรียกว่าใครเป็นใครไปทำอะไรที่ไหนไอ้เขียวฯจะต้องรู้เรื่องเป็นอย่างดี เพียงแต่เสือไม่กินเนื้อเสือกันเท่านั้น และไอ้แดงฯก็นับว่าเป็นลูกเสือที่ไอ้เขียวฯเคยฟูมฟักมาก่อน ที่ไอ้เขียวฯยังมีหูตาอยู่ภายหลังที่ผมคุ้นเคยกับมันแล้วจึงได้ทราบหลักการของมัน อันที่จริงก็เป็นหลักการเก่า แต่ก็ยังทันสมัยอยู่เสมอ คือไอ้เขียวฯจะไม่ยอมปล้นหรือห่าคนบ้านเดียวกันโดยไม่จำเป็น เรื่องปล้นนั้นยกให้ได้เลยว่ายังไง ๆ ไอ้เขียวฯก็ไม่ทำ แต่เรื่องฆ่าอาจจะมีถ้าคิดตรงกัน ยิ่งไปกว่านั้นในหมู่บ้านหรือละแวกใกล้วเคียงบ้านของมันชาวบ้านแทบจะเรยกได้ว่ารักมันเสียด้วย ทั้งนี้เพราะถ้าเป็นคนบ้านเดียวกันกับมันแล้วละก็ ไอ้เขียวฯจะอ่อนน้อม ยิ้มแย้มโอบอ้อมอารีมีมารยาทดีเสมอกับลูกบ้านของมัน แถมบางครั้งเมื่อปล้นคนบ้านอื่นมาได้มาก ๆ ไอ้เขียวฯจะซื้อของติดไม้ติดมือไปแจกชาวบ้านเดียวกับมันเสมอ ไม่ทราบว่ามันจะเอาอย่างโรบินฮู๊ดหรืออย่างไร และไม่ทราบว่าหลักการของโจรผุ้ดีเมืองอังกฤษไหงมาตรงกับหลักการของโจรลูกทุ่งอย่างไอ้เขียวฯไปได้ แต่ก็นับว่าเป็นหลักการที่ใช้ได้ผล อีกแก๊งหนึ่งคือแก๊งค์ไอ้ขาวฯ สำหรับไอ้ขาวฯนั้นผมค่อนข้างจะรู้จักมันน้อย ทราบแต่ว่ากำลังเป็นดาวรุ่งอยุ่เหมือนกันแต่อยู่ทางบางบ่อ ว่ากันว่าฝีมือของไอ้ขาวฯจะสะอาด นิ่มนวล และผุ้ดีกว่าแก๊งค์อื่น ๆ
ในช่วงระยะเวลาที่ผมรับราชการอยู่ที่ สภ.อ.บางพลี นั้น มีคดีปล้นและห่าโดยสลัดน้ำจืดเกิดขึ้นมาก แทบจะเรียกได้ว่าเป็นคดีประจำวัน ประจักษ์พยานที่เป็นชาวบ้านส่วนใหญ่ปากปิดสนิท มีไม่กี่คนที่ยอมบอกเล่า แต่ถ้าจะให้สอบสวนกันอย่างเป็นทางการแล้ว เมินเสียเถิดเพราะชาวบ้านไม่เชื่อว่าพวกผมจะให้ความคุ้มครองเขาได้ซึ่งผมก็เห็นใจเขา และยอมรับว่าตำรวจเราสมัยปัจจุบัน ยังเป็นเดือดเป็นร้อนแทนชาวบ้านน้อยเกินไปซึ่งเป็นเพราะองค์ประกอบอะไร ๆ หลายอย่างซึ่งผมไม่ขอกล่าว ณ ที่นี้ การไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านทำให้ผมสูญเสียเวลาและความเหนื่อยยากไปเปล่า ๆ หลายสิบคดี เรียกว่าเท่าที่พอจะสืบสวนได้ว่าใครเป็นใครแค่นั้นก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว เพราะว่าก่อนหน้านี้ตำรวจไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ผมก็ไม่เห็นหนทางที่จะว่ากันตรง ๆ ตามตัวบทกฎหมายอีกต่อไปแล้ว ลืมได้เลย แต่หนทางที่เลือกก็ไม่ใช่ว่าง่ายเพราะเราไม่รู้เขาเลย มีแต่เขาที่รู้เราตลอด ผมให้ลูกน้องไปตามไอ้เขียวฯมาพูดคุยเพื่อหว่านล้อมให้มันเป็นพวก มิฉะนั้นผมจะบีบ แหม ! อยากให้เห็นท่าทางของไอ้เขียวฯจริง ๆ มันก้มลงกราบ น้ำตาคลอนัยว่าตื้นตัสที่ทางราชการให้ความสำคัญและไว้เนื้อเชื่อใจมัน มันยินดีจะรับใช้ทุกอย่างอย่างสุดหัวใจ เจ้านายของผมนั้นหลงเลยครับขนาดหาปืนให้ไอ้เขียวฯเอาไว้ใช้เป็นเขี้ยวเล็บสำหรับในการช่วยเหลือราชการของมัน