Posted in

อิทธิฤทธิ์ หรือ ความบังเอิญ: ๑๔. แถมพก-วัวหำคด

โดย พ.ต.อ.อรรณพ กอวัฒนา

            มวยหมู่องค์ต่อไปคือ ครูบาชัยยะวงศา แห่งวัดพระพุทธบาทห้วย(ข้าว)ต้ม ต.นาเลียง อ.ลี้ จ.ลำพูน ประวัติหลวงปู่ฯและความเป็นมาผมคงจะไม่เขียนให้ยืดยาวเหยียด ดังนั้นผมจึงจะเขียนเฉพาะที่หนังสือเล่มดังกล่าวไม่ได้เขียนเอาไว้ และที่สำคัญคือเรื่องไอ้ “ วัวหำคด ” ที่ได้อ้างค้างเอาไว้ในตอนก่อนหน้านี้ ก็จะนำมาเล่าในตอนนี้แหละครับ

            ถ้าพวกเราสังเกต จะพบว่าศิษย์สายครูบาเจ้าศรีวิชัย มักจะพบวิบากกรรมเฉกเช่นครูบาอาจารย์ของท่านหลายองค์ เช่นท่านครูบาอภิชัยปี ถูกบังคับจับสึกแต่ใจท่านไม่ยอมสึกตามไปด้วยยังคงถือวัตรปฏิบัติเช่นเดียวกับพระภิกษุสงฆ์เพียงแต่นุ่งขาวห่มขาวเกิดเป็นศัพท์ใหม่ที่ชาวบ้านเรียกกันเองว่า ผ้าขาว หลวงปู่ครูบาวงศ์ฯก็เช่นกัน ถูกบังคับจับสึกต้องเป็นผ้าขาววงศ์ฯอยู่ถึง ๔ ปี อธิกรณ์ที่ตั้งก็ตั้งกันไปโดยกลุ่มของเสือเหลืองที่เรืองอำนาจอยู่ในพุทธจักรสมัยนั้นซึ่งดูเหมือนจะพากเพียรเหลือเกินในอันที่จะสึกพระที่เป็นพระแท้ พระปฏิบัติ พระพัฒนา ให้จงได้ อธิกรณ์ส่วนใหญ่มักจะกล่าวหาเหมือน ๆ กันอยู่ข้อหนึ่งก็คือ “ ซ่องสุม ” ผู้คน ถ้าเป็นสมัยนี้หลวงพ่อฯคงแย่เลยครับ เพราะซ่องสุมผู้คนเป็นแสน ๆ ป่านนี้ต้องคอยแก้อธิกรณ์กันอย่างเดียวให้กลุ้มไป ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว ( อธิกรณ์นั้นก็เหมือนกับข้อกล่าวหา ซึ่งจะต้องมีการบรรยายเหมือนกับการบรรยายคำฟ้องคดีต่อศาลนั่นแหละครับ ป แต่ถ้าลองไปอ่านข้อความที่เขาบรรยายในอธิกรณ์ที่ตั้งฟ้องครูบาเจ้าศรีวิชัยดู เราจะรู้สึกว่าเป็นตลกร้ายทีเดียวแหละครับ คำบรรยายฟ้องนั้นเหมือกับคนร่างฟ้องนั้นฟ้องตนเองว่าไม่มีคุณสมบัติที่ดีวิเศษเฉกเช่นครูบาเจ้าศรีวิชัย จึงอิจฉาริษยาจนเนื้อตัวสั่นต้องเอามาฟ้อง เช่น ฟ้องว่าครูบาเจ้าทำตัวเป็นผู้วิเศษ เวลาเดินทางไม่ใช้เท้าเดินไปเช่นเดียวกับที่ผู้อื่นกระทำ แต่ได้ใช้วิธีเหินไป ( เหิน เป็นอาการเคลื่อนไหวอย่างหนึ่งซึ่งใกล้เคียงกับเหาะ แต่เป็นการเหาะแบบเรี่ย ๆ พื้นดินนั่นเอง ) เราลองมาพิจารณาศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวเหนือที่กระทำกันให้เราท่านเห็นอยุ่เนื่อง ๆ ก็คือ ถ้าพระภิกษุสงฆ์องค์ไหนที่เขาเชื่อถือศรัทธาผ่านมา ชายก็จะทอดกายลงสอนบนทาง หญิงก็จะสยายมวยผมสลัดออกปูบนทางรองบาทพระคุณเจ้า ผู้คนเป็นหมื่น ๆ ทำเช่นนี้ไม่ว่าครูบาเจ้าฯจะไปทางไหน ทีนี้หลังคนนั้นมันไม่เรียบการเดินย่ำไปนั้นดีไม่ดีคนเดินนั่นแหละไม่เกินห้าก้าวสิบก้าวไม่ปากก็หัวแตก ซึ่งเป็นการลำบากไม่สะดวกและท่านก็คงไม่อยากที่จะเหยียบย่ำลงไปจริง ๆ แต่เพื่อเป็นการฉลองศรัทธา และเมื่อท่านสามารถเหินได้ท่านก็เลยเหินเรี่ย ๆ พื้นพอให้พ้น ไม่ได้ตั้งใจจะโชว์หรอกครับ แต่พวกขี้อิจฉาดันไปตั้งอธิกรณ์นั้นก็ไม่ได้ถกเถียงกันว่าเหินได้จริงหรือไม่จริง แต่รับกันว่าได้เหินจริงและเหินได้จริงเพียงแต่จะผิดพระวินัยหรือไม่เท่านั้น และในที่สุดท่านก็ให้ยกอธิกรณ์นั้นเสีย สาธุ … ยังโชคดีที่พระผู้ใหญ่ท่านไม่เชื่อเปรตสอพลอ

            ย้อนมาเรื่องหลวงปู่ครูบาวงศ์ฯ สมัยที่ผมเป็นผู้บังคับหมวด ตชด.อยู่ที่ กก.ตชด.เขต ๕ ค่ายดารารัศมี ( พตท.เขต ๕ คือ พลเรือน ทหาร ตำรวจ ) รายงานว่าพบพระสงฆ์องค์หนึ่งสงสัยว่าน่าจะเป็นบุคคลต่างชาติอำพรางตนเป็นพระ ซ่องสุมพวกกะเหรี่ยงจำนวนมากอยู่ที่ อ.ลี้ มีการปลุกระดมกันทุกคืน สร้างหอประชุมไว้ใหญ่โตมาก หอประชุมก็สงสัยว่าน่าจะเป็นไม้เถื่อนให้ส่ง ตชด. ไปสืบสวน ถ้าพบการกระทำผิดให้จับกุมคุมขัง และให้ดำเนินคดีโดยเฉียบขาด พระองค์นี้ก็คือหลวงปู่ครูบางวงศ์ฯนั่นเอง เพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งได้รับมอบหมายมาหารือกับผม ผมจึงแนะนำให้ปลอมตัวเป็นชาวบ้านไปดูเหตุการณ์อย่าเพิ่งทำอะไรให้มันบุ่มบ่ามเดี๋ยวจะพลาดลงนรก มันก็เชื่อครับ พอมันกลับมามันก็ด่าพ่อล่อแม่คนสั่งเสียลั่นค่าย ใส่ไม่ทันนับคะแนนให้ไปเลยครับ มันเล่าว่าพอตกค่ำ พระองค์นั้นก็นำกะเหรี่ยงทั้งหมู่บ้านนับได้เป็นพัน ๆ คนล้นห้อง ประชุมสวดมนต์ทำวัตรเย็น แล้วก็เทศน์เป็นภาษากะเหรี่ยง ( ที่รู้เพราะได้นำกะเหรี่ยงแหล่งข่าวติดตามไปด้วย ) เทศน์จบแล้วก็สอนกรรมฐาน กะเหรี่ยงนั่งหลับตาภาวนานับลูกประคำกันเป็นทิวแถว มันโวยวายว่าไอ้จระเข้น้อย มารดางู ! หาว่าพระท่านซ่องสุมผู้คนก่อการร้าย กูไม่เคยพบเคยเห็น ผู้คนมากมายศรัทธาในพระศาสนาออกอย่างนี้ ห้องประชุมที่มันรายงานมาที่แท้เป็นศาลาฟังธรรมว่ะ ยาวตั้ง ๑๐๐ เมตรอย่างนั้นยังไม่พอบรรจุผู้คนล้นออกไปนอกศาลามากกว่าที่ได้อยู่ข้างในเสียอีกบานเบอะ ไอ้ฉิบหาไม่เจอ เกือบทำกูลงนรกไปแล้ว ไม่ถ่งไม้เถื่อนกูไม่สนใจแล้ว ท่านไม่ได้ตัดเองนี่หว่าซื้อบ้างกะเหรี่ยงตัดมาถวายบ้าย กูไปอยู่ ๗ วันแถทบลงแดงตาย มันแดกผักกันทั้งบ้านทั้งเมือง ขี้งี้เขียวปี๋เลยกู ถ้าท่านจะสร้างเพิ่มเติมอีกคราวนี้กูจะไปตัดให้เองมึงคอยดู ไอ้เพื่อนผมคนนี้ ปกติมันไม่ค่อยจะเข้าวัดเข้าวาหรอกครับ ก็เหมือนกับผมในสมัยนั้นส่วนใหญ่ก็จะไปแค่ใกล้ ๆ กำแพงก็พอแล้ว ไม่เว้นวันพระวันโกน แต่ไม่ใช่กำแพงวัดครับ เป็นกำแพงดิน ระยำจริง ๆ พวกผมนี่

