Posted in

อิทธิฤทธิ์ หรือ ความบังเอิญ: ๑๓. แถมพก – แม่ทัพแขนด้วน

โดย พ.ต.อ.อรรณพ กอวัฒนา

แถมพก

            เรื่องราวในตอนแถมพกนี้ ขอเรียนว่าเป็นการเขียนถึงหลวงปู่คำแสนใหญ่ หรือ พระครูสุคันธศีล แห่งวัดสวนดอก , หลวงปู่ครูบาวงศ์ฯ หรือ พระครูใบฎีกาชัยยะวงศา แห่งวัดพระพุทธบาทห้วย(ข้าว)ต้ม ราชากะเหรี่ยง , หลวงปู่ครูบาธรรมชัย แห่งวัดทุ่งหลวง , หลวงปู่แหวน สุจิณโน แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง , หลวงปู่บุดดา ถาวโร และพระอาจารย์โกวิน แห่งสำนักสงฆ์ไผ่รื่นรมย์ ในแบบมวยหมู่เลยครับ ไม่เช่นนั้น หนังสือเล่มนี้จะยาวเกินไปจนต้องแบ่งเป็นเล่ม ๑ เล่ม ๒ ไม่ทันกินครับ เพราะในปี พ.ศ.๒๕๓๕ นี้ ผมจะต้องเขียนให้จบ ๑ เล่ม ตามที่ได้รับปากเอาไว้กับหลวงพ่อฯ ให้จงได้ เรื่องยาว ๆ เอาไว้คราวหน้าครับ คราวนี้จะเอาสั้น ๆ ที่พอจะนึกออกและเกี่ยวโยงสัมพันธ์กับเรื่องในตอนก่อน ๆ ที่ได้เล่าไปแล้ว

            มวยหมู่เรื่องแรกก็คือเรื่องของ “ หลวงปู่คำแสนใหญ่ ” แห่งวัดสวนดอก *** อันว่าวัดสวนดอกนี้ก็คือ พระอารามหลวงซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนทางขึ้นดอยสุเทพนั่นเอง อยู่ไม่ห่างจากเชิงดอยเท่าใดนัก ที่วัดนี้มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ศักดิ์สิทธิ์ มีพระพุทธลักษณะสวยงดงามมาก มีศาลาหลังใหญ่ศิลปะล้านนาลวดลายติดกระจกที่ท่านครูบาศรีวิชัยสร้างเอาไว้ ดูงดงามแบบเรียบง่าย มีพระเจดีย์หรือสถูปบรรจุอัฐิของครูบาศรีวิชัยตนบุญแห่งลานนาไทยสถิตย์อยู่ และเคยมีหลวงปู่คำแสนใหญ่ที่คนทั่วไปติดใจในยิ้มบริสุทธิ์ของท่านจนให้สมญาว่าเป็น “ ยิ้มพระอรหันต์ ” นั่นเอง

