Posted in

อิทธิฤทธิ์ หรือ ความบังเอิญ: ๕. ครูบาพรหมจักรสังวร (หรือ ครูบาพรหมจักโก) แห่งวัดพระพุทธบาทตากผ้า

โดย พ.ต.อ.อรรณพ กอวัฒนา

หรือ “ พระสุพรหมยานเถระ ” หรือ “ ครูบาพรหมจักโก ” แห่งวัด “ พระพุทธบาทตากผ้า ” จังหวัดลำพูน

            ก่อนหน้านี้ผมพอทราบเลา ๆ ว่า พระคุณเจ้าเป็นพระสงฆ์ที่สำรวมอย่างยิ่งท่าทางติ๋ม ๆ หนิม ๆ แต่ไม่ทราบว่าท่านดีกว่านั้นอย่างไร ก่อนที่ผมจะได้ไปพบมีลูกศิษย์หลวงพ่อฯมาเล่าให้หลวงพ่อฯฟังว่าไปนมัสการท่านแล้วมีคนถามท่านว่า เขารู้ว่าท่านทรงอภิญญาและจะไม่ต้องเกิดแล้ว (หมายถึงเป็นพระอรหันต์แล้ว) แต่ท่านไม่ยอมพูดด้วย หลวงพ่อฯของเราจึงยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ท่านวัดพระบาทตากผ้าทรงคุณธรรมอย่างนั้นจริง ๆ ต่อมาเมื่อหลวงพ่อฯของพวกเราพาพวกเราไปนมัสการ ก็ได้มีการถามไถ่ไล่เลียงกันอย่างมีชั้นมีเชิงใครอยากรู้ว่าท่านถามไถ่กันอย่างไร ให้ไปหาอ่านเอาจากหนังสือ “ ฤาษีทัศนาจร หรือ ล่า พระอาจารย์ ” เพราะการถามนั้นจะต้องระมัดระวังหน่อยด้วยเคยมีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่าครั้งหนึ่ง ท่าน พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปเรียนถามท่านนรรัตน์ภิกขุ (ท่านเจ้าคุณนรฯ) ดื้อ ๆ ว่าได้ข่าวว่าพระเดชพระคุณสำเร็จเป็นพรอรหันต์แล้ว และท่านได้ตอบมาสั้น ๆ ว่า “ บ้า ” แต่สำหรับงานนี้ก็สรุปได้ว่าหลวงพ่อฯของเราก็ไม่ได้ถามตรง ๆ แต่ถามอย่างมีชั้นเชิงว่างั้นเถิด ท่านก็ตอบโครม ๆ ผู้ที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อฯของเราในวันนั้นที่ได้ยินได้ฟังอยู่บ้างก็เข้าใจบ้างก็ไม่รู้เรื่องว่าท่านทั้งสองโต้กันว่าอย่างไร แต่หลวงพ่อฯของเราซิครับถึงจะเรียกได้ว่าแน่จริงถามประโยคหนึ่งแล้วก็หันมาอธิบายขยายความให้ลูกศิษย์ทุกคนได้เข้าใจในทันทีทันใดนั้นเอง แล้วยังหันกลับไปถามท่านพระบาทตากผ้าอีกว่า จริงไหมขอรับถูกต้องไหมขอรับ ที่กระผมได้อรรถาธิบายให้ลูกศิษย์ของกระผมได้เข้าใจ ท่านพระบาทฯท่านก็คิดแล้วเอียงคอตอบว่าถูก ๆ พอรับปากว่าถูก ๆ ไปเรื่อย ๆ ( จนกระทั่งเรียกว่าถลำเข้ามาจนสุดตัวแล้วนั่นแหละครับจะเห็นภาพที่ชัดเจนดีกว่า ) หลวงพ่อของเราก็หันขวั๊บกลับไปประจัญหน้าทันที ถามว่า

            “ เอ๊ะ ! พระคุณก็ยอมรับสิขอรับว่า พระคุณเจ้านั้นเป็นพระอรหันต์แล้ว ”

            คราวนี้สิขอรับญาติโยมทั้งหลายเงียบกริ๊บ ตาจ้องมองไปที่ท่านพระบาทตากผ้าไม่กระพริบส่วนหูก็คอยเงี่ยฟังคำตอบ และในส่วนของท่านพระบาทตากผ้าฯปรากฏว่า มือไม้ของท่านไม่ได้หยุดอยู่นิ่งแล้ว จับโน่นจับนี่ให้วุ่นวายไปทีเดียวเชียวขอรับ มองคนนั้นทีคนโน้นสองทีค้อนหลวงพ่อฯของเราอีกห้าที มองฟ้ามองดินอีกยี่สิบทีกว่าจะแสร้งทำเป็นครางพึมพัมว่า

            “ อือ ๆ ฮือ ๆ ”

แท้จริงก็เป็นการยอมรับยอมแพ้นั่นเองแต่ต้องสงวนท่าทีเอาไว้ ของสวยของงามของมีสกุลมีศักดิ์ศรีจู่ ๆ จะมายอมกันง่าย ๆ ได้ก็เสียเชิงพระสุปฏิปันโนหมด หลวงพ่อฯของเราสำทับไปอีกสองครั้งท่านก็ยังวางมาดร้อง

            “ อือ ๆ ”

อยู่ในลำคออีกทั้งสองครั้ง หลวงพ่อฯของเราจึงกล่าวขอขมาว่า

            “ ลูกศิษย์ของกระผมนั้นยังมีความสงสัยข้องใจว่าในยุคนี้ยังจะมีพระอรหันต์หลวงเหลืออยู่อีกหรือ กระผมจึงจำเป็นที่จะต้องแสดงความจริงให้ปรากฏ ”

            คราวนี้ก็ฮากันทั้งวงน่ะสิขอรับ ว่ากันงอหาย ชื่นอกชื่นใจกันไปหมด และเมื่อยอมเปิดแล้วดูท่านพระบาทตากผ้าสบายอกสบายใจเป็นอันมากสรวลเสเฮฮา เออออห่อหมกดีไปหมด หายเคร่งคลายเครียด กระผมเองนั้นก็บอกแล้วว่าเพิ่งจะภาวนาพุทโธเป็นแต่ก็รู้สึกสนุกสนานเป็นที่ยิ่งนัก ยิ่งได้เห็นพระคุณเจ้าทั้งสองกอดไม้กอดมือกันสนิทสนมกัน ผมงี้ น้ำตาแทบร่วมง ไอ้เรานึกว่าเรานี้เป็นคนใจอ่อนแล้ว หันกลับมาดูพี่ ป้า น้า อา โอ้โฮ . . . ร้องไห้กันกระจองอแง อะไรกันหนักกันหนา เอาเถิดนี่มันเป็นปีติน่ะ หันกลับมาอีกที อ้าว ! ท่านพระบาทตากผ้าเทศน์เสียแล้วคราวนี้ว่าตั้งแต่ “ พระโยคาวจร พระโสดาปฏิมรรค-ผล พระสกิทาคามีมรรค-ผล พระอนาคามีมรรค-ผล พระอรหัตตมรรค-ผล ” พอจบแล้วยถาสัพพีทันที ( มาทราบภายหลังจากท่านผู้รู้บางท่านได้ให้อรรถาธิบายว่าที่ท่านพระบาทตากผ้าท่านแสร้งทำเป็นจัดผ้าจัดผ่อนนั้นเป็นวิสัยประจำองค์ท่านอย่างหนึ่ง และก็เพื่อเป็นการลอบใช้เจโตปริยัติญาณตรวจสอบดูว่า สมควรหรือไม่ประการใดที่จะตอบ จะรับอะไรอย่างใดกับใครหรือกับกลุ่มบุคคลไหน ซึ่งใช้เวลาตรวจอย่างรวดเร็วเพียงแค่เอามือดึงสังฆาฏิให้เรียบร้อย ท่านก็ตรวจเสร็จแล้วและพร้อมที่จะตอบ )

            คราวนี้ก็จะขอเก็บเกร็ดจากการซักการถามบ้างเท่าที่จะพอจำได้และเห็นสำคัญนะครับ ท่านบิดาของท่านพระบาทตากผ้าท่านชื่อ “ ครูบาพ่อเป็ง โพธิโก (พิมสาร) ” ซึ่งได้บวชเมื่ออายุมากแล้ว ท่านแม่ชื่อ “ บัวถา ” ได้นุ่งขาวห่มขาวรักษาอุโบสถศีลทุกวันพระตลอดอายุท่าน มีพี่ชายบวชเป็นพระ ๑ องค์ชื่อท่าน “ วัดน้ำบ่อหลวง ” หรือ “ ครูบาอินทจักรรักษา ” ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นที่ “ พระสุธรรมยานเถระ ” เมื่อท่านได้มรณภาพไปแล้วหลวงพ่อฯของพวกเราก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์นี้ต่อมา และท่านมีน้องชายบวชเป็นพระอีกหนึ่งองค์ชื่อ “ ครูบาคัมภีระ ” หรือ “ พระครูสุนทรคัมภีรญาณ ” วัดดอยน้อย อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ และเล่ากันว่าองค์นี้ท่านเคยครองวัดมหาวันฯมาก่อนหน้านั้น ( ก็วัดที่มีพระรอดลำพูนอันเลื่องลือไปทั้งแผ่นดินไทยนี่แหละครับ ) เรียกได้ว่าครอบครัวของท่านพระบาทตากผ้าเป็นครอบครัวของท่านผู้ทรงศีลทั้งครอบครัวทีเดียว ต่อมาท่านวัดพระบาทตากผ้าได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “ พระสุพรหมยานเถระ ” และท่านได้มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๒๗ ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯของเราได้ปรารภถึงท่านเอาไว้ในหนังสืออนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพของท่าน ดังนี้ . . . . .

ปรารภถึงท่านผู้มีความดี

            เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๓๐ อาจารย์ปฐม มาแจ้งให้ทราบว่าเธอมีหน้าที่จัดทำหนังสือ เนื่องในงานถวายเพลิงศพ หลวงพ่อวัดพระบาทตากผ้า ( ขอเรียกท่านอย่างนี้เป็นปกติ ) วันนั้นเป็นวันเป่ายันต์เกราะเพชร และอาตมาเองก็กำลังป่วยหนัก แต่เมื่อถึงวาระทำงานเพื่อท่านพุทธศาสนิกชนก็ทำด้วยความเต็มใจมันจะเป็นจะตายเรื่องของร่างกาย เมื่อาจารย์ปฐมเธอมาขอให้เขียนคำปรารภก็ไม่รู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไรดีแต่ก็ขอเขียนตามความรู้สึกตามที่ได้พบกับท่านมาเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๔ หรืออาจจะไม่ตรงนักเพราะนานมาแล้ว และเวลานี้กำลังป่วยไม่แน่ใจเรื่อง พ.ศ. ที่จะพูดถึงในปีนั้น คุณแม้นเทพ ศุภนคร มาเป็นสรรพากรจังหวัดลำพูน อาตมามีโอกาสมาเยี่ยมเธอ ต่อมาวันรุ่งขึ้นได้ถามเธอว่าที่จังหวัดนี้มีพระที่ปฏิบัติธรรมชั้นดีพอมีไหม ขณะนั้นอาตมาเองยังเป็นเด็กที่เพิ่งจะลืมตาเห็นโลกได้ในระยะใกล้ มองไกลไม่เห็นเพราะยังต้วมเตี้ยมในธรรมปฏิบัติ จึงสนใจพระที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อขอความรู้คำแนะนำจากท่าน คุณแม้นเทพได้ยินเข้าเธอก็ค้านว่าไม่ไหวแล้วท่านดีแต่ท่านไม่พูดเคยเอาผ้าป่าไปถวายตั้งหมื่นบาทท่านออกมานั่งเฉย เราพูดคำท่านก็ตอบคำไม่พูดต่อไป อาตมาก็คะนองปากพูดล้อเธอว่า ถ้าไม่พูดก็เอาไม้ทิ่มปากเสียก็แล้วกันจะได้พูดเป็นอันว่าตกลงกันว่าวันรุ่งขึ้นไปวัดพระบาทตากผ้า

            เมื่อไปถึงแล้ว คณะที่ไปด้วยก็เข้าไปหาท่าน อาตมาก็ชมสถานที่ดูการก่อสร้างที่มีอยู่แล้วซึ่งคนนำทางบอกว่าส่วนนี้ ท่านครูบาศรีวิชัยท่านสร้างไว้ บ้างดูรอยเท้าที่ผู้แนะนำบอกว่าเป็นรอยพิเศษที่ท่านผู้มีฤทธิ์แสดงรอยไว้ เป็นเวลาพอดีที่คุณแม้นเทพฯ ออกมาจากที่รับแขกมาบอกว่านิมนต์เข้าไปได้แล้วครับ หลวงพ่อท่านออกมาแล้วครับ วันนี้ดีกว่าวันก่อนเพราะวันก่อนที่ผมมาผมพูดคำท่านก็ตอบคำ วันนี้ดีกว่าวันนั้นมากเพราะออกมาแล้วนั่งหลับตาปี๋เลยไม่พูดไม่จากับใครทั้งหมด อาตมาฟังแล้วก็มีความรู้สึกว่าวันนี้คงพบละครโรงใหญ่แสดงบทพิเศษแน่ ด้วยพระขนาดนั้นไม่รู้อะไรเลยไม่มี เว้นไว้แต่จะพูดหรือไม่พูดเท่านั้น เมื่อคุณแม้นเทพเตือนก็เดินเข้าไปนมัสการท่านด้วยความเคารพด้วยความจริงใจไม่ใช่กายเคารพแต่ใจต้อต้าน เมื่อนมัสการท่านแล้วท่านก็ทักทายปราศรัย คราวนี้พูดเก่งมากพูดกับคนโน้นคนนี้ไม่หยุดปากเลยขณะที่ท่านพูดอยู่ อาตมาก็คิดในใจว่าท่านบรรลุขั้นไหน ที่คิดอย่างนี้ไม่ใช่อวดวิเศษ คิดด้วยความชื่นชอบในปฏิปทาของท่าน เมื่อคิดอย่างนั้นแล้วอารมณ์ใจที่ใช้เป็นปกติก็อยากรู้กำลังใจ แต่ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านเป็นเรื่องจริงที่หาได้ยากนั่นก็คือ มองใจท่านไม่เห็น มืดตื๋อไปหมด ที่เป็นอย่างนี้ไม่ใช่ท่านมืดแต่เป็นเพราะอาตมาพบของจริงเข้า นั่นคือเด็กไม่สามารถเสมอผู้ใหญ่ได้หรือคนตามัวไม่สามารถเห็นอณูเล็ก ๆ ได้ นั่นก็คืออาตมามีอารมณ์ใจเลวกว่าท่านมากจึงไม่สามารถเห็นอารมณ์ใจของท่านได้ ทันทีที่ต้องการรู้อารมณ์ใจของท่านท่านก็หันมาพูดทันทีว่าคนเรานี่แปลกนะเห็นคนอื่นเขาได้ก็คิดว่าตนเองจะได้บ้าง ท่านพูดตรงกับอารมณ์ที่นึกอยู่พอดีจึงแน่ใจว่าท่านองค์นี้เป็นพระที่ควรบูชาอย่างยิ่งองค์หนึ่ง

            เมื่อลาท่านออกมาแล้ว ทุกคนต่างพูดถึงท่านด้วยความแปลกใจว่า ไม่ว่าเราจะคิดอะไรท่านจะหันมาพูดเรื่องนั้นตามที่เราคิดทันที เป็นอันว่าวันนี้ทุกคนพบของแข็งแต่ของแข็งนี้เป็นความแข็งของเพชรน้ำหนึ่งในพระพุทธศาสนา

คุยกันตามลำพัง

            เมื่อถึงเวลาพอสมควรทุกคนก็อำลาท่านเพื่อกลับ ก่อนกลับก็ชมสถานที่ก่อน ตอนนั้นอาตมาขออนุญาตคุยกับท่านตามลำพัง เมื่อปลอดคนก็เรียนถามท่านว่า

            “ ท่านปรารถนาพุทธภูมิ หรือตัดตรงไปเลย ” ท่านตอบว่า

            “ ตัดตรงไปเลยดีกว่า ”

เป็นอันทราบว่าท่านมุ่งอะไร จึงถามท่านต่อไปว่า ( คำถามตอนนี้ ฟังดูแล้วเหมือนถาม แต่พระที่ท่านปฏิบัติได้แล้วท่านจะทราบว่าไม่ได้ถามเพื่อต้องการศึกษา เป็นการถามถึงผลที่ได้แล้ว ) ได้เรียนถามท่านถึงสังโยชน์สิบ บอกท่านว่าต้องการศึกษา ท่านยิ้มแล้วท่านก็อธิบายย่อสังโยชน์ถึงข้อห้าแล้วกลับต้นใหม่รวม ๓ รอบท่านบอกว่า

            “ ผมเข้าใจจริง ๆ เท่านี้เองครับ ”

ฟังแล้วเมื่อเทียบกับตำราที่เคยรับทราบมาถ้าตำราไม่โกหกก็ต้องยอมรับว่าท่านบรรลุพระอนาคามี เมื่อคิดว่าเวลานี้ท่านทรงอนาคามีและกำลังอยู่ในอรหัตมรรค ( มองหน้าท่านไม่ได้พูดด้วยวาจา ) ท่านมองหน้าแล้วท่านก็ยิ้ม ท่านพูดออกมาโดยที่ไม่ได้ถามว่า

            “ ใช่แล้ว ”

            เมื่อหมดความข้องใจแล้วก็คุยวิธีการปฏิบัติด้วยเวลานั้นอาตมาก็มีความรู้แค่งูไม่ถึงปลาทั้งนี้หมายถึงความรู้ในด้านปฏิบัติธรรม มีความรู้กระจุ๋มกระจิ๋มจริง ๆ แล้วขณะนั้นก็ไปอยู่ในสำนักของปาดที่อยู่ในถ้วยน้ำพริกครอบ จึงก้าวหน้าได้อย่างเชื่องช้าเพราะเพื่อนช่วยกันต้านทานทุกวิธีทางแต่ก็ไปได้เรื่อย ๆ เมื่อขอศึกษากับท่านท่านก็แนะนำสังโยชน์สิบ อธิบายสั้นแต่หมดข้อข้องใจ แล้วท่านก็บอกว่า

            “ ไม่เป็นไรนะ จากนี้ไปไม่กี่ปี อาจไม่เกินสี่ปีก็เข้าใจหมดทุกอย่าง พยายามท่องจำไว้ก็แล้วกัน ”

เมื่อหมดภารกิจก็ลาท่านกลับ ก่อนจะกลับท่านจับมือสองมือไปกำแน่นแล้วท่านก็บอกว่า

            “ ดีในมากนะที่เราได้พบกันและเข้าใจในกัน อย่าลืมนะไม่เกินสี่ปีท่องจำให้ดีจะเข้าใจในสังโยชน์ทั้งสิบ ” ในที่สุดก็ลาท่านกลับ

            เมื่อพบพระดี ดีทั้งปริยัติและดีทั้งปฏิบัติ ท่านมีวิริยะและอุตสาหะเป็นพิเศษ ท่านบอกว่าตั้งแต่บวชท่านธุดงค์ตลอดมา เมื่อถึงเวลาเข้าพรรษาอยู่ใกล้วัดไหนก็อาศัยวัดนั้นจำพรรษาออกพรรษาก็อำลาจากวัดนั้นอยู่ป่าอยู่เขาธุดงค์ต่อไป ต่อเมื่ออายุ ๕๕ ปีญาติโยมอาราธนาให้เป็นเจ้าอาวาสวัดพระบาทตากผ้า ท่านก็สงเคราะห์พุทธศาสนิกชนตลอด

            เวลานี้ท่านมรณะแล้ว คือกายดับประสาทดับ การท่องเที่ยวคงดับด้วย ข้อนี้ช่วยกันดูด้วยนะท่านดับการท่องเที่ยวด้วยหรือไม่ อาตมาไม่ทราบตามที่พูดกับท่าน แต่ตามความรู้สึกทางใจคิดว่าท่านยอมแก่ด้วยประการทั้งปวงแล้วท่านคงขี้เกียจเที่ยวต่อไป

            อาตมาของอนุโมทนาที่ท่านทั้งหลายพบพระดี แต่ละท่านก็เก็บความดีของท่านมาใช้มากบ้างน้อยบ้างตามกำลังใจที่พึงรับได้ ก็ต้องถือว่าทุกคนมีโชคดี ที่พบพระสุปฏิปันโนแท้ ๆ ไม่ใช่ยัดไส้หรือไม่มีอะไร ปลอมไว้ภายใน เมื่อท่านพบพระดี ได้ของดีไว้ใช้ จะมากน้อยเพียงใดนั้นไม่แปลก ต้องถือว่าทุกคนมีดีจงพยายามรักษาความดีนั้นไว้อย่าให้สลายตัว

            สำหรับอาตมาเอง ต้องถือว่าท่านเป็นพระอาจารย์ที่ชี้ทางตรงให้และก็ตั้งใจเคารพท่านตลอดเวลา

            ขอท่านพุทธศาสนิกชนโดยถ้วนหน้าจงบูชาความดีของท่านด้วยการปฏิบัติตาม ทุกท่านจะไม่พลาดจากผลของความดี คือ ความสุขตลอดกาล

( พระสุธรรมยานเถร )

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *