โดย พ.ต.อ.อรรณพ กอวัฒนา
ครูบาอินทรจักรรักษา หรือพระเดชพระคุณ “ พระสุธรรมยานเถระ ” แห่งวัด “ น้ำบ่อหลวง ” อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่
พวกเราเสร็จจากนมัสการกราบเยี่ยมท่านพระบาทตากผ้า ก็เดินทางต่อไปยังวัดดอนมูล อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีความตั้งใจที่จะไปนมัสการกราบเยี่ยมพระอริยะที่จนเกือบจะที่สุด แต่ไม่เจอะเจอ “ ท่านทุกขิตะ ” หรือหลวงปู่คำแสนเล็ก พวกเราก็เลยเบนเข็มไปนอนก่อนสักวัน รุ่งขึ้นวันพรุ่งนี้จึงจะช่วยกันคิดว่าจะไปเที่ยวหรือไปนมัสการกราบเยี่ยมพระดี ๆ ที่ไหนกันต่อไป ดังนั้นครั้นพอเช้ามืดวันต่อมาเราก็ปลุกพลพรรคออกไปช้อปปิ้งกันก่อนไป ระหว่างที่คณะศิษย์ส่วนใหญ่กำลังช้อปปิ้งกันนั่นเอง ได้มีศิษย์บางท่านแนะนำและชักชวนหลวงพ่อว่าน่าจะลองไปเที่ยวกันที่วัดน้ำบ่อหลวง เพราะที่วัดนี้มีพระดีอยู่อีกองค์หนึ่งคือท่าน “ ครูบาอินทจักโก ” ซึ่งเป็นองค์พี่ชายของท่านครูบาพรหมจักโก แต่ไม่ทราบว่าท่านจะอยู่วัดหรือไม่เพราะไม่ได้นัดหมายกันล่วงหน้าเอาไว้ก่อน พอมีคนชวนหลวงพ่อฯก็ตกลงอนุมัติทันทีให้เดินทางไปโดยเร็ว พวกเรารีบรวบรวมพลพรรคที่ออกไปช้อปปิ้งโดยพากันเร่งรัดเวลาแล้วรีบออกเดินทางไปวัดน้ำบ่อหลวง
ส่วนท่านวัดน้ำบ่อหลวง พอตื่นจากจำวัดก็สั่งให้มรรคทายกจัดเตรียมศาลาและอาหาร บอกกับเหล่าทายกทายิกาว่าจะมีศรัทธาจากกรุงเทพฯ มากันมาก ไวยาวัจกรว่าไม่มีใครมาบอกอะไรไว้นะ หลวงพ่อฯท่านก็ว่า
“ เหอะ เดี๋ยวจะมีมาละก็จะไม่ทัน ”
ปรากฏว่าพอรถเลี้ยวเข้าวัดถามไถ่ได้ความว่า ท่านวัดน้ำบ่อหลวงไปรอรับพวกเราอยู่ที่ศาลาแล้วจึงได้พากันเข้าไปกราบนมัสการ แหม ! แทบไม่น่าเชื่อ สำรับอาหารคาวหวานตั้งเอาไว้พร้อมแล้วยังกับรู้ล่วงหน้า พอลงจากรถก็ได้กินได้ฉันทันเพลพอดี เมื่ออิ่มหนำสำราญกันดีแล้ว หลวงพ่อฯ ก็พาพวกเราเข้าไปกราบนมัสการอีกทันที สอบถามเลยว่า
“ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าพวกกระผมจะพากันมาหาขอรับ ”
ท่านก็บอกว่า “ มีคนบอก ” หลวงพ่อฯของเราซักอีกว่า
“ ใครบอก ” ท่านก็ไม่ยอมพูดถึงว่าใครบอกตอบสั้น ๆ ว่า
“ รู้ ” แล้วมองหน้าหลวงพ่อของเราพูดกันด้วยภาษาสายตาที่ผมขอเดาเอาเองว่าแหมท่านก็รู้แล้วยังแกล้งทำเป็นมาถาม แกล้งทำเป็นไม่รู้ อะไรต่ออะไรมันก็เหมือนไก่เห็นไข่พญานาคาเอ๊ย ไม่ใช่ไก่เห็นตีนงูงูเห็นนมไก่นั้นแหละ หลวงพ่อของเราจึงขออภัยนมัสการกราบเรียนว่า
“ กระผมนั้นทราบดี แต่ทว่าลูกศิษย์ที่ติดตามมา ล้วนเป็นนักบุญก็จริงแต่ยังมีความสงสัย จึงเป็นหน้าที่ของอาจารย์ที่จะต้องทำให้ข้อสงสัยข้องใจนั้นปรากฏความจริงออกมา หาได้มีจิตคิดจะลบหลู่ท่านครูบาแต่ประการใด ”
ท่านก็หัวเราะและอมยิ้มกิริยามารยาทที่พระสุปฏิปันโนสององค์ท่านน้อมคารวะปฏิสันถารกันอย่างน่าจดจำไว้เป็นตัวอย่างสร้างความประทับใจให้กับเหล่าศิษยานุศิษย์ยิ่งนัก เมื่อหลวงพ่อปฏิสันถารโต้ตอบกับท่านวัดน้ำบ่อหลวง จนกระทั่งท่านยอมรับแล้วว่าสำหรับท่านนั้น สังขารมันป่วยแต่ใจไม่ป่วยแล้วพวกเราต่างก็ชื่นอกชื่นใจ ยิ่งได้ฟังสองท่านปุจฉาวิสัชนากันจนสิ้นสงสัยก็ยิ่งชื่นอกชื่นใจ แหมองค์ปุจฉาก็ฉลาดลึกส่วนองค์วิสัชนาก็ฉลาดล้ำ บัวก็ไม่ช้ำ น้ำก็ไม่ขุ่น ผู้เห็นผู้ได้ยินได้ฟังต่างบังเกิดปีติยิ่งนัก สำหรับผมเองนั้นนอกจากจะเฝ้ามองอย่างเป็นสุขแล้วก็ยังได้บังเกิดข้อคิดขึ้นมาในใจอีกว่า ผู้ใหญ่ที่มีบารมีจริง ๆ แล้ว ท่านกลับโอภาปราศรัย มีสัมมาคารวะดียิ่ง นอบน้อมถ่อมตนเหลือเกิน พูดง่าย ๆ ว่าไม่เห็นท่านเบ่งหรืออวดเก่งทับถมกันเลย ผิดกับพวกลิ่วล้อซึ่งชอบวางโตแต่ใจเล็กและแคบ ท่านที่เดินล่วงหน้าไปข้างหน้าไม่ใช่ว่าท่านจะถึงก่อนเสมอไปนะครับ ท่านพระสารีบุตรท่านบรรลุพระโสดาบันก่อนท่านพระโมคคัลลาห์ แต่ท่านพระโมคคัลลาห์สำเร็จพระอรหันต์ก่อนท่านพระสารีบุตร นะครับ ( หรือท่านคิดว่าจะเอาอย่างความเป็นเลิศทางปัญญาเหมือนท่านพระสารีบุตร ก็ตามใจเถิดนะขอรับ ปัญญาไม่ใช่สัญญานะ )
เมื่อสนทนากันเสร็จสิ้นกระบวนความแล้วก็ถึงพิธีการแจกเครื่องรางของขลัง สำหรับผมเองนั้นบอกแล้วไงครับว่าสมัยนั้นน่ะอยู่หางแถวและนั่งอยู่ไกลกว่าใครเขา ไม่ว่าใครจะมาจากไหน ท่านก็แจกพระรอดให้คนละองค์ ใครตื๊อดีก็ได้เพิ่มไปฝากลูกฝากหลานอีกคนละองค์สององค์ ผมนั้นตั้งจิตอธิษฐานว่าเครื่องรางของขลังนั้น กระผมอยากที่จะได้นำไปฝากพวกที่กำลังรบหนักอยู่ที่ชายแดน ผมจากเขามาเพราะเจ็บป่วยเนื่องจากถูกยิงเสียก่อน ทิ้งพวกทิ้งเพื่อนที่กำลังรบราติดพันอยู่ ไม่ได้อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขา จึงอยากจะได้เพื่อนำไปให้เพื่อช่วยเป็นกำลังใจเขา เออแน่ะ! ได้ผลแฮะ พอถึงคิวที่ผมได้เข้าไปรับปุ๊บ ( ก็โหล่สุดนั่นแหละครับ ) พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราว่าให้เองปั๊บเลย
“ ไอ้นี่มันเป็นนักรบ อยากได้เครื่องรางของขลังไปให้กำลังใจพวกของมัน ขอให้มันเยอะ ๆ เถิดขอรับ พวกมันมีมาก ”
ปรากฏว่ามีพระเหลืออยู่สิบกว่าองค์ในก้นถุง ท่านก็ยกให้หมดและยังบอกว่าวันหลังมาเอาใหม่ พวกเราว่าหลวงพ่อของเราท่านรู้วาระจิตไหมขอรับ หรือเห็นว่าเป็นเรื่องบังเอิญอีก ( ช่างบังเอิญได้ตรงเป๊ะเชียวนะครับ และก็ช่างบังเอิญได้บ่อย ๆ เสียด้วย แบบนี้ต้องเรียกว่า “ ประจำ ” มากกว่า )
ท่านวัดน้ำบ่อหลวงนั้น ก่อนหน้าที่พวกเราจะพากันไปกราบนมัสการ ท่านป่วยเป็นมะเร็งและเป็นมากแล้ว หมอเขาว่าตายแหงแบเบอร์ให้โยมนำกลับมาที่วัดเสียเพราะอย่างไรก็รักษาไม่หายแล้ว เอามาไว้เสียที่วัดใกล้ญาติใกล้โยมจะได้ทำศพกันได้โดยสะดวก แล้วท่านก็ตายไปจริง ๆ ตายไปกี่วันผมจำไม่ได้ ยังดีนะที่เขาไม่จับท่านฉีดยากันเน่าไม่อย่างนั้นท่านก็คงจะต้องเน่าเพราะยา ดูเหมือนจะเป็นสามวันมั้งที่ท่านตายไป พอพ้นวันที่สามท่านก็ฟื้น โชคดีอีกที่เขาไม่เอาท่านใส่โลงปิดฝาไม่งั้นไม่ฟื้นดีกว่าครับเพราะถึงฟื้นก็จะต้องมาตายซ้ำเพราะขาดอากาศจะหายใจและกว่าจะขาดใจตายก็คงจะอึดอัดทุรนทุรายน่าดูเลย ( กรุณาไปหาหนังสืออ่านเอาเองนะครับว่าตอนที่ท่านตายท่านไปเที่ยวที่ไหนมา ทราบว่ามี พระภิกษุท่านหมอประสาน เหตระกูล ลูกศิษย์ของท่านเขียนเล่าไว้ละเอียดแล้ว ท่านที่เคยหรือไม่เคยอ่าน ลองไปเที่ยวที่วัดน้ำบ่อหลวงแล้วแวะไปดูเจดีย์ครอบพระพุทธบาทจำลอง จะเห็นว่ามีการจำลองพระจุฬามณี นรก สวรรค์ เพียบ . . . ตามที่ท่านไปเห็นและจำไว้ครั้นเมื่อกลับมาแล้วจึงได้สร้างเลียนแบบตามที่ได้ไปเห็น ) เมื่อมีการรับรองอย่างนี้แล้วท่านว่านรก สวรรค์ พระจุฬามณี มีไหมครับ เชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจนะครับสอนยากจริง ๆ แถมดื้ออีกต่างหากหรือพวกเราจะไปดูของจริงก็ได้นะครับ มโนมยิทธิ ยังไงล่ะพ่อคุณแม่คุณอยากเห็นปุ๊บได้ดูปั๊บ หรือบางท่านอยากจะทดลองไปอยู่จริง ๆ ก็ตามใจเถิดครับ แต่สำหรับเรื่องนี้เป๋ขอตัวก่อนครับ ธุระเยอะจริ๊ง ( ไปไหนไปด้วย ไปนรกเห็นทีจะต้องขอป่วย แต่ถ้ากินไหนก็จะกินด้วย เที่ยวไหนก็ยินดีเที่ยวด้วย ถึงป่วยก็จะกัดฟันไปช่วยกินช่วยเที่ยว )
พอวันหลังผมก็ไปหาท่านอีก ท่านก็ให้พระรอดมาถุงใหญ่ เรียกให้ไปเอาที่กุฏิได้พบได้คุยเป็นส่วนตัวอยู่นาน แหม … ไม่เห็นคุยเรื่องอื่นชมแต่หลวงพ่อของเราตลอดเวลาและตักเตือนผม ให้หมั่นปฏิบัติธรรมและดูแลหลวงพ่อฯ ให้ดี ท่านว่าหลวงพ่อฯ ของเรานั้นลาพุทธภูมิแล้ว
และมีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งหลวงพ่อฯ สั่งให้ผมไปขอสังฆาฏิจากท่านซึ่งท่านก็ไม่ขัดข้องให้เดินตามไปรับที่กุฏิ ก่อนท่านจะมอบให้ท่านก็ยกสังฆาฏิผืนที่ดูเหมือนจะเตรียมเอาไว้ให้ขึ้นบรรจบหลับตาอธิษฐาน ผมก็ไม่ถามไม่ไถ่ ยกกล้องขึ้นถ่ายหมับ ปรากฏว่าแฟล็ชช็อตหมุบ ร้อนวาบจนต้องโยนทิ้งทั้งกล้องทั้งแฟล็ช ท่านก็ลืมตาขึ้นมาแล้วร้องดุว่า
“ เดี๋ยว…จบก่อน ” พอท่านบรรจบอธิษฐานเสร็จท่านก็ว่า
“ เอ้า ถ่ายได้แล้ว ” ลูกน้องผม ก็รายงานทันทีว่า
“ ถ่ายไม่ได้แล้วครับ ” ท่านถามว่า
“ ทำไม ” เรียนท่านว่า
“ พังครับ พังหมดทั้งกล้องทั้งแฟล็ช ” ถามอีกว่า
“ แพงไหม ? ” น้ำเสียงแสดงความเป็นห่วง ผมตอบไปว่า
“ ไม่ทราบครับ ” ( กล้องของผมขอยืมเขาไปครับ แพงหรือไม่ผมจะไปรู้เหรอขอรับหลวงปู่ฯ แต่ในใจน่ะร้องครางว่าอิ๊บอ๋ายหลายตังค์แล้วตู สมน้ำหน้าเหลือเกินนะหมื่นไวย ไวตะเลน ) ท่านว่าอีกว่า
“ ดูใหม่ซี้ ” ท่านทำเสียงยานคางแถมหัวเราะหึ ๆ เบา ๆ ผมก็เอามาลูบ ๆ คลำ ๆ ใจนั้นคิดว่าจะคลำพอเป็นพิธี เพราะก่อนที่จะรายงานว่าพังนั้นเห็นว่ามันพังแล้วจริง ๆ กลไกมันติดขัดไปหมดแล้วมันจะไม่พังได้อย่างไร เอ๊ะ พอลูบ ๆ คลำ ๆ อ้าว ไหงไอ้บรรดากลไกต่าง ๆ กลับทำงานได้ตามปกติ ( ตอนนั้นใช้แฟล็ชจานใส่หลอดแบบเก่า จานไหม้ไปนิดหนึ่ง ราคาไม่กี่สตางค์ ) เก่งจริง ๆ หลวงปู่ฯ นี่ ถามอีกว่า
“ ห้อยพระอะไร ” ตอบท่านไปว่า
“ ห้อยลูกแก้วราหู ของหลวงปู่ชุ่มฯ ครับ ” ท่านก็ว่า
“ ศักดิ์สิทธิ์น๊ะ แล้วเจ็บบ้างหรือเปล่า ” เรียนท่านว่า
“ ไม่เจ็บครับ แต่มือชาไปหมด ” ท่านขอดูมือเอาไปลูบคลำไม่เสกไม่เป่า แพล๊บเดียวก็หายเป็นปกติ
ความจริงก่อนจะถ่ายรูปนั้นผมอวดดีไปเอง ( เป็นอย่างนี้อยู่บ่อย ๆ ) แม้จะระแวงอยู่แล้วว่าจะต้องเจอดีหากไม่ขออนุญาตเสียก่อนเพราะเคยฟังท่านผู้รู้เขาเล่าเขาเตือนถึงประสบการณ์แบบนี้กับพระที่ทรงอภิญญา แต่ผมขอท่านไม่ทันและใจมัน ( ใจผมน่ะครับ ) ก็เลยคิดง่าย ๆ ( มักง่ายแหละครับว่ากันตรง ๆ ) แบบว่าเลยตามเลยแถมอวดดีอีกต่างหาก โดยคิดว่ามีของดีอยู่กับตัวกลัวอะไร ลองซะเลย จึงแอบอธิษฐานกับลูกแก้วขอให้ช่วยคุ้มครองขณะลองดีแล้วก็เจอดีสมปรารถนา แต่ว่าก็ว่าเถิดนะครับ ถ้าตอนนั้นผมไม่ยอมเสี่ยงก็คงจะไม่มีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ จริงไหมขอรับ ( น่าน โม้อีก ) สังฆาฏิผืนที่ว่านี้ยังมีเหลืออยู่ จะเอาไปสร้างพระ เก็บหอบหิ้วมาตั้ง ๑๗ ปีแล้วนะ … จะ บอก ให้