            หลวงปู่ฯ เป็นพระสุปฏิปันโนอีกองค์หนึ่งที่หลวงพ่อฯได้บัญชาให้ผมไปขอสังฆาฏิของท่านเพื่อนำมาแจกจ่ายในงานครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดของหลวงปู่ปาน ( วัดบางนมโค ) ในวันที่ผมไปปฏิบัติภารกิจนี้ไม่ได้นัดหมายกับท่านมาก่อน แต่ก็โชคดีที่ในวันนั้นไม่มีโยมไปรบกวนหลวงปู่ฯเลย ภารกิจดังกล่าวที่หลวงพ่อฯมอบหมายจึงสำเร็จเสร็จสิ้นไปอย่างรวดเร็วง่ายดายปราศจากอุปสรรคขัดข้องใด ๆ ทั้งปวง และเมื่อภารกิจดังกล่าวเสร็จสิ้นลงแล้วผมก็จะลากลับ แต่หลวงปู่ฯก็ได้เรียกเอาไว้ก่อน ท่านลุกขึ้นไปหยิบรูปหล่อเหมือนของท่านมาให้ผม ๑ องค์ ผมกราบเรียนว่าผมมีเงินติดตัวมาไม่มาก ต้องเก็บเอาไว้ใช้ในการเดินทางเพราะยังมีภารกิจอื่น ๆ ที่จะต้องไปทำให้หลวงพ่อฯ ต่อไปอีกจึงมีไม่พอจะถวายเป็นค่าพระ ขอติดเอาไว้ก่อน งวดหน้าจึงจะนำมาถวายใช้คืน ท่านบอกว่าไม่ต้องใช้ท่านให้ฟรี เมื่อผมรับเอาไว้แล้วท่านคาพระอยู่ในมือของผม เล่านิทานให้ผมฟัง ๑ เรื่อง ชื่อว่า “ แม่ทัพแขนด้วน ” โดยท่านคามือถือองค์พระอยู่อย่างนั้นกระทั่งได้เล่าจนจบแล้วจึงได้ปล่อยพระออกจากมือให้ผมรับไป หลวงปู่ฯ เล่าว่า

( ขออนุญาตเรียบเรียงใหม่ให้เป็นภาษาไทยภาคกลาง )

            ครั้งหนึ่ง ตฑา กาเล นานมาแล้ว ยังมีเมืองอยู่ ๒ เมือง นับเป็นเมืองพี่กับเมืองน้อง ด้วยเจริญสัมพันธไมตรีเอื้ออารีย์กันด้วยดีมาโดยตลอด กษัตริย์ผู้ครองเมืองทั้งสองก็ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม ปวงประชาทั้งสองนคราไปมาหาสู่สมานฉันท์สามัคคีต่างจึงอยู่ดีกินดีไม่มีทุกข์ แบ่งปันความสุขกันถ้วนทั่ว ครั้นกาลเวลาล่วงเลยมาไม่ช้าไม่นานสองปิยะกษัตริย์ก็ถึงกาลชราภาพ ราชบุตรราชธิดาต่างก็อภิเษกสมรสเป็นทองแผ่นเดียวกันสร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงแก่สองนครยิ่งขึ้นไปอีก แต่ครั้นพอถึงยุคปลายรัชสมัยไม่อาจจะทรงว่าราชการได้กระชับกระฉับกระเฉงเฉกเช่นเมื่อครั้งยังทรงอยู่ในวัยฉกรรจ์ ราชการเมือง การค้า การสัมพันธไมตรีนานัปการส่วนใหญ่จจึงตกในปกครองของสองพระมเหสีเป็นที่ตั้ง เมื่อสองหญิงขึ้นครองเมือง วาระที่เคยรุ่งเรือก็พลันทรุด ด้วยยื้อยุดแก่งแย่งรังแกแลเอารัดผลัดกันเอาเปรียบ และในที่สุดเมืองพี่เมืองน้องก็กลับกลายเป็นเมืองศัตรูคู่อาฆาตประกาศสงครามเป็นยามไม่สงบ สองเมืองผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะแต่ไม่ละอบายมุข เกิดผู้แกร่งกล้าผลัดกันกอบกู้เอกราชมาโดยตลอด เป็นตำนานทหารกล้าแต่การค้าไม่เอาไหน เมืองเล็กเมืองน้อยในละแวกใกล้เคียงและที่อยู่ห่างไกลกลับกลายเป็นเจริญกว่าเพราะไม่บ้าทำสงคราม จนในวันหนึ่งเมืองน้องกล้าแข็งกว่าส่งแม่ทัพมาท้ารบท้าพนันเสี่ยงเอาบ้านเอาเมืองกัน แม่ทัพที่ส่งมาท้ารบก็เก่งกาจกล้าแข็งมีฝีมือในการรบยากที่ใครจะสู้ได้ เมืองพี่ก็ไม่ย่อท้อเพียรเสาะแสวงค้นคว้าหาผู้แกร่งและเก่งกล้าที่อาจจะมาสัปยุทธฉุดชัยชนะมาสู่เมืองตน จนได้มาพบประสบพระฤาษีมุนีน้อย มีฤทธานุภาพอันเก่งกาจอาจปกครองได้ทั้งสามโลก อาสาเข้าต่อสู้กับแม่ทัพของเมืองน้องที่กำลังลำพองร้องท้าทายอยู่ในสนามรบ ด้วยจะสยบเมืองพี่นี้ไม่ยาก อันว่าพระฤาษีมุนีน้อยแม้จะมีฤทธิ์สามารถสะกิดให้โลกสะเทือนได้โดยง่าย แต่กลับใช้สติปัญญาแปลงกายาเป็นชายแขนด้วน แต่งองค์ทรงเครื่องเป็นแม่ทัพสติเฟื่องออกไปรบ ”