ไอ้เขียวฯจะไปมาหาสู่ไม่เคยขาด มีสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามประสาคนยากคนจนแต่ติดไม้ติดมือมาฝากไม่เคยขาด เมื่อเรือไอ้เขียวฯมาจอดที่ท่าน้ำบ้านผม เสียงเรือจะทำให้ผมต้องออกไปดูว่าใครมา พอไอ้เขียวฯเห็นผมทั้ง ๆ ที่ยังอยู่แต่ไกล ไอ้เขียวฯจะทรุดตัวลงนั่งพับเพียบกับพื้นถนนก้มลงกราบแต่ไกลเชียว ช่างนอบน้อมน่ารักเสียไม่มี แต่เมื่อเชื้อเชิญให้ขึ้นมาพูดคุยกันบนเรือนอย่างเป็นกิจจะลักษณะแล้ว ไอ้เขียวฯไม่เคยคืบหน้าในเรื่องการหาข่าวเลยครับ มันจะปฏิเสธและเลี่ยงความรับผิดชอบไปได้อย่างสวยสดทุกครั้ง เรียกว่าทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันรู้แต่ไม่ยอมบอก ก็ไม่สามารถทำอะไรกับมันได้ ต้องทนคบกับมันต่อไปโดยที่มันจะรู้เราตลอด มันรู้พวกโจรด้วยกันโดยตลอด แต่เราไม่เคยรู้อะไรจากมัน ผมงี้อยากจะกระทืบมันให้คาตีน แต่เพราะความที่มันฉลาดพูด มันจึงเอาตัวรอดไปได้ทุกครั้ง และทำให้ผมเกิดความท้อใจว่างานปราบโจรครั้งนี้ไม่มีทางสำเร็จ เพราะถ้ามองเผิน ๆ ผมอาจจะดูเหนือกว่ามันเพราะมันจะต้องพูดจาอ่อนน้อมกับผม เรียกผมว่าเจ้านายทุกคำ แต่ภายในผมรุ้ดีว่ามันนั่นแหละที่เหนือกว่าผม เขาเรียกว่า “ เหนือกว่าในเชิงนักเลง ” แม้ผมจะครุ่นคิดหาหนทางที่จะพลิกสถานการณ์ตลอดเวลา ดูเหมือนว่าเวลาและวารีไม่เคยเปิดโอกาสให้กับผมเลย จนกระทั่งในวันหนึ่งผมได้รับการยืนยันว่าก่อนหน้าที่ผมจะเรียกไอ้เขียวฯมาขอความร่วมมือนั้น ไอ้เขียวฯรู้ตัวก่อนแล้วไม่ทราบว่าข่าวรั่วได้อย่างไร นอกจากที่มันจะรู้ตัวล่วงหน้าแล้ว มันยังทราบประวัติของผมพอสังเขป แถมยังได้เคยมีการวางแผนมาดูตัวผมในงานของชาวบ้านแห่งหนึ่งที่ผมไปร่วมงานด้วยเป็นการล่วงหน้าอีกด้วย เรียกว่าไอ้นี่หัวเสธฯ หรือหัวหมอไม่เบา เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ทำให้ผมสามารถประเมินสถานการณ์ได้ถูกต้องขึ้น และท่ามกลางความเวิ้งว้างของความหมดหวังก็ยังเห็นช่องทางเล็ก ๆ คือ ทำให้พอจะมีแนวทางนิดหน่อยและทำให้ผมประเมินได้ว่า ไอ้เขียวฯนั้นแม้จะยังไม่มีความจริงใจให้กับผมแต่ความสนใจที่มันมีต่อผมเป็นพิเศษมากกว่านายตำรวจคนอื่น ๆ เป็นจุดอ่อนของมันที่ผมมองว่ามันเกรงบารมีผมอยู่บ้าง ซึ่งแค่นี้ก็เป็นการเพียงพอสำหรับผมแล้วที่จะดำเนินการตามแผนต่อไป เพราะในเรื่องของใจนักเลงแล้วถ้าอีกฝ่ายหนึ่งไม่เกรงบารมีเราแล้วก็หมดหนทางที่จะซื้อใจกันต่อไป สู้เก็บเสื้อผ้ากลับไปนอนกกลูกกกเมียให้สบายใจดีกว่า สรุปว่าผมมีหนทางที่จะเอาใจซื้อใจไอ้เขียวฯให้มาเป็นพวก แต่การดูใจซื้อใจกันต้องใช้เวลา แบบที่เรียกว่าสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ แต่ถ้ามัวรอเวลาและสถานการณ์ราษฎรของผมถูกปล้นถูกฆ่าทุกวันผมรอไม่ได้ ( จำจำต้องเร่งสถานการณ์เสียเอง ) ผมคิดว่างานของผมจะสำเร็จได้ก็โดยทำให้