            เป็นอันว่าหลวงปู่ครูบาวงศ์นั้นก็รอดจากการถูกจับสึกเป็นครั้งที่สอง ส่วนเพื่อนของผมนั้นเองก็รอดจากนรกไปเส้นยาแดงผ่าแปด

            มีอยู่ครั้งหนึ่งที่คณะของเราไปแจกสิ่งของและเครื่องรางของขลังเพื่อเป็นกำลังใจให้กับนักรบชายแดน ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหารหรือพลเรือน ขากลับเราแวะรับหลวงปู่ครูบาวงศ์ฯเดินทางมาดดยรถบัสคันเดียวกัน หลวงปู่ฯท่านรื่นเริงมาก เดี๋ยวก็เดินไปนั่งคุยกับคนนั้นคนโน้นไม่ได้หยุด ผมนั้นกำลังเคร่งขรึมเพราะพอใกล้จะถึงบ้านก็เหมือนใกล้ถึงนรก ซึ่งที่จริงแล้วนรกมันอยู่ในใจของผมนั่นเอง ผมกำลังคิดจะเปลี่ยนภริยาใหม่ครับ เป็นผู้หญิงใหม่ที่สวยสด การศึกษาดี มีทรัพย์สมบัติและยินยอมพร้อมใจกับผมทุกอย่าง กำลังรอคอยคำตอบจากผม ขอเพียงให้ผมตอบเธอว่าตกลงเท่านั้นผมก็จะพ้นจากนรกขุมเก่าทันที ( ไปลงนรกขุมใหม่ ) หลวงปู่ฯท่านได้เดินมานั่งข้าง ๆ ผม ถามว่าคืนนี้จะค้างที่บ้านสายลมหรือเปล่า ผมตอบปฏิเสธ ท่านมองหน้าผมแล้วก็พูดขึ้นมาดัง ๆ ท่ามกลางคนหมู่มากที่กำลังสนใจอยู่ว่า รู้จัก “ วัวหำคด ” ไหม? ผมส่ายหน้าว่าไม่รู้จักท่านก็อธิบายทันทีว่า วัวหนุ่มกำลังคึกคะนอง แต่โชคมันร้ายมันเกิดมาหำคดจึงทับตัวเมียไม่สำเร็จ ทำให้มันคลุ้มคลั่งเป็นบ้าเป็นบอไป ผมนึกในใจ เอ๊ะ ! นี่ท่านกำลังด่าผมอยู่หรือเปล่านะเนี่ย หลวงปู่ฯซึ่งกำลังจ้องหน้าผมอย่างเอาจริงเอาจังพยักหน้ารับแต่ไม่ได้พูด เป็นอันรู้กันสองคนว่าท่านกำลังว่าผม ท่านว่าอีกว่า วัวมันโง่ไม่มีความคิดไม่รู้จักแก้ไข เราเป็นคนใช้หัวสมองแก้ไขได้ คืนนี้อยู่นวดให้หลวงปู่ฯหลวงพ่อฯที่บ้านสายลมจะดีกว่านะ ผมก้มหน้านิ่งอึ้งไป ในที่สุดก็ตอบท่านไปว่า ไม่หรอกครับหลวงปู่ฯวันหลังผมจะนวดให้ แต่หลวงปู่ฯไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ ที่หลวงปู่ฯเตือนนั้นผมเข้าใจ ผมคิดได้แล้วและจะรีบไปแก้ไขปัญหาด้วยหัวสมอง หลวงปู่ฯท่านเอามือจับศีรษะผมแล้วภาวนาให้ศีลห็พรยาวเหยียดขนาดผมที่นั่งฟังยังเหนื่อยแทน เสร็จแล้วท่านก็เป่าพรวดบอกว่า เอ้า ! ดีแล้ว ไปได้ ไปสู้กับเขาได้แล้วทีนี้ และผมก็สามารถรอดพ้นจากบ่วงกรรมไปได้อีกครั้งหนึ่งเพราะไอ้วัวหำคดตัวนั้นนั่นเอง

            หลวงปู่ครูบาวงศ์ฯ นับเป็นพระสุปฏิปันโนที่อ่อนอาวุโสในเรื่องวัยวุฒิที่สุดเท่าที่พวกเราได้พบมา แต่แปลกนะครับเราเรียกหลวงปู่ฯว่าหลวงปู่ฯ แต่กลับเรียกหลวงพ่อฯซึ่งวัยวุฒิสูงกว่าว่าหลวงพ่อฯ หลวงปู่ฯกับหลวงปู่ทืมฯนับว่าเป็นพระที่สนิทสนมกันมาก เมื่อหลวงปู่ทืมได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูปลัดฯ ในท่านเจ้าคุณราชเจ้าอาวาสวัดจามเทวีได้ขอตำแหน่งพระครูใบฎีกาให้กับหลวงปู่วงศ์ฯด้วย ไปไหนก็มักจะไปด้วยกัน ทำอะไรก็มักจะคิดร่วมกัน ทำร่วมกันมาโดยตลอด ส่วนใหญ่หลวงปู่ทืมฯคิดแต่ให้หลวงปู่วงศ์ทำ เพราะหลวงปู่ทืมฯไม่แข็งแรง ส่วนหลวงปู่วงศ์ โน่น ! พบกันคราวใด มักจะเห็นอยู่บนนั่งร้านหรือไม่ก็บนหลังคา ไม่ศาลาก็โบสถ์ ลงมือสร้างเองมุงเองเสร็จถาวรวัตถุในพระศาสนา หลวงพ่อฯของพวกเราก็ไม่เบานะครับ สมัยก่อนโน้นที่ท่านเล่าว่าติดตามหลวงพ่อปานฯไปสร้างถาวรวัตถุในพระศาสนาตามที่ต่าง ๆ สมัยโบราณ ท่านลงไม้ลงมือไสไม้เทปูนมุงหลังคาเป็นช่างไปในตัว ลงมือเองครับไม่ใช่เพียงแค่คุมช่างหรือสั่งการ สมัยที่ผมยังบวชและปฏิบัติอยู่กับหลวงพ่อฯ ๆ ก็จะลงมาคุมการก่อสร้างทุกวันไม่เคยขาด ถ้าไม่มีกิจสำคัญอย่างอื่น ท่านคุมไปสั่งงานการก่อสร้างไปแล้วก็เล่าเรื่องเก่า ๆ ขำ ๆ เกี่ยวกับการก่อสร้าง และการก่อสร้างหรือตระเตรียมการงานเต่าง ๆ กว่าจะได้แค่คืบแค่ศอกก็แทบจะหืดขึ้นคอ ปัจจัยกว่าจะได้สักบาทสักสลึงไม่ใช่ว่าจะได้มาง่าย ๆ ต้องตะลอน ๆ ไปตามที่ต่าง ๆ อย่างเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดและการสร้างของหลวงพ่อฯนั้น จะยึดหลักดังนี้

  • ราคาถูกที่สุด
  • คุณภาพดีที่สุด ( ไม่เฉพาะเรื่องความมั่นคงแข็งแรงเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงความสวยงามและความเป็นระเบียบถูกแบบแผนด้วย )
  • รวดเร็วที่สุด ( และต้องทันเวลาด้วย )
  • จ่ายเงินตามเวลาที่นัดไว้
  • มีของแถม

เฉพาะ ๔ ข้อแรกก็ต้องนับว่ายอดเยี่ยมทำได้ยากแล้ว แต่ข้อ ๕ นี่ซิครับจึงจะนับว่า น่าทึ่ง ในความสามารถของหลวงพ่อฯเป็นที่สุด การพูดคุยและเจรจาระหว่างนายช่างผู้รับเหมากับหลวงพ่อฯเสมอ ๆ ซึ่งทุกครั้งดูเหมือนหลวงพ่อฯจะต้องกลายเป็นผู้คอยแนะนำและชี้ช่อง หรือวิธีการในการก่อสร้างที่จะให้บังเกิดผลตามที่ได้กล่าวเอาไว้ใน ๓ ข้อแรกเสมอ ๆ และเทคนิคที่หลวงพ่อฯแนะนำให้กับผู้รับเหมามักจะเป็นสิ่งที่เขาไม่คาดคิดมาก่อน บางเรื่องเหมือนเส้นผมบังภูเขาซึ่งเมื่อเขาได้ไตร่ตรองดูแล้วก็มักจะพบว่าถ้าทำตามหลวงพ่อฯแล้วงานของเขาก็จะง่ายเข้า เร็วขึ้น แถมต้นทุนก็จะลดลง ทำให้เขามีกำไรมากกว่าเท่าที่เคยประมาณการมา เขาจึงอดไม่ได้ที่จะต้องเสนอการก่อสร้างเพิ่มขึ้นให้ฟรี ๆ เป็นของแถมให้กับหลวงพ่อฯเสมอ ๆ นี่แหละผมถึงว่ามี ของแถม

      เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผมได้เล่ามาทั้งหมดในตอน “ แถมพก ” นี้ จำเป็นจะต้องยุติลงเป็นการชั่วคราวเพียงเท่านี้ก่อน ในส่วนที่ยังไม่ได้เขียนแต่ขอผลัดไว้ในโอกาสหน้านั้น เท่าที่วางเค้าโครงเรื่องไว้แล้ว และขอยกมาเป็นตัวอย่างก็มี เรื่องหลวงปู่แหวนฯ , หลวงปู่ครูบาธรรมชัยฯ , หลวงปู่บุดดา ถาวโร , อาจารย์โกวิน วัดไผ่รื่นรมย์ , หลวงพ่อโสธร , จิตเข้าถึงฌานในครั้งแรกได้อย่างไร , หัดเดินบนน้ำข้างกุฏีเรือนแพ , แม่ครูอสุภกรรมฐานของผม , นั่งสามล้อชมเมืองอุทัยฯกับหลวงพ่อฯ , หลวงพ่อพกเครื่องราง , ดร.insect , ผีที่วัดหลวงตาแสง ฯลฯ เป็นต้น ต้องคอยติดตามเล่มที่ ๒ แล้วนะครับ พระเดชพระคุณ

สวัสดีครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *