ใครจะคาดเดาได้ว่า วิวัฒนาการจากทองคำสีดำ จะกลายเป็นข้าวของเครื่องใช้ใกล้ชิด แทบจะตลอดเวลา ในปัจจุบัน และในอนาคต
ขยะพลาสติกจัดเป็นประเภทขยะที่นักสิ่งแวดล้อม รวมถึงประชาชนหัวใจสีเขียวมักพูดถึงกันบ่อย เนื่องจากพลาสติกเป็นบรรจุภัณฑ์ยอดฮิต ด้วยคุณสมบัติที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคปัจจุบัน นั่นคือ มีน้ำหนักเบา กันน้ำได้ดี ทั้งกันน้ำออกและกันน้ำเข้า นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญมากๆ ปัจจัยหนึ่งคือ ราคา เพราะเมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์ชนิดอื่นๆ เรียกได้ว่าพลาสติกราคาต่ำพอสมควร ซื้อหาได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีให้เลือกหลากหลาย .. ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเข้าใจไปว่า ผู้เขียนจะเชียร์พลาสติกเสียเหลือเกิน .. ที่ต้องหยิบยกคุณสมบัติและจุดแข็งขึ้นมาพูดนั้น เพื่อที่จะสะท้อนความจริงของสังคมยุคปัจจุบันว่า เรามีมุมมองกับพลาสติกกันอย่างไร ผู้เขียนเชื่อว่าถ้าเราไม่เห็นข้อดีของพลาสติก คงไม่มีคำว่า “ขยะพลาสติกล้นโลก” ที่เราเคยเห็นกันตามโปสเตอร์บ้าง ตามอินโฟกราฟฟิกบ้าง แน่ๆ แต่ก็มีจำนวนผู้บริโภคไม่น้อย ที่กล่าวว่าที่ใช้พลาสติกกันทุกวันนี้เพราะผู้จำหน่ายมักใช้ถุงพลาสติก หรือนำสิ่งต่างๆ (เครื่องอุปโภค บริโภค) ใส่ลงถุงพลาสติกและยื่นให้เรา .. แต่โชคดีที่ยุคปัจจุบัน ผู้เขียนเห็นว่าผู้จำหน่ายสินค้าหลายรายเริ่มเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ เช่น เวลาที่เราไปซื้อของตามห้างสรรพสินค้า ก็เริ่มจะเห็นมีถุงผ้าเกรดและราคาหลากหลาย จำหน่าย หรือแม้กระทั่งรณรงค์ให้ผู้ซื้อพกถุงผ้ามาเองก็มี มีอำนวยความสะดวกโดยวางลังกระดาษเอาไว้ให้เลือกใช้ใส่ของแทนถุงพลาสติก ก็มี .. แต่ต้องยอมรับว่า เราก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงพลาสติกได้ 100% แน่ๆ อย่าเพิ่งเข้าใจไปว่าพลาสติกนี้เป็นวายร้ายตัวฉกาจเชียว จริงๆ แล้วพลาสติกมีที่มา มีคุณสมบัติที่น่าสนใจ และแง้มๆ ให้ชื่นใจหน่อยตรงที่ปัจจุบัน (จริงๆ ก็เป็นมานานแล้ว) มีทางเลือกให้กับพลาสติกใช้แล้วเกือบทุกประเภท และหลากหลายวิธี ก่อนอื่น เราเดินทางไปรู้จักกับ “พลาสติก” กันก่อนดีกว่า
คุณผู้อ่านเคยได้ยินคำว่า “Black Gold” หรือ “ทองคำสีดำ” บ้างหรือไม่? คำนี้ไม่ได้หมายถึงโลหะล้ำค่า แต่หมายถึง “สิ่งที่ทำให้โลกขับเคลื่อนได้อย่างแท้จริง” นั่นคือ น้ำมันดิบ
เราพูดถึงน้ำมันก็เพราะพลาสติกส่วนใหญ่ที่อยู่รอบตัวเราทุกวันนี้ผลิตจากวัตถุดิบฟอสซิล เช่น น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะยังมีพลาสติกชีวฐานที่ผลิตจากวัตถุดิบหมุนเวียนด้วย ดังนั้น คำว่า “พลาสติก” จึงบอกชนิดวัตถุดิบตั้งต้นไม่ได้เสมอไป [10][13]
คำว่า Petroleum มาจากภาษาละตินสองคำรวมกัน ได้แก่ Petra แปลว่า หิน และ Oleum แปลว่า น้ำมัน เมื่อนำมารวมกันจึงหมายถึง “น้ำมันที่ได้จากหิน” ฟังดูแล้วก็ตรงกับความจริง เพราะน้ำมันดิบที่เราขุดขึ้นมานั้น เกิดจากการสะสมตัวและเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาภายใต้พื้นดินมาเป็นเวลานับล้าน ๆ ปี
ปิโตรเลียมเกิดจากอินทรียวัตถุโบราณที่ถูกฝังและเปลี่ยนสภาพภายใต้ความร้อนและความดันเป็นเวลานานมาก ไม่ได้เกิดจากลาวาหรือเถ้าภูเขาไฟโดยตรง เมื่อนำมาผ่านกระบวนการกลั่นและปิโตรเคมี จึงได้วัตถุดิบหลายชนิดสำหรับเชื้อเพลิง สารเคมี และพลาสติก
ในกระบวนการแปรรูปปิโตรเลียมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายนั้น ย่อมต้องเริ่มจากการสำรวจ เสาะหา และขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งหากแยกหัวข้อ “การสำรวจและแหล่งน้ำมัน” ออกมาเล่าเพียงอย่างเดียว ก็คงเขียนได้สนุกไม่น้อย เพราะเรื่องราวเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าที่ถูกขนานนามว่า black gold นี้ มีมิติทั้งเศรษฐศาสตร์ การเมือง และสังคมเข้ามาเกี่ยวพันมากมาย การแข่งขัน แย่งชิง และการใช้อำนาจต่อรองล้วนมีให้เห็นอยู่เสมอ แม้ผลลัพธ์บางเรื่องอาจน่าเศร้า แต่ก็เป็นบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การเรียนรู้
แต่เพื่อไม่ให้หลุดประเด็น เรากลับมาที่เรื่องของการขุดเจาะและการกลั่นปิโตรเลียมดีกว่า เมื่อน้ำมันดิบถูกนำขึ้นมาและผ่านการกลั่น มันจะถูกแยกออกเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย ตั้งแต่แก๊สโซลีน (gasoline) น้ำมันดีเซล น้ำมันก๊าด จนไปถึงยางมะตอยที่เราใช้ปูถนนในชีวิตประจำวัน
คำว่า “ยางมะตอย” ใช้เรียกวัสดุบิทูเมนที่เราพบในงานถนน ส่วนเรื่องเล่าว่าคำนี้มาจากชื่อบุคคลหรือยี่ห้อใด ผู้เขียนยังไม่พบหลักฐานต้นทางที่น่าเชื่อถือพอ จึงขอไม่ฟันธงเรื่องที่มาของคำ แต่เก็บความน่าสนใจไว้ตรงที่ว่าวัสดุจากปิโตรเลียมอยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด
แล้วน้ำมันมาเป็นพลาสติกได้อย่างไร?
วัตถุดิบปิโตรเคมีอย่างอีเทนหรือแนฟทาจะถูกป้อนเข้าเครื่องแตกโมเลกุล เพื่อผลิตเอทิลีนและสารตั้งต้นอื่น ๆ จากนั้นเอทิลีนจึงผ่านปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันกลายเป็นพอลิเอทิลีน ซึ่งใช้ทำพลาสติกหลากหลายชนิด [10] ดังนั้น เอทิลีนไม่ได้ไหลออกมาจากการกลั่นน้ำมันดิบแล้วกลายเป็นพลาสติกทันที แต่ยังมีหลายขั้นตอนทางปิโตรเคมีต่อจากนั้น
นอกจากโพลีเอทิลีนแล้ว ยังมีกลุ่มพลาสติกอีกหลายชนิดที่เริ่มต้นมาจาก “เอทิลีน” และ “โพรพิลีน” ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันเช่นเดียวกัน แต่ถ้าจะลงลึกไปกว่านี้ก็คงกลายเป็นวิชาปิโตรเคมีเต็มรูปแบบไปเสียก่อน เอาเป็นว่า…ขอให้คุณผู้อ่านจำไว้เพียงหลักง่าย ๆ ว่า พลาสติกเกิดจากการต่อตัวกันของโมเลกุลเล็ก ๆ ให้กลายเป็นสายยาว ๆ และนี่เองคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พลาสติกมีคุณสมบัตินำไปขึ้นรูปเป็นวัสดุได้หลากหลายอย่าง
จำเรื่องนี้ไว้ให้ดีนะคะ เพราะหลักการ “การต่อตัวของโมเลกุลเป็นสายยาว” จะกลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในตอนที่เราพูดถึงเรื่อง การรีไซเคิลพลาสติก ในช่วงท้าย ๆ ของหนังสือเล่มนี้
หลังจากที่ได้มาเป็นเม็ดพลาสติกแล้ว ผู้ผลิตก็จะนำมาขึ้นรูปเป็นสารพัดผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น กล่องอาหาร กล่องใส่ของ ขวด ถุงร้อน ถุงเย็น กะละมัง ไม้แขวนเสื้อ ฯลฯ อีกมากมาย ทั้งนี้ พลาสติกที่ใช้ก็เป็นพลาสติกต่างชนิดกัน ตรงนี้สำคัญ เพราะจะเกี่ยวข้องกับวิธีการแยกประเภทวัสดุเหลือใช้ (แยกขยะนั่นเอง) ที่มีประสิทธิภาพต่อไป
ประเภทของพลาสติก
พลาสติกมีพอลิเมอร์และสูตรผสมมากมายกว่าที่เราจะนับแบบง่าย ๆ ว่ามีเพียง 9 หรือ 10 ชนิด ในบทนี้ผู้เขียนเลือกเล่ากลุ่มที่พบใกล้ตัว 9 กลุ่ม แล้วแยก “ไบโอพลาสติก” มาเป็นหัวข้อพิเศษอีกหนึ่งหัวข้อ ส่วนเลข 1–7 ที่เห็นบนบรรจุภัณฑ์เป็นรหัสระบุเรซิน ไม่ใช่จำนวนชนิดพลาสติกทั้งหมด และไม่ใช่ตรารับรองว่ารีไซเคิลได้ [11][12]
1. Polyethylene Terephthalate (PET / PETE)
PET พบมากในขวดเครื่องดื่มและบรรจุภัณฑ์หลายชนิด คุณสมบัติและความทนร้อนขึ้นอยู่กับการออกแบบและเกรดของผลิตภัณฑ์ จึงควรใช้ตามฉลาก ไม่ควรนำขวด PET ทั่วไปเข้าไมโครเวฟหรือเติมของร้อน เว้นแต่ผู้ผลิตระบุชัดว่าออกแบบมาสำหรับการใช้งานนั้น
2. Polyethylene (PE)
LDPE มีความยืดหยุ่นและพบได้ในถุง ฟิล์ม และบรรจุภัณฑ์แบบนิ่มหลายชนิด ส่วนกล่องโฟมอาหารที่คุ้นตากันมักทำจากพอลิสไตรีนชนิดโฟม (EPS) ไม่ใช่ LDPE
3. Polypropylene (PP)
PP พบได้ในกล่องอาหาร ฝา หลอด และชิ้นงานรูปทรงต่าง ๆ หลายเกรดทนความร้อนได้ดี แต่การเข้าไมโครเวฟควรดูเครื่องหมายหรือคำแนะนำจากผู้ผลิตทุกครั้ง ไม่ควรตัดสินจากเลขรหัสเรซินเพียงอย่างเดียว
4. Polystyrene (PS)
“โพลีสไตรีน” หรือ PS เป็นพลาสติกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมาก มีน้ำหนักเบา และมีราคาถูก ถ้าพูดกันเป็นภาษาศัพท์ทางการก็อาจจะเห็นภาพไม่ค่อยชัดว่าโพลีสไตรีนนี้เอาไปใช้ทำอะไรกันบ้าง แต่ถ้าเฉพาะเจาะจงไปเลยว่า นำไปผลิตแผ่นซีดี แผ่นดีวีดี หรือ แก้วน้ำใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ก็พอจะเข้าใจชัดเจนขึ้น และเมื่อกล่าวว่านำไปผลิตเป็น “กล่องโฟมใส่อาหาร” คงเข้าใจชัดเจนมากๆ ว่า โพลีสไตรีน คืออะไร เพราะกล่องโฟมใส่อาหาร หรือ สไตโรโฟม ทำมาจากพลาสติกชนิดนี้นั่นเอง
เรามักจะพอได้ยินมาจากงานรณรงค์ทั้งหลายว่า กล่องโฟม รีไซเคิลไม่ได้ ในช่วงที่ผู้เขียนโหมงานรณรงค์อย่างหนักนั้น เรื่องของกล่องโฟมเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมาก แต่ถ้าถามว่านำไปรีไซเคิลได้หรือไม่ คำตอบของผู้เขียนอาจแตกต่างสักหน่อยที่จะขอบอกว่า “รีไซเคิลได้ยากมาก และกระบวนการซับซ้อน” เพราะเคยทราบมาว่ามีชุมชนญี่ปุ่นที่แถวๆ สุขุมวิท มีถังคัดแยกวัสดุเหลือใช้ โดยรณรงค์ให้ผู้ที่นำขยะมาคัดแยกในถัง (จริงๆ แล้วคือลังเหล็กเปิดขนาดใหญ่) ทำให้ขยะสะอาดเสียก่อนจะนำมาใส่ในนี้ โดยมีลังหนึ่งรับ “โฟม” ทั้งประเภทที่เป็นบรรจุภัณฑ์ (พวกกล่องโฟมใส่อาหาร) และประเภทที่เป็นโฟมกันกระแทกกันเลยทีเดียว ผู้เขียนจึงศึกษาข้อมูลส่วนนี้เพิ่มเติมพบว่า จริงๆ แล้วมีการนำโฟมเหล่านี้ไปใช้ในการถมถนนได้ จริงๆ แล้ว ในแนวคิดการนำโฟมไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น คือ ไม่ได้มีการแปรรูปหรือแปรสภาพ ก็คงเรียกว่ารีไซเคิลไม่ได้ อาจเรียกได้ว่ารียูส (ใช้ซ้ำ) มากกว่า เพียงแต่ไม่ได้นำกลับมาใช้ในตำแหน่งหน้าที่เดิม คือ กล่องโฟมใส่อาหารใช้แล้ว แม้จะล้างสะอาดเพียงใด ก็ไม่ได้นำกลับมาใช้เป็นกล่องโฟมใส่อาหารอีกแล้ว แต่จะนำไปใช้อย่างอื่น .. ในประเด็นของโฟมที่นำไปถมถนนนั้น ในความเป็นจริงแล้ว มีการจำหน่ายโฟมสำหรับงานก่อสร้าง และงานสถาปัตยกรรม เป็นโฟมประเภท EPS โฟม ซึ่งมีความปลอดภัยสูง ที่นิยมใช้ในการก่อสร้าง โดยเฉพาะพื้นผิวที่ต้องรับน้ำหนัก (เช่น ถนน) เพราะว่า โฟมมีคุณสมบัติที่ดีสำหรับงานนี้คือ ไม่ยุบตัวง่าย รับน้ำหนักได้มาก (ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สไตโรโฟม)
ขอวกกลับมาที่เรื่องของกล่องโฟมใส่อาหารกันสักหน่อย แม้ว่าผู้เขียนจะไม่ได้รณรงค์ดุเดือดเกรี้ยวกราดถึงขนาดตัดญาติเลิกใช้กันไป แต่ผู้เขียนก็เลิกใช้กล่องโฟม และมักจะให้ข้อมูลความจริงกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อที่จะเลือกพฤติกรรมด้วยตัวเอง และมีทางเลือกในการจัดการขยะอีกด้วย เพราะแม้ว่าโฟมจะสามารถนำไปใช้ได้ในรูปลักษณ์อื่น แต่ขยะบ้านเรานี้ช่างหลากหลาย นึกภาพไปที่ขยะของชุมชนญี่ปุ่นแล้วก็ให้อยากจะเนรมิตขยะทั่วไปให้สะอาดอย่างนั้นบ้าง เพราะเขาทำความสะอาดกันดีจริงๆ จนทำให้มองเห็นภาพว่า ขยะเหล่านั้นจะถูกนำกลับไปรีไซเคิลได้ทุกหน่วยทุกใบเลย เพราะไม่มีปนเปื้อนเลย ในทางเดียวกันถ้าประชาชนคนไทยทำได้แบบนี้บ้าง คงเกิดประโยชน์ต่อวงการรีไซเคิลกันน่าดู แต่ความเป็นจริงไม่เป็นอย่างนั้น ขยะที่เห็นทั่วไปมักถูกทิ้งรวมกัน จนทำให้ขยะดีๆ กลายเป็นขยะปนเปื้อนเสียนี่ .. ดังนั้นเรื่องกล่องโฟมแทบไม่ต้องเอ่ยถึง เพราะมักจะกลายเป็นกล่องเน่าๆ ส่งกลิ่นรุนแรงเพราะแบคทีเรียที่มาจัดการเศษอาหารที่ตกค้างนั่นเอง .. เวลาที่รณรงค์ ผู้เขียนจะหยิบยกประเด็นหลักๆ ขึ้นมา 3 ประเด็นคือ เรื่องสุขภาพเนื่องจากภาชนะโฟมไม่เหมาะสมกับการใส่อาหารร้อนๆ และอาหารส่วนใหญ่ก็ร้อนเสียด้วย เคยมีคลิปวิดีโอของกระทรวงสาธารณสุขที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสารเคมีที่ปนเปื้อนในอาหารร้อนที่บรรจุในภาชนะโฟม ซึ่งเป็นคลิปที่ดีมากและเห็นภาพชัดเจน จากคลิปดังกล่าวนี้เรียกว่ากระชากใจผู้บริโภคได้มาก ยอมรับจริงๆ ว่าเรื่องใกล้ตัวมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของมนุษย์ แม้ว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องภาวะโลกร้อนก็เป็นเรื่องใกล้ตัวเหมือนกัน แต่ก็เสมือนเรื่องใกล้ตัวที่มองกันไม่ค่อยเห็น จึงมักจะถูกละเลยไป .. แต่เอาเถิด ตราบเท่าที่ผลลัพธ์ร่วมกันคือ ลดปริมาณขยะชนิดสไตโรโฟมได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าดีใจ
อีกประเด็นคือเรื่องความ “ฟู” ของขยะ ทำให้เปลืองเนื้อที่จัดเก็บและพื้นที่ในหลุมฝังกลบมาก และถ้าจะไล่เรียงกันไปแล้ว ไม่เพียงแค่ความฟูในหลุมฝังกลบเท่านั้น (เพราะพอลงหลุมแล้วรถบดก็จะบดๆ จนกระทั่งอัดได้แน่นที่สุด) แต่รวมไปถึงรอบในการขนส่งด้วย นั่นหมายถึงการวิ่งรอบรถที่มากขึ้น สิ้นเปลืองพลังงานเชื้อเพลิงมากขึ้นนั่นเอง ผู้เขียนมักจะหยิบยกว่า สไตโรโฟมคือ พลาสติกที่แตกตัวขึ้นมา 10 เท่า นั่นคือกระบวนการผลิตที่จะได้มาเป็นโฟม จากนั้นก็คงจะจินตนาการกันออกว่า ปริมาณของโฟมที่เบามากแต่ฟูมากจะมากมายมหาศาลสักเพียงใด
ประเด็นที่ 3 ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งคือ โฟมเป็นขยะชนิดที่ “ไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ” นั่นคือต่อให้เราฝังโฟมไว้เนิ่นนานเพียงใด ก็ไม่ย่อยสลายไป อันที่จริงแล้ว โลหะ หรือแก้ว ก็ไม่ย่อยสลายเหมือนกัน แต่มีข้อแตกต่างในส่วนของทางเลือกในการจัดการขยะ เพราะโลหะ และแก้ว ส่วนใหญ่แล้วจะนำไปรีไซเคิลได้ แต่โฟมนี้รีไซเคิลยากมากๆ หรือหากจะนำไปใช้ก็ต้องมีการจัดเตรียมให้ดีก่อนที่จะคัดแยก
ในหัวเรื่องนี้จึงพูดถึงโฟม (สไตโรโฟม) เสียมาก เพราะนับเป็นเรื่องที่ต้องคุยกันยาวนี้ยังไม่รวมถึงผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศ ถ้าเรานำเอาโฟมไปเผา และยังไม่รวมถึงผลกระทบทางทะเลถ้าเกิดว่ามีโฟมหลุดรอดไปสู่มหาสมุทร แม้ว่าเราจะไม่ควรตีตนไปก่อนไข้ แต่เราก็ไม่น่าจะรอให้วัวหายล้อมคอก
5. Polyvinyl Chloride (PVC)
PVC ใช้ได้ทั้งท่อ สายไฟ พื้น วัสดุก่อสร้าง และบรรจุภัณฑ์บางประเภท แต่สูตรสารเติมแต่งต่างกันมาก จึงต้องใช้ผลิตภัณฑ์ตามวัตถุประสงค์ที่ออกแบบไว้ และไม่ควรนำวัสดุ PVC ที่ไม่ได้ผลิตสำหรับสัมผัสอาหารมาใส่อาหาร
6. Nylon (PA)
พลาสติกชนิดนี้มีใช้กันมากพอสมควร เราคงคุ้นเคยกับ “เชือกไนล่อน” หรือ “กระเป๋าผ้าไนล่อน” เหล่านี้คือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากพลาสติกชนิดนี้ นอกจากกลุ่มเชือก เสื้อผ้าแล้ว ไนล่อน ยังนำไปใช้แทนชิ้นส่วนเหล็กในชิ้นส่วนรถยนต์ที่ไม่ต้องการความแข็งแรงมาก พลาสติกไนลอนนี้ มีคุณสมบัติเด่นคือ มีความ ยืดหยุ่น ทนทาน ทนต่อความร้อนและสารเคมีได้ดี
7. ABS (Acrylonitrile Butadiene Styrene)
ABS ย่อมาจาก Acrylonitrile Butadiene Styrene เป็นพลาสติกเหนียวและทนแรงกระแทก พบในหมวกนิรภัย ของเล่น และชิ้นส่วนเครื่องใช้ต่าง ๆ อย่าสับสนกับ ABS ในรถยนต์ ซึ่งย่อมาจาก Anti-lock Braking System หรือระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก [27]
8. Polycarbonate (PC)
พอลิคาร์บอเนต (PC) เป็นพลาสติกที่โปร่งใส แข็งแรง และทนแรงกระแทกได้ดี บางเกรดทนความร้อนได้ จึงพบในแผ่นใส อุปกรณ์ไฟฟ้า แผ่น CD/DVD และชิ้นส่วนเฉพาะทาง แต่ความทนไฟและความเหมาะสมต่ออาหารขึ้นอยู่กับเกรดและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ไม่ควรเหมารวมว่า PC ทุกชนิดเป็นฉนวนป้องกันไฟ
9. Acrylic (PMMA)
มาถึงลำดับสุดท้าย คือ “อะคริลิก” นั่นเอง อะคริลิกนับเป็นพลาสติกประเภทหนึ่ง มีความใส ทนต่อรอยขีดข่วน ทนต่อความร้อนและแสงแดด ทำความสะอาดได้ง่าย นิยมนำมาใช้แทนกระจก ในปัจจุบันมีการผลิตอะคริลิกที่มีสีหลากหลายเหมาะกับงานตกแต่ง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้อะคริลิกเช่น ตู้ปลา เลนส์แว่นตา กรอบรูป ชั้นวางสินค้า โล่รางวัล แผ่นป้ายโฆษณา ฯลฯ
10. (พิเศษ) Bio-Based Plastic (ไบโอพลาสติก)
ไบโอพลาสติกเป็นคำกว้าง ๆ ที่อาจหมายถึงพลาสติกชีวฐาน พลาสติกที่ย่อยสลายได้ หรือทั้งสองอย่าง พลาสติกชีวฐานไม่จำเป็นต้องย่อยสลายได้ และพลาสติกย่อยสลายได้บางชนิดก็มาจากวัตถุดิบฟอสซิลได้เช่นกัน [13]
ถ้าจะให้เข้าใจง่าย ผู้เขียนชวนแยกเป็นสองคำถาม คือ “ทำมาจากอะไร” กับ “ปลายทางย่อยสลายภายใต้เงื่อนไขใด” คำว่า biobased ตอบเรื่องวัตถุดิบ ส่วน biodegradable หรือ compostable ตอบเรื่องพฤติกรรมปลายทาง ซึ่งต้องดูทั้งมาตรฐาน อุณหภูมิ ความชื้น เวลา และระบบจัดการที่รองรับ [13][14]
ดังนั้น PLA หรือบรรจุภัณฑ์ที่ระบุว่า compostable ไม่ควรทิ้งรวมกับเศษอาหารโดยอัตโนมัติ และไม่ควรคาดหวังว่าจะย่อยได้รวดเร็วในหลุมฝังกลบ ควรดูเครื่องหมายรับรองและสอบถามระบบรับในพื้นที่ก่อน หากไม่มีระบบหมักอุตสาหกรรมที่รองรับ ให้ทำตามคำแนะนำของท้องถิ่นหรือผู้ผลิต [14]
การรีไซเคิลพลาสติก
ประเด็นของพลาสติกนี้ เรียกได้ว่าพูดกันได้ยาวๆ แต่ขออย่าเพิ่งเบื่อกันไปเสียก่อน ไหนๆ ก็คุยกันมาถึงลำดับขั้นนี้แล้ว เราลองมารู้กันให้ลึกอีกหน่อยว่า พอเรานึกถึงการร่วมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยช่วยกันลดปริมาณขยะ หนึ่งในวิธีการลดปริมาณขยะนั่นคือ “ไม่ทำให้ขยะเป็นขยะ” ก็เรียกง่ายๆ ว่า อุ้มขยะขึ้นมาก่อนจะลงถังไปเสีย นั่นคือการคัดแยกขยะ นั่นเอง (แหม… ผู้เขียนก็ว่ากันเสียยืดยาว!)
สำหรับพลาสติก ถ้าสังเกตให้ดีอาจเห็นสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมมีเลข 1–7 อยู่ข้างใน เลขนี้เรียกว่า Resin Identification Code มีหน้าที่บอกตระกูลเรซินเพื่อช่วยการคัดแยก ไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่าของชิ้นนั้นรีไซเคิลได้ในทุกพื้นที่ [11][12] หน้าตาเป็นแบบนี้
รหัส 1–6 ใช้ระบุตระกูลเรซินที่กำหนดไว้ ส่วนเลข 7 คือกลุ่ม Other ซึ่งอาจรวมพลาสติกหลายชนิดหรือวัสดุหลายชั้น การรับรีไซเคิลจริงจึงขึ้นอยู่กับรูปแบบผลิตภัณฑ์ ความสะอาด เทคโนโลยี และตลาดของแต่ละพื้นที่ อย่าเพิ่งดูแค่เลขแล้วสรุปว่า “ได้” หรือ “ไม่ได้” วิธีที่แม่นที่สุดคือสอบถามผู้รับในพื้นที่ [11][12]
ในช่วงที่ผู้เขียนเริ่มเรียบเรียงเรื่องนี้ คำว่า Down Cycle ถูกนำมาใช้อธิบายการรีไซเคิลที่ทำให้คุณภาพวัสดุลดลง ผู้เขียนไม่ได้รู้สึกขัดแย้งกับคำนี้ เพราะการจำกัดความช่วยให้เราเห็นทั้งกระบวนการและผลลัพธ์ชัดขึ้น แต่ก็ยังชวนคิดต่อว่า หากวัสดุที่คุณภาพลดลงเล็กน้อยถูกออกแบบให้สวย ใช้งานดี และมีมูลค่าสูงขึ้น เราจะเรียกสิ่งนั้นว่าอะไร การตีความคงต้องดูทั้งคุณภาพวัสดุ หน้าที่ใช้สอย และคุณค่าที่เกิดขึ้นประกอบกัน
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ สมมุติเรานำพลาสติกเข้าสู่กระบวนการหลอมให้เป็นเม็ดพลาสติกเพื่อนำไปใช้งานได้ใหม่ โดยทั่วไปแล้วเม็ดพลาสติกเหล่านี้มักถูกนำไปผสมรวมกับพลาสติกใหม่ (เป็นการลดสัดส่วนการใช้เม็ดพลาสติกใหม่) และนำไปผลิตเป็นสิ่งของที่ไม่ได้นำไปใช้บรรจุอาหาร อาจจะเป็นกะละมังพลาสติก ขัน กล่องใส่ของ ฯลฯ จากกระบวนการนี้ จะเห็นว่าเม็ดพลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิล อาจถูกเรียกว่า “Down Cycle” ได้ เพราะว่าพลาสติกเหล่านี้มีคุณภาพที่ลดลงไป ไม่สามารถนำไปใช้ในระดับการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารได้แล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ก็นำไปผสมกับพลาสติกใหม่แล้วนำไปผลิตเป็นข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ก็เรียกได้ว่าไม่ได้ด้อยค่าลงไปเสียทีเดียว และถ้าสมมุติว่ามีการดีไซน์กะละมัง ขัน กล่อง ให้ดูสวยงามขึ้นมาและโปรโมทว่าเป็นสิ่งที่ได้จากการรีไซเคิลนี้ อาจสร้างมูลค่าในตัวเองได้อีก คือถ้าการจำกัดความไปหยุดที่คุณภาพของตัวพลาสติกเดี่ยวๆ เลย ก็เรียกว่า down cycle ได้ ในประเด็นนี้ ผู้เขียนตีโจทย์ว่าเป็นการ down cycle แต่ผู้เขียนไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องเสียหายอะไร กลับดีด้วยซ้ำ เพราะอย่างน้อยๆ ก็เป็นการช่วยลดการใช้เม็ดพลาสติกใหม่ เป็นการนำวัสดุเหลือใช้ผ่านกระบวนการให้กลับมาใช้ในฐานะทรัพยากรทดแทนได้ คือไม่ใช่แค่ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นวัตถุดิบในการผลิต แต่เป็นการลดการใช้พลังงาน ลดการใช้สารเคมีบางอย่างได้ด้วย สำหรับการนำไปเพิ่มมูลค่านั้น ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่อาจจะเรียกได้ว่า เป็นการสร้างสีสัน หรือเป็นการสร้างอาชีพ หรืออาจจะเป็นการชูประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการรีไซเคิล ให้ประชาชนได้เห็นว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว โดยกลุ่มนักรณรงค์มักมีความคาดหวังว่า เมื่อประชาชนได้เห็น ได้จับต้อง ว่ามีสิ่งที่รีไซเคิลได้แล้วมาใช้งานได้จริงๆ ก็จะมีกำลังใจ มีความเชื่อว่า การคัดแยกขยะไม่ใช่เรื่องที่ไร้สาระอีกต่อไป .. อันนี้พูดจากใจในฐานะนักรณรงค์คนหนึ่ง ร่วมกับผองเพื่อนบางส่วนในวงการ ที่เคยได้ร่วมคิดร่วมแบ่งปันประสบการณ์กัน
พูดเรื่องรีไซเคิลพลาสติกเป็นเม็ดไปแล้ว ต่อมาขอคุยถึงอีกกระบวนการที่ฟังดู “So Smart!” นั่นคือไพโรไลซิส (Pyrolysis) ซึ่งใช้ความร้อนราว 300–700 องศาเซลเซียสในสภาวะไม่มีออกซิเจน เพื่อแตกโมเลกุลให้ได้ผลิตภัณฑ์เป็นก๊าซ ของเหลว และของแข็ง [15] แต่กระบวนการนี้ไม่ใช่ไม้กายสิทธิ์สำหรับพลาสติกทุกชนิด วัตถุดิบที่ค่อนข้างเหมาะมักเป็นพลาสติกกลุ่มพอลิโอเลฟินที่คัดแยกดี ขณะที่ PVC มีคลอรีนและเป็นข้อจำกัดสำคัญ ผลได้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดพลาสติก ความสะอาด อุณหภูมิ ตัวเร่ง และแบบเครื่อง จึงไม่ควรใช้ตัวเลขผลผลิต 90% เป็นค่าทั่วไป น้ำมันที่ได้จากพลาสติกฟอสซิลก็ไม่ควรเรียกว่า “น้ำมันชีวภาพ” โดยอัตโนมัติ และยังต้องพิจารณาพลังงาน มลพิษ คุณภาพผลิตภัณฑ์ และความคุ้มค่าของระบบทั้งหมดด้วย [15]
เอาล่ะ! มาถึงบรรทัด “รู้อะไรไม่สู้รู้อย่างนี้” กันแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่ามีจำนวนผู้คนไม่น้อยที่จะอดบ่นกันด้วยความเสียดายไม่ได้ว่า “รู้อย่างนี้คัดแยกพลาสติกไว้ตั้งนานแล้ว” หรือ “รู้อย่างนี้ไม่ทิ้งพลาสติกรวมๆ ไปกับขยะอื่น” แต่ถึงแม้ว่าเราจะเพิ่ง “รู้อย่างนี้” กันในนาทีนี้ ก็เรียกว่ายังไม่สายที่จะเริ่มต้น.. คุณพร้อมหรือยังที่จะช่วยกัน “เปลี่ยนขยะ เป็นทรัพยากร”