- ไอ้เขียวฯบาดหมาง หรือ ขัดแย้งกับไอ้แดงฯ
- ชาวบ้านเกลียดไอ้แดงฯ
แต่ทำอย่างไรล่ะครับ ทั้ง ๒ ประเด็นนี้จึงจะเป็นจริงขึ้นมา ขอเว้นไม่กล่าวถึงวิธีการนะครับให้ทราบแต่เพียงหลักการ เอาเป็นว่าในที่สุดชาวบ้านก็เริ่มเกลียดไอ้แดงฯ เพราะไอ้แดงฯไม่เว้นที่จะปล้นชาวบ้านในละแวกหมู่บ้านขอตนเองอีกต่อไป ไอ้เขียวฯกับไอ้แดงฯก็ขัดแย้งกันจนไอ้แดงฯเข้ามาลอบยิงถูกไอ้เขียวฯขาเป๋ไปข้างหนึ่ง ทำให้ไอ้เขียวฯไม่ต้องใช้เวลาคิดนานอีกต่อไป และไม่มีทางเลือกทางอื่น จำเป็นที่จะต้องเลือกผม ( พอขาเป๋ด้วยกันแล้ว เข้ากันได้ดีเชียวครับ ) เมื่อชนะใจไอ้เขียวฯได้ซิง ๆ ทีนี้ข่าวโจรผมไม่ต้องเคี่ยวเข็ญติดตาม ไอ้เขียวจะรายงานให้ทราบทุกระยะ ใครเป็นใครประวัติอย่างไรไปปล้นไปฆ่าใครที่ไหน ไม่ต้องถาม ไอ้เขียวฯเล่าเอง ก็ไอ้เขียวฯจะไม่รู้ได้อย่างไรในเมื่อมันนั่นแหละที่เป็นหัวหน้าใหญ่ เมื่อเหนือกว่าในเรื่องการข่าวและการปกครอง ทีนี้ผมก็สบายสามารถสอยพวกของไอ้แดงฯร่วงผล็อย ๆ เป็นใบไม้ร่วง และไอ้แดงฯ ก็แทบจะหมดอิทธิพลอย่างสิ้นเชิงในเขตการปกครองของผม แต่ขึ้นชื่อว่าไอ้เสือฯไม่ใช่ม้าหรือหมานี่ครับ ไอ้แดงฯกลับไปสร้างอิทธิพลรอบนอกแถว อ.บางบ่อ กับ อ.ลาดกระบัง เรียกว่าฐานในอ่อนแต่ฐานนอกยังแข็งและมีแนวร่วมไม่น้อย เฉพาะที่ อ.ลาดกระบัง ไอ้แดงฯได้ไอ้ผู้ใหญ่บ้านโจรกับไอ้สารวัตรใหญ่โจรสนับสนุน ที่อ.บางบ่อ สารวัตรใหญ่เป็นรุ่นพี่ของผมซึ่งท่านก็เกรงใจทั้ง ๒ ฝ่าย คือฝ่ายโจรแกก็ไม่อยากยุ่ง ฝ่ายปราบโจรแกก็ไม่อยากยุ่ง วางตัวเป็นกลาง ใครให้เงินก็เอาไม่ขัดคนให้ ตำรวจแบบนี้มีเยอะ แต่ก็เรียกว่ายังได้อาศัยมากกว่าที่ กิ่งอ.จรเข้น้อย ( ลาดกระบัง ) สำหรับฝ่ายผมเมื่อได้ไอ้เขียวฯมาเป็นพวกทั้งกายและใจแล้วก็เรียกได้ว่าฐานในเราแข็ง เมื่อฐานในแข็งเสียแล้ว เราก็สามารถขยายฐานออกไปรอบนอกด้วยวิธีเดียวกัน อิทธิพลของไอ้แดงฯกับพวกก็หดสั้นลง ๆ ในที่สุดไอ้ขาวฯ บางบ่อก็เริ่มเดือดร้อน สมองโจรของมันคงจะคิดเช่นเดียวกันกับผม คือ เมื่อก่อนมันได้ไอ้เขียวฯเป็นพันธมิตรมันสามารถอยู่สุขสบาย พอไอ้เขียวฯกลับกลายมาเป็นพันธมิตรกับผม พวกมันก็เดือดร้อน ยิ่งมีข่าวที่เจตนากระพือออกไปว่าผมกับไอ้เขียวฯแน่นแฟ้นกันขนาดกำลังจะเป็นทองแผ่นเดียวกัน กลุ่มไอ้แดงฯ กับไอ้ขาวฯ รวมทั้งไอ้หนูผีฯ ระส่ำระสายไปเลย ( ไอ้เขียวฯ มีลูกสาวสวยครับ กำลังรุ่นกะเตาะสิบห้าหยก ๆ สิบหกหย่อน ๆ ไอ้ผมก็เช้าถึงเย็นถึง เอาลูกเป็ดไปให้ไอ้เขียวฯเลี้ยงเป็นไซต์ลายน์ อาหารสัตว์ผลก็ส่งเสียให้ อะไรขาดเหลือผมก็ดูแล ไอ้เขียวฯเองผมก็เรียกว่าพ่อเขียวฯ เมียไอ้เขียวฯผมก็เรียกแม่ทุกคำ ไอ้เขียวฯกับนังเมียพูดยกย่องผมเสมอว่าผมนั้นน่าจะมีอะไร ๆ ดี ๆ อยู่ในตัว เพราะก่อนหน้านั้นไอ้เขียวฯชัวร์มากเลยว่าไอ้แดงฯ ไม่มีวันที่จะกล้ามาวัดรอยเท้าเสือของมัน แต่ผมได้ทำนายและท้าพนันกับไอ้เขียวฯไปว่าวันหนึ่งและเร็ว ๆ นี้ไอ้แดงฯ จะต้องคิดฆ่าไอ้เขียวฯแน่นอน แต่ไอ้เขียวฯจะไม่ตายและอาจจะพิการเหมือนกับผม และก็เป็นไปตามนั้นจริง ๆ ซึ่งไม่ทราบว่าอะไรทำให้ผมพูดทำนายไปเช่นนั้น แถมยังแม่นราวกะตาเห็นแน่ะครับ แบบนี้ถ้าไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ซึ่งไอ้เขียวก็เช่นกันมันต้องยอมซูฮกผม ยิ่งไปกว่านั้นพอตกเย็นชาวบ้านชาวช่องที่นั่งเรือผ่านบ้านของไอ้เขียวฯจะเห็นอีนกฯลูกสาวไอ้เขียวนั่งอยุ่ที่หัวบันไดท่าน้ำที่บ้านทุกวัน ชะเง้อชะแง้กระสับกระส่ายเหมือนกับจะรอคอยคนรัก เมื่อถูกถามอีนกฯก็ว่ามันนั่งคอยผม เมื่อผมไปถึงบ้านไอ้เขียวฯอีนกฯก็จะรื่นเริงเป็นพิเศษหัวร่อต่อกระซิกระริกระรี้ ข่าวนี้จึงเชื่อถือได้ว่า ในไม่ช้าไอ้เขียวฯคงจะได้เป็นพ่อตาของผมแน่ ๆ แต่ความจริงแล้วเรื่องนี้มันมีความจริงที่เป็นความลับซ่อนเร้นอยู่ ประเดี๋ยวจึงจะขยายความให้ฟังในตอนนี้ติดตามอ่านเรื่องแก๊งโจรสลัดน้ำจืดไปก่อน เรื่องอีนกฯลูกสาวแสนสวยของไอ้เขียวฯ เอาไว้ก่อน เดี๋ยวมาน่าไม่ลืมหรอกครับ )
ฝ่ายผมซึ่งมีไอ้เขียวฯเป็นพันธมิตรทำสงครามกับไอ้แดงฯซึ่งมีไอ้ขาวฯกับไอ้หนูผีฯเป็นพันธมิตรอย่างไม่เลิกรา เรียกว่าตาต่อตา ฟันต่อฟัน และเหงือกต่อเหงือก มันปล้นฆ่าพวกผม ผมปล้นฆ่าพวกมัน เอ๊ย ! ไม่ใช่ ผมตามล่าตามจับพวกมันต่างหาก แหม ! พูดเพลินไปหน่อย ผมเป็นตำรวจจะไปทำอย่างนั้นได้อย่างไร ยิงกันไปยิงกันมาไล่ล่ากันเหมือนหนังไทย ตำรวจที่เคยซุกหัวเอาแต่นอนหลับทับหน้าที่จนหลังเป็นกระดานก็เริ่มตื่นตัว มือดี ๆ ทั้งจากโรงพักของผมเองและในละแวกใกล้เคียงมาอยู่กับผมหมด ฐานอำนาจของผมแน่นแฟ้นแข็งเปรี๊ยะแต่ก็ยังล้มแก๊งโจรไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่วิสามัญไปแล้ว ( นับสิบราย ) อย่างมากก็เป็นลูกน้องและมือตีนของพวกมันเท่านั้น ตัวหัวหน้ายังไม่ได้แอ้มมัน แต่ก็เรียกว่าเราเริ่มเป็นฝ่ายรุกแล้ว ในที่สุดไอ้ขาวฯก็อดรนทนไม่ได้ มันเริ่มต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจังกับผม ในทางบ้านเมืองเริ่มมีการร้องเรียนผมกับพวกว่า ตำรวจปฏิบัติการหฤโหด ฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ แต่ไอ้ขาวฯช้ากว่าผมเป็นศตวรรษ เพราะผมได้เข้าพบและรายงานนายระดับสูง ๆ ให้ทราบความเป็นไปเกี่ยวกับแผนการต่าง ๆ ที่จะล้มแก๊งโจรเอาไว้ก่อนแล้วและได้รายงานให้ท่านทราบความคืบหน้าอย่างลับ ๆ ทุกระยะ อัยการจังหวัดมารับประทานอาหารที่บ้านของผมทุกอาทิตย์ ผมก็จะสอดแทรกสถานการณ์โจรในพื้นที่ให้ท่านได้รับความจริงอยู่ตลอดเวลา ( สมัยนั้นการวิสามัญฆาตกรรมไม่ต้องมีการไต่สวนมูลฟ้อง แค่พนักงานอัยการมาร่วมในการชันสูตรพลิกศพและเซ็นชื่อให้ก็จบแล้ว ) ในท้องที่ อ.บางพลี มีร้านอาหารอร่อย ๆ อยู่หลายร้าน คณะท่านผู้พิพากษามักจะมารับประทานอาหารกลางวันกันบ่อย ๆ ผมก็จะไปร่วมและดูแลอย่างใกล้ชิด ท่านหัวหน้าศาลจึงได้ทราบเหตุการณ์เป็นอย่างดีจากผมล่วงหน้าเสมอว่าอะไรเป็นอะไร ท่านนายอำเภอนั้นไม่ต้องพูดถึง ทุกเย็นท่านจะรับประทานอาหารอยู่ที่บ้านของผมและได้รู้เห็นการกระทำของผมทุกขั้นตอนไม่ต้องเล่าให้เสียเวลาจนท่านไว้วางใจ ได้มอบการปกครองและดูแลกำนันผู้ใหญ่บ้านและ อ.ส.ให้กับผมอย่างไม่เป็นทางการ สารวัตรใหญ่ของผมท่านมีฐานะดี ค่าใช้จ่ายในการปราบโจรท่านเป็นผู้รับภาระทั้งหมด เรื่องรีดไถก็ไม่มีเลย ทำให้ชาวบ้านนิยมนับถือและเป็นที่เชื่อถือของผู้หลักผู้ใหญ่ พูดคำไหนคำนั้น แบบนี้แล้วอะไรจะเหลือ หนังสือร้องเรียนเป็นบัตรสนเท่ห์จึงมาอยู่ในมือของผมหมด มีเวลาเตรียมการต่อสู้และแก้ไขและได้มีโอกาสพินิจพิจารณาจนพบว่าหนังสือร้องเรียนเหล่านี้มาจากแหล่งที่เดียวกัน ผู้เขียนมีการศึกษาสูงพอสมควร เขียนมีหลักเกณฑ์แต่ที่น่าสงสัยก็คือทำไมจึงรู้เรื่องโจรได้ดีนักราวกับเป็นดจรเสียเอง ซึ่งก็ไม่น่าเป็นไปได้อีกที่โจรลูกทุ่งจะมีการศึกษาถึงระดับนี้ได้ ซึ่งผมก็เก็บความสงสัยนี้เอาไว้มาโดยตลอด การตามล้างตามล่าระหว่างผมกับแก๊งโจรดำเนินเรื่อยมา ระยะนั้นเองก็มีเรื่องฮือฮาเกิดขึ้น กล่าวคือ พวกเราตำรวจกระสากลิ่นเสือ ได้ข่าวว่า ไอ้ขาวฯจะข้ามถิ่นเข้ามาปล้นในเขต จึงได้จัดเวรไปดักซุ่มฯ ผมไปซุ่มรออยู่หลายวันเสียเลือดให้ยุงกินเป็นขวดไอ้ขาวฯก็ไม่มาเสียเลือดให้ผม จึงสับเปลี่ยนให้อีกชุดหนึ่งซุ่มต่อไป พอผมกลับไอ้ขาวฯก็เข้าปล้น ก็เหมือนหนังไทยอีกเช่นเคย วิ่งไล่ล่ากันด้วยเรือหางยาว เล่ากันว่าไอ้ขาวฯยืนซิ่งเรือหางยาวหนีตำรวจราวกับขับรถแข่งฟอร์มูล่าวัน การขับเรือหางยาวนั้น ถ้าขับซิกแซกแล้วต้องยืนขับจึงจะคล่องตัว แต่มีจุดอ่อนตรงที่ว่าเป็นเป้าให้ฝ่ายติดตามยิงถูกได้โดยง่าย ปรากฏว่าตำรวจยิงไอ้ขาวฯด้วยเอ็ม ๑๖ เป็นชุด กระสุนถูกเข้าที่กลางหลังเสื้อที่สวมใส่อยู่ขาดกระจุยกระจาย ไอ้ขาวฯหัวทิ่มฯคาลำเรือที่เสือกหัวเกยอยู่ที่พงอ้อข้างคลอง ตำรวจพากันร้องไชโยโห่หิ้วลั่นคลองราวกับมีงานบวชนาค แต่แล้วก็ต้องเหวอรับประทาน หลังจากหลงดีใจอยู่ได้ไม่ถึงนาที เพราะปรากฏว่าไอ้ขาวฯลุกขึ้นมาได้ขับเรือหนีต่อไปอีก ส่วนตำรวจมัวแต่ดีใจจึงดับเครื่องเรือ ซึ่งกว่าจะสตาร์ทเครื่องเรือติดไอ้ขาวฯก็ไปลิบโลกแล้ว และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ทำให้ตำรวจตกใจเสียขวัญไม่ยอมตามกันต่อไปอีก นายตำรวจที่ไปด้วยเล่าว่าได้หยุดเรือดูจุดที่ไอ้ขาวฯถูกยิง เห็นมีแต่เศษผ้าจากเสื้อลอยน้ำอยู่ ไม่มีร่องรอยโลหิตแม้แต่น้อย ได้เก็บเอาเศษเสื้อมาเป็นประจักษ์พยานด้วย ข่าวไอ้ขาวฯหนังเหนียวแพร่สพัดออกไปอย่างรวดเร็วราวกับเพลี้ยลงไร่ลงนา ลือไปลือมาไอ้ขาวฯแทบจะเหาะหนีตำรวจไปได้ และเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตำรวจชุดของผมท้อแท้พอควร ผมก็ได้พยายมปลุกปลอบให้ขวัญกำลังใจไปตามเรื่องตามราวโดยได้ทำพิธีตัดไม้ข่มนาม และพิธีโองการแช่งน้ำโดยเอาน้ำไปเจิมลูกกระสุนปืนแล้วแช่งชักหักกระดูกขอให้ผู้ที่ประพฤติชั่วแต่มีเครื่องรางของขลังศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองหนังยุ่ย ปรากฏว่าก็ได้ผลครับ คือ ลูกกระสุนปืนของผมหายหมดบ้าน ได้ความว่าลูกน้องมาขโมยไปหมด ก็จะเอาไปใช้ปราบโจรน่ะครับ ความจริงไม่ต้องขโมยไม่ต้องขอก็จะให้ แต่ไม่ทราบว่าเขถือเคล็ดอะไรว่าไม่ขลัง ต้องขโมยจึงจะขลัง และก็เป็นเรื่องตลกแต่ไม่ขำและหัวเราะไม่ออกครับ วิธีขโมยก็แปลกคือปีนขึ้นมาบนบ้านผมในตอนดึก ครั้นพอผมกระแอมเตือนเขาก็ร้องบอกเสียงดัง ๆ ว่า เขาชื่ออะไรและบอกด้วยว่าเข้ามาขโมยลูกปืนครับ แล้วก็ไม่ได้เข้ามาขโมยพร้อม ๆ กันนะครับ ผลัดกันเข้ามาเอา ผมเลยไม่ต้องนอนทั้งคืน รายหลัง ๆ ผมจึงเอามาไว้ที่ชานเรือนเลยครับ พอได้ยินเสียงกุกกัก ก็บอกไปดัง ๆ เลยว่า ลูกปืนวางไว้ที่ชานบ้าน ตามสบยนะ เขาก็ไม่ตอบอะไรได้ยินแต่เสียงหัวเราะกันคิกคัก ๆ เฮ้อ ชาวเอ๋ยชาวบ้าน แต่ก็น่ารักดีนะครับขโมยแบบนี้ ก็เป็นอันว่าไล่ล่ากันต่อไปแต่ก็ไม่ได้ตัวซักที แต่แล้วในที่สุด ไอ้ขาวฯก็สิ้นชื่อครับ มาติดสายไฟดักที่หลังบ้านไอ้เขียวฯ มือขวากำสายไฟ มือซ้ายกำเอ็ม ๑๖ อยู่ในมือ เรียกว่าปลาใหญ่ตายน้ำตื้นครับ ตรงที่ไอ้ขาวฯมาตายน้ำตื้นจริง ๆ ครับ น้ำแค่เอวเท่านั้น ชื้น ๆ เปียก ๆ แบบนั้นโดนสายไฟแรงสูงอะไรจะไปเหลือ เมื่อได้รับรายงานผมก็นำหมอจากโรงพยาบาลไปด้วย เมื่อคณะของผมไปถึงไอ้ขาวฯกำลังจะขาดใจตาย พอผมเห็นหน้าไอ้ขาวฯก็ตกใจ ปรากฏว่าไอ้ขาวฯ เป็นคนคนเดียวกับครูขาว ครูชั้นโทโรงเรียนประชาบาลแห่งหนึ่งในเขต อ.บางบ่อที่ผมเคยรู้จักมาก่อน เคยสังเกตว่าเป็นครูที่หัวคิดออกจะทันสมัยเอียงซ้ายนิด ๆ หน้าตาดีเรียกว่ารูปหล่อ ท่าทางดีแต่งเนื้อแต่งตัวทันสมัยตัดผมเผ้าสะอาดเรียบร้อย ไหงกลายร่างเป็นโจรไปได้ ก่อนสิ้นใจหายใจประงาบ ๆ ไอ้ขาวฯขอขมาผม รับสารภาพอยู่ในอ้อมแขนของผมว่ามันคือไอ้เสือขาวฯที่ผมต้องการตัวนั่นเอง ที่มันต้องเป็นโจรนั้นเป็นเรื่องยาวแต่ไม่มีโอกาสเล่าให้ผมฟัง หนังสือร้องเรียนนั้นมันนั่นเองที่เป็นคนรจนาส่งไป ตอนที่มันสารภาพทั้งพ่อแม่พี่น้องของมันก็ล้อมรอบอยู่ มันให้ผมถอดสายสร้อยทองคำออกมาจากคอของมัน สายสร้อยนั้นมันให้แม่แต่เครื่องรางของขลังมันยกให้ผม มันเล่าว่าเป็นของปู่ให้มัน เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ที่มันถูกยิงหลายครั้งแต่ไม่เข้าก็เพราะสิ่งนี้ ของสิ่งนั้นก็คือ “ เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ” นั่นเอง จบเรื่องไอ้ขาวฯแล้วครับ อะไรนะ ยังไม่จบ อ๋อ ! ยังไม่จบ ยังค้างเรื่องลูกสาวไอ้เขียวฯที่คนเขาลือกันว่าเป็นเมียน้อยของผมน่ะหรือครับ ความจริงมีอยู่ว่า อีนกฯลูกสาวไอ้เขียวฯมันไม่มีอะไรกับผมหรอกครับ มันผูกสมัครรักใคร่อยู่กับไอ้พรฯวัยรุ่นคราวเดียวกันลูกน้องอยู่ในบ้านไอ้เขียวฯ นั่นเอง และลักลอบได้เสียกันไปแล้ว มีอยู่วันหนึ่งผมบังเอิญไปพบความลับอันนี้เข้าโดยบังเอิญที่เพิงเลี้ยงเป็ดชายทุ่งหลังบ้านไอ้เขียวฯ ซึ่งทั้งสองขอร้องให้ผมปกปิดความลับนี้ให้ด้วยไม่งั้นไอ้เขียวฯเอาตายแน่ เพราะฉะนั้นที่อีนกฯตั้งตารอคอยผมราวกับเป็นคนรักของมัน เพราะว่าเมื่อผมไปถึงบ้านไอ้เขียวฯ ๆ ก็จะต้องหาข้าวหาปลาสุราอาหารมาต้อนรับขับสู้และก็จะต้องใช้ให้สองคนนี้ไปซื้อหา แต่ของที่ผมต้องการและเรียกหาให้ไอ้เขียวฯใช้คนไปซื้อหาให้นั้น ผมได้ซื้อติดเรือมาก่อนแล้ว และได้แวะเอาซุกไว้ข้าง ๆ เพิงวิมานของไอ้พรฯกับอีนกฯก่อนที่จะเข้าไปในบ้าน พอผมเรียกจะเอา ไอ้เขียวฯก็ต้องใช้อีนกฯกับไอ้พรฯนั่นแหละให้เอาเรือไปซื้อ มันสองคนก็มีโอกาสออกไปจู๋จี๋กันที่วิมานเล้าเป็ดนั่นเอง กะเวลาพอสมควรแล้วก็หิ้วของกลับบ้านทำทีว่าไปซื้อมาจากตลาด ก็เท่านั้นเอง อีนกฯจึงระริกนักเวลาที่ผมไปที่บ้านพ่อของมันเรียกว่าคอยเฝ้าเชียวแหละแต่ไม่ได้รอจะริริกกับผมหรอกครับ มันรอจะระริกกับไอ้พรฯต่างหาก ทีนี้จบแน่ล่ะครับ อ้าว ! ๆ ยังไม่จบ อ๋อ ! ให้ต่ออีกนิดก็ได้ครับ ต่อมาเมื่อได้เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ยมาเป็นสมบัติแล้วผมก็ออกสืบหาแหล่งที่มาในที่สุดก็ได้ความว่าเดิม อ.บางบ่อนี้เขาเรียกกันว่าบางเหี้ยครับ เพราะฉะนั้นวัดบางเหี้ยก็คือวัดบางบ่อ อยู่ไม่ไกลจากโรงพักบางบ่อหรอกครับ สมัยก่อนต้องนั่งเรือไป สมัยนี้รถยนต์เข้าถึงแล้วและแถวนี้ตัวเหี้ยก็เยอะจริง ๆ สมกับชื่อบางนี้ เพราะเป็นที่ราบลุ่มเหมาะที่จะเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ชนิดนี้จริง ๆ ต่อมามีคนหัวใสซึ่งเดิมประกอบอาชีพเป็นหมองูจับงูขายส่งไต้หวันก็ได้เสริมอาชีพจับเหี้ยขายด้วยครับ เพราะหนังของมันราคาสูงมาก นัยว่าร่ำรวยไปเลยทีเดียว และเนื้อเค็มที่ตากแห้งเรียกกันว่าเนื้อแดดเดียวตามร้านอาหารป่าดัง ๆ สมัยนั้นที่ว่าเป็นเนื้อชั้นดีราคาแพงนั้น ไม่ใช่เนื้อวัวหรอกครับ ส่วนใหญ่เป็นเนื้อเหี้ยจากบางบ่อนี่เอง ชื่อบางเหี้ยนี่ฟังไม่เป็นมงคลนายอำเภอท่านหนึ่งจึงคิดเปลี่ยน เผอิญขณะนั้นชาวบ้านขุดดินขายให้เขาเอาไปถมที่ บ่อดินที่ขุดเอาเนื้อดินไปแล้วจึงนำมาใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลา เกิดเป็นตำนานปลาสลิดบางบ่อมาทุกวันนี้ เมื่อมีบ่อขุดจำนวนมากมาย นายอำเภอท่านนั้น จึงเอามาตั้งเป็นชื่อใหม่ไปเสียเลยพ้นเคราะห์ไปที ส่วนท้องที่ใกล้เคียงกันเดิมชื่อเดียวกันแต่อยู่ในเขต อ.ลาดกระบัง กทม. ก็ถูกเรียกใหม่ให้เพี้ยนไปว่า จระเข้น้อย อันว่าจระเข้ตัวเล็ก ๆ หรือ จระเข้น้อยก็คือ ไอ้ตัวพรรค์อย่างว่านี่แหละครับไม่ใช่อื่น และไม่ได้แปลว่ามีจระเข้อยู่ไม่มาก ส่วนตำบลจระเข้ในเขต อ.บางพลี กทม.เขามีจระเข้น้อย บางพลีก็เลยต้องมีจระเข้ใหญ่เพื่อยืนยันว่าเป็นจระเข้จริง ๆ นะ ไม่ใช่จระเข้แบบที่ลาดกระบัง อะไรทำนองนี้ โรงพักจระเข้ใหญ่เมื่อก่อนเป็นดรงพักเล็กนิดเดียวจะไปก็ต้องไปทางเรือ เดี๋ยวนี้โรงพักใหญ่โตบ้านเมืองก็เจริญขึ้นมากไม่รู้ว่าใครเป็นใครไปแล้ว ใครที่ผ่านไปทางนั้นและแวะเที่ยว จะเอ่ยอ้างว่าเป็นพวกของผมก็ไม่ขัดข้องนะครับ คนเก่า ๆ จะกุลีกุจอต้อนรับทีเดียวเชียว ที่บางพลีนี้ยังมีหลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน ว่ากันว่าเป็นองค์พี่ของหลวงพ่อโสธรนะครับ วันดีคืนดีจู่ ๆ ปูนที่ปั้นเป็นรูปองค์หลวงพ่อก็เกิดนิ่มขึ้นมาเสียเฉย ๆ เหมือนกับเนื้อคน คือไม่ใช่นิ่มอย่างเดียวแต่ยืดหยุ่นได้ เขาจึงเรียกชื่อท่าน “ หลวงพ่อโต เนื้อนิ่ม ” ถึงปีจะมีงานเทศกาล “ โยนบัว ” เขาจะเอาหลวงพ่อขึ้นเรือแห่ไปตามคลอง ชาวบ้านจะเตรียมดอกบัวไว้นมัสการ โดยเมื่อเรือที่อัญเชิญหลวงพ่อผ่านไปก็จะโยนบัวขึ้นไปบนเรือหลวงพ่อสูงเป็นภูเขาเลากา น่าชื่นใจความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนไทยเราจริง ๆ นอกจากนั้นที่บางพลีก็ยังมีหลวงพ่อเผือก วัดกิ่งแก้ว ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ดังไม่รู้เรื่อง วัดอยู่ที่ถนนสายที่แยกจากสายบางนา – ตราด บริเวณ ก.ม.ที่ ๑๒ ตัดออก อ.ประเวศ นั่นแหละครับ
อ้อ สำหรับกลุ่มแก๊งสลัดน้ำจืดต่อมาก็ถูกอัปเปหิเข้าไปอยู่ในคุกในตะรางกันหมด ไอ้แดงฯโดนเข้าไปราว ๆ ๑๒๐ ปี ต่อมาทำซ่าแหกคุกออกมาแล้วก็โดนจับอีก ไอ้เขียวฯกรรมเก่าสนองโดนคดีปล้นเก่า ๆ ที่แปดริ้ว ติดคุกราว ๆ ๖๐ ปี ไอ้หนูผีฯก็หมดน้ำยาเหลือแต่ขนมจีนจืดไม่เป็นท่า ส่วนผม ย้ายไปชมแสงสีที่พัทยา ครับ
ความจริงเรื่องราวต่าง ๆ ที่อ.บางพลี ที่ผมประสบมายังมีอีกหลายเรื่องที่คิดว่าสนุก แต่กลัวว่าหนังสือเล่มนี้จะพิมพ์ไม่เสร็จทันเวลา เอาไว้รวมเล่มในหนังสือแจกงานศพของผมก็แล้วกัน ที่ว่าสนุกเพราะเป็นเรื่องที่แปลกแต่จริง เช่น เรื่องเสือสะอิ้ง พ่วงรอด มือปืนพันศพจากเพชรบุรี ที่ใช้ผ้าถุงแม่เป็นเครื่องรางของขลัง แต่มาโดนผมพิชิต ( จับเป็น ) ที่นั่น มีเรื่องการทดลองเครื่องรางแขกอิสลามกับเครื่องรางของพวกเราชาวพุทธ มีเรื่องบ่อนแตกที่บ่อนไก่ของพี่มาลัย วัดกิ่งแก้ว ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะเชื่อมโยงไปถึงเกี่ยวพันไปกันถึงเรื่องไอ้เสือต้อย บึงกระโดน หรือ ต้อยใหญ่ มือปืนร้อยศพที่โดนผมพิชิตอีกเช่นกัน ( จับตาย ) , ตี๋ใหญ่ ( คนนี้คนอื่นจับครับ ) และคนอื่น ๆ เรื่องอื่น ๆ ซึ่งคงจะต้องรอเอาไว้รวมกันในคราวเดียว ใครอายุมากแล้วอยู่ไม่ถึงงานของผมก็ขออภัยด้วยนะขอรับพระเดชพระคุณ
*********