( ตอนที่หลวงปู่ฯท่านเล่าเรื่องนี้ ท่านว่าเป็นโคลงกลอนภาไทยลานนา นะครับ ฟังไพเราะคล้องจองกันมาก แต่ผมไม่อาจจำได้จึงได้นำมาเขียนใหม่ให้เป็นภาษากลาง โดยพยายามจะเลียนแบบ แต่ดันออกมาเป็นยี่เกข้างถนนเลยครับ ได้แต่ความหมายเท่านั้นที่ครบถ้วน )

            หลวงปู่ฯเล่าคาเรื่องไว้แค่นี้ แล้วก็กลับสอบถามผมว่ารู้ไหมว่าทำไมพระฤาษีน้อยจึงแปลงร่างเป็นคนพิการ เป็นแม่ทัพแขนด้วนออกไปรบกับแม่ทัพของอีกฝ่ายหนึ่ง ผมตอบว่าไม่ทราบครับ ตอนนั้นยอมรับครับว่า งง เอามาก ๆ แม้เชื่อว่าน่าจะมีความนัยแฝงอยู่ แต่ขณะนั้นเดาไม่ออกว่าที่ท่านมาเล่านิทานเรื่องนี้ให้ผมฟังนั้นมีวัตถุประสงค์อะไร ผมจับต้นชนปลายไม่ถูก หลวงปู่ฯท่านเห็นผมยัง งง ยังไม่เข้าใจ ท่านก็กรุณาอธิบายต่อไปอีกว่า เป็นการเอาสติปัญญาเข้าต่อสู้กับการถูกกดขี่ข่มเหงรังแกโดยไม่ต้องเสียชีวิตและเลือดเนื้อ เพราะพอมีแม่ทัพแขนด้วนออกไปสู้รบด้วย แทนที่แม่ทัพของอีกฝ่ายจะเห็นว่าเป็นการง่ายที่จะเอาชนะ กลับต้องคิดอย่างหนัก โดยมีเหตุผลหลายประการ ดังนี้

  • น่าสงสัยเหลือเกินว่าทำไมจึงเอาคนแขนด้วนมาเป็นแม่ทัพ อาจเป็นกลอุบายก็ได้ หรือ มิฉะนั้นเมืองหรือสิ่งที่ใช้เป็นเดิมพันในการรบนั้น ไม่มีคุณค่าพอ ( เมืองที่ปกครองและที่รบกันเพราะผู้หญิง )
  • ชนะคนพิการไม่ทำให้มีชื่อเสียง กลับจะถูกกล่าวหาว่ารังแกคนพิการ
  • ถ้าแพ้ยุ่งเลยครับ เพราะจะต้องอับอายมาก เนื่องจากแพ้คนพิการ รู้ถึงไหน อายถึงนั่น

แล้วในที่สุด แม่ทัพแขนดีก็ตัดสินใจกรีฑาทัพกลับครับ เลิกรบ หลวงปู่ฯท่านเน้นว่า คนฉลาดจะเอาชนะด้วยสติปัญญา ไม่เอาชนะด้วยกำลัง เลือดเนื้อของผู้อื่น เข้าใจนะ

            พอหลวงปู่ฯเล่าเรื่อง และกรุณาอรรถาธิบายให้เสร็จสิ้นจนหมดสงสัยแล้ว ผมรู้สึกตื้นตันและสะอื้นในอกเลยครับ ทั้งนี้เพราะนิทานที่ว่านี้ หลวงปู่ฯ ได้นำมาเล่าเพื่อเตือนสติให้กับผมเป็นการเฉพาะตัว เพราะในขณะนั้น ผมมีความแค้นแน่นในหัวอกด้วยเรื่องส่วนตัวในครอบครัวผมเอง เป็นเรื่องที่ลูกผู้ชายที่ยังเป็นปุถุชนคนไหนก็ไม่ทน ผมคิดเอาไว้ในใจแล้วว่า เมื่อผมปฏิบัติภารกิจที่หลวงพ่อฯ บัญชาให้เสร็จสิ้นแล้ว ก็จะเป็นรายการล้างบัญชีแค้นระหว่างผมกับไอ้และอีสัตว์นรกทั้งหลายที่มันรวมหัวกันย่ำยีผมจนยับเยิน จะไม่มีใครหรืออะไรมาขัดขวางผมได้ แต่ครั้นพอได้ฟังหลวงปู่ฯเล่านิทานเรื่องแม่ทัพแขนด้วนผมก็ได้สติ คู่กรณีของผมเป็นแค่ “ แม่ทัพแขนด้วน ” ผมชนะโลกก็จะหมิ่นผมว่ารังแกคนพิการ ผมแพ้ยิ่งแย่ใหญ่ โลกจะเย้ยหยันว่าแพ้คนพิการ ไม่ได้ดีทั้งขึ้นทั้งล่อง สาธุ… ผมก้มลงกราบหลวงปู่ที่แทบเท้า น้ำตาไหลพราก อาการคั่งแค้นที่อัดแน่นอยู่ในใจรินออกมาพร้อมกับน้ำตาจนหมดสิ้น จิตโปร่งโล่งอกโล่งใจบังเกิดเป็นปีติท่วมท้น หลวงปู่ฯจูงผมเดินกลับมาที่กุฏีของท่าน กุลีกุจอสั่งพระเณรให้เอาน้ำชากาแฟขนมข้าวต้มมาเลี้ยงดู เมื่อได้ของแล้วสั่งพระเณรและคนอื่น ๆ ให้ออกไปให้หมด ท่านย้ำถามผมอีกว่า เข้าใจแล้วใช่ไหม เมื่อเห็นผมพยักหน้ารับคำว่าครับ  หลวงปู่ก็หัวเราะ ฮา ฮา ฮา ตามสไตล์ของท่าน ย้ำว่าให้เจริญพรหมวิหาร ๔ ให้ยึดหลักอภัยทานไว้ให้ดี อภัยทานนั้นเป็นทานที่ให้อานิสงค์สูงสุด และไม่มีทานอื่นใดมาเปรียบได้ แต่ทำใจให้กันยากเหลือเกิน

            นิทานของหลวงปู่ฯ ทำให้ผมเลิกล้มความตั้งใจที่จะฆ่าล้างโคตรคู่แค้นของผม กลับใจหันมาตั้งท่าอภัยทานลูกเดียว ทำได้มากบ้าง น้อยบ้าง แต่ก็พยายามทำมาโดยตลอด จึงรอดมาทุกวันนี้

            นิทานเรื่องนี้ฟังแล้วก็ไม่เห็นสนุกตรงไหน แต่ที่น่าแปลกก็คือ ความในใจของผมที่คิดจะทำลายล้างคู่อาฆาตให้แหลกราน โดยไม่ได้คำนึงถึงกฎหมายบ้านเมืองหรือแม้แต่กฎแห่งกรรมก็ไม่นำพา ถือเอาตัวเองเป็นพญายมราช คิดจะตัดสินเรื่องบาปบุญคุณโทษเสียเองโดยไม่มีผู้ใดแต่งตั้ง นั้น เป็นความในใจที่ไม่เคยแย้มพรายให้ใครทราบมาก่อน การตระเตรียมการก็ได้กระทำอย่างลับ ๆ ไม่เปิดเผย ผู้คนที่จะให้ช่วยกระทำการก็ทราบแต่เพียงว่าให้เตรียมตัวจะมีงานให้ทำเท่านั้น บางท่านอาจจะท้วงว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ผมว่าไม่ใช่บังเอิญเพราะเมื่อผมสงบใจได้แล้ว หลวงปู่ฯท่านได้กล่าวตำหนิออกมาตรง ๆ เลยว่าที่คิดจะไปฆ่าเขา ( ระบุเลยว่าเป็นใคร ) นั้นไม่ดี อย่าไปทำ ที่หลวงปู่ฯเห็นแล้วเขาน่าสงสาร เขาลงอเวจีมหานรกแน่ ๆ อยู่แล้ว อย่าให้เขาจูงลงไปด้วย เหมือนถูกคนพิการท้ารบ ก็รบด้วย ท่านอธิบายอีกว่า ฤาษีที่แปลงร่างเป็นแม่ทัพแขนด้วนนั้นมีปัญญาเป็นเลิศ แต่แม่ทัพของอีกฝ่ายหนึ่งที่ยอมเลิกทัพก็มีปัญญาเป็นเลิศเช่นเดียวกัน เพราะเกิดปัญญาเห็นว่าการทำลายล้างกันนั้นไม่เป็นคุณ ไม่เป็นสาระ แหม ! น่าเสียดายนะครับที่หนังสือเล่มนี้ช้าไปหน่อย ถ้าพิมพ์ออกมาก่อน อาจจไม่มีกรณีพฤษภาฯทมิฬก็ได้

            หลวงปู่คำแสนฯใหญ่แห่งวัดสวนดอก เป็นพระสุปฏิปันโนที่มีอาวุโสสุดในเรื่องวัยวุฒิในขณะนั้น ซึ่งหลวงพ่อฯได้พาพวกเราไปนมัสการ ( หลวงปู่สีฯ นั้นวัยวุฒิสูงสุด แต่หลวงพ่อฯไม่ได้นำไปนมัสการอย่างเป็นกลุ่มก้อน ) ในงานศพของหลวงปู่ทืมฯที่วัดจามเทวีที่หลวงพ่อฯของพวกเราเป็นแม่งานใหญ่และได้มีทั้งพระทั้งผ้าขาวทั้งพวกเราและชาวบ้านชาวกะเหรี่ยงไปร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ก้ได้เห็นกันถ้วนทั่วทุกตัวคนว่า หลวงปู่ฯคำแสนใหญ่นั้นได้แสดงคารวะ และให้ความเคารพยกย่องต่อหลวงพ่อของพวกเรามากมายอย่างไรบ้าง ถ้าหลวงพ่อฯไม่มีของจริง ไม่ใช่พระจริงพระแท้ พระระดับหลวงปู่ฯคงไม่เสวนาด้วยหรอกครับ และในงานศพดังกล่าว หลวงปู่ฯท่านเดินตามหาผมให้ขวั่กไป เมื่อได้พบแล้ว ท่านก็ล้วงของออกมาจากย่ามมอบให้ผม ปรากฎว่าเป็นเส้นเกศาที่ผมได้เคยขอและเรียนท่านว่าอยากจะสร้างพระเครื่องประเภทมวยหมู่สักรุ่นหนึ่งคือในองค์พระจะมีเส้นเกศาและสังฆาฏิของพระสุปฏิปันโนทุกองค์ที่ผมรู้จักและเคยไปนมัสการมาผสมอยู่ ท่านก็สงเคราะห์ให้ แต่จนป่านนี้แล้ว ก็ยังไม่ได้สร้างเลยครับ คิดว่าจะเป็นภารกิจต่อจากหนังสือเล่มนี้แน่นอน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *