Posted in

ก่อนจะเป็นขยะ: วงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์ยูเอชที จากกล่องใช้แล้วสู่ทรัพยากร

บรรจุภัณฑ์ยูเอชที—หรือที่เราคุ้นกันว่า “กล่องเครื่องดื่ม/กล่องนม”—คือบรรจุภัณฑ์ของอาหารที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูงในระบบปิด ช่วยให้เก็บรักษาได้นานโดยไม่ต้องแช่เย็นและไม่ต้องพึ่งสารกันเสีย จนกลายเป็นหนึ่งในบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การบริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง

ผู้เขียนโหวตให้กล่องชนิดนี้เป็น “บรรจุภัณฑ์ยอดฮิต” ไม่ใช่เพราะมีสัดส่วนขยะมากที่สุด แต่เพราะ ไม่มีแทบกองไหนเลยที่ไม่มี กล่องนม/น้ำผลไม้ปะปนอยู่ รูปทรงแบบกล่องและบางรุ่นมีผิวสะท้อนแสง ทำให้มัน “เตะตา” เสมอ—และทุกครั้งที่เห็นในถังขยะ ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นคือ “เสียดาย” อย่างบอกไม่ถูก

บรรจุภัณฑ์ยูเอชที หรือ กล่องเครื่องดื่ม ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Beverage Carton” ในภาษาไทยนั้นถ้าเราใช้คำว่า “กล่อง” เราจะต้องมีคำขยายความ เช่น กล่องกระดาษ หรือ กล่องพลาสติก กล่องไม้ กล่องอะไรอะไร ก็ตามแต่ .. แต่พอใช้คำว่ากล่องเครื่องดื่ม ผู้เขียนเชื่อว่า คนส่วนใหญ่เข้าใจตรงกันได้ทันทีว่า เป็นกระดาษที่ผนึกกับวัสดุอื่นๆ อีก แต่หน้าที่หลักๆ คือ เอาไว้บรรจุเครื่องดื่มแน่ๆ ในขณะที่ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Carton” เป็นการให้ความหมายที่ชัดเจนในตัวว่า มาจากกระดาษเป็นหลัก แน่ๆ แล้ว

อันที่จริงแล้ว บรรจุภัณฑ์ยูเอชทีนั้นผลิตจากกระดาษ พลาสติก และอะลูมิเนียมฟอยล์ ผนึกแน่นถึง 6 (หรือ 7) ชั้น โดยมีสัดส่วนของกระดาษถึง 75% พลาสติก ประมาณ 20-22.5% และอะลูมิเนียมฟอยล์ 5-2.5% ในที่นี้ใช้คำว่าบรรจุภัณฑ์ยูเอชที เพราะมีความแตกต่างจากบรรจุภัณฑ์พาสเจอร์ไรส์ ซึ่งมีเพียงส่วนประกอบของกระดาษและพลาสติกบางๆเคลือบไว้ ในขณะที่บรรจุภัณฑ์ยูเอชทีนั้นจะมีส่วนประกอบที่ซับซ้อนกว่าตามที่กล่าวข้างต้น เพื่อบรรจุเครื่องดื่มและของเหลวที่ผ่านกระบวนการยูเอชที (Ultra High Temperature) ซึ่งต้องบรรจุในระบบปิด ปลอดเชื้อ และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ยูเอชที ต้องทำหน้าที่ป้องกันทั้งแสงและอากาศ ไม่ให้เข้าไปสัมผัสกับอาหารและเครื่องดื่มภายใน (จึงต้องมีชั้นฟอยล์เป็นส่วนประกอบ) เพื่อยืดอายุของอาหารและเครื่องดื่มให้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานในอุณหภูมิห้องโดยที่ไม่ต้องแช่เย็นและไม่ต้องใส่สารกันเสียลงไปในอาหารและเครื่องดื่ม ในขณะที่บรรจุภัณฑ์ที่ใช้เพื่อบรรจุเครื่องดื่มและของเหลวที่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรส์นั้นแตกต่างออกไป ในกระบวนการพาสเจอร์ไรส์ ผู้ผลิตมีทางเลือกด้านการใช้บรรจุภัณฑ์ที่หลากหลายกว่า เช่น แก้ว ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก เป็นต้น เนื่องจากเครื่องดื่มหรือของเหลวที่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรส์นี้มีอายุสั้นกว่าเครื่องดื่มหรือของเหลวที่ผ่านกระบวนการยูเอชที การใช้และผนึกบรรจุภัณฑ์จึงเน้นที่ความสะอาด ผนึกแน่นเท่านั้น ไม่ต้องคำนึงมากเรื่องปัจจัยการยืดอายุเครื่องดื่มหรือของเหลวภายใน

ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า บรรจุภัณฑ์ยูเอชที นั้นประกอบด้วยวัสดุ 3 ชนิด ผนึกแน่นถึง 6 หรือ 7 ชั้น นั้น ยังมีเรื่องที่น่าติดตาม และศึกษา เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการ หรือวิธีการรีไซเคิลได้ชัดเจนขึ้น

กระดาษ

กระดาษที่ใช้ผลิตกล่องเครื่องดื่มนั้น เป็นกระดาษชนิดเยื่อใยยาว และด้วยจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของผู้คิดค้น ร่วมกับผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม เรื่องการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ ส่งผลให้ผู้ผลิตสามารถเลือกใช้กระดาษที่ได้จากแหล่งป่าไม้ที่เป็นป่าปลูกเชิงพาณิชย์ และได้รับการรับรองจากองค์การพิทักษ์ป่าไม้ หรือ FSC (Forest Stewardship Council) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมนี ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการใช้ทรัพยากรป่าไม้อย่างมีความรับผิดชอบ มีการบริหารป่าไม้อย่างยั่งยืน ตรวจสอบและให้การรับรองป่าไม้ ดังนั้น กว่าจะได้ตรา “FSC” มาติดบนบรรจุภัณฑ์ที่มีกระดาษเป็นส่วนประกอบหลัก ก็ทำให้ผู้บริโภคได้รับรู้ว่า ในการบริโภคนั้นๆ ไม่ได้มีการไปรุกล้ำพื้นที่ป่าสงวน และยังมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการปลูกป่าทดแทนอีกด้วย

กระดาษ ที่ใช้ผลิตกล่องเครื่องดื่มนั้น จึงเรียกได้ว่าเป็นกระดาษใหม่ เป็นกระดาษ First hands, ไม่ใช่ Second hands แน่ๆ นอกจากนี้ ด้วยคุณสมบัติที่เป็นกระดาษเยื่อใยยาว และมีสัดส่วนมาก เพราะบรรจุภัณฑ์ยูเอชที 1 ใบ มีกระดาษเป็นส่วนประกอบถึง 75% นี่จึงทำให้ผู้เขียนรู้สึก “เสียดายมาก” เวลาเห็นบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีในกองขยะ ในเรื่องของกระดาษนั้น ด้วยคุณสมบัติของกระดาษเยื่อใยยาว ทำให้สามารถนำกระดาษที่ได้จากการแยกเยื่อกระดาษ ไปใช้ประโยชน์ได้มากมายเลยทีเดียว

พลาสติก

ส่วนประกอบของพลาสติกในบรรจุภัณฑ์ยูเอชที มีสัดส่วน 20-22.5% ของวัสดุทั้งหมด โดยพลาสติกที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ยูเอชที เป็นพลาสติกประเภทโพลีเอทีลีน (PE) คือ พลาสติกที่เราใช้กันทั่วไป ซึ่งมีความปลอดภัยในระดับการบรรจุอาหาร (Food Grade)

พลาสติกที่ใช้ประกอบเป็นบรรจุภัณฑ์ยูเอชที ทำหน้าที่หลักๆ ได้แก่

– ป้องกันความชี้น ไม่ให้ความชื้นเข้าไปในกล่องหรือเข้าไปสัมผัสกับอาหารเครื่องดื่มภายในได้

– ผนึกกล่องให้เป็นรูปทรง

อะลูมิเนียมฟอยล์

ในกล่องเครื่องดื่มมีอะลูมิเนียมฟอยล์เพียง 2.5-5% เท่านั้น ผู้เขียนมักจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า ลำดับชั้นของอะลูมิเนียมฟอยล์นั้น บางมากๆ บางประมาณเส้นผมของเราเห็นจะได้ ซึ่งก็ไม่เกินความจริงไปนัก ถ้าใครอยากพิสูจน์ ลองดูที่บรรจุภัณฑ์ยูเอชที ที่มีรูให้เจาะหลอด นั้นคือชั้นของฟอยล์ และพลาสติกที่ผนึกอยู่ (ไม่ได้มีแค่ฟอยล์อย่างเดียว) เรียกได้ว่า บางมากๆ เลยทีเดียว ที่ทั้งบางและเหนียว (คือเราต้องออกแรงเจาะสักหน่อยไม่ใช่กดทะลุง่ายๆ) ก็เพราะมีพลาสติกผนึกด้วย เพื่อกันความชื้น

ดังนั้น จะลอกอะลูมิเนียมออกมาอย่างเดียวนั้น ไม่ง่ายเลย

ถึงแม้ว่าอะลูมิเนียมฟอยล์จะมีสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับวัสดุชนิดอื่น แต่ก็เป็นวัสดุที่มีค่า Carbon Footprint สูงกว่าเพื่อน (เรื่องนี้ ขอให้คุณผู้อ่านลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมดู และถ้าผู้เขียนมีเวลา จะเขียนหนังสือเพิ่มอีกสักเล่ม เกี่ยวกับ carbon footprint ในชีวิตประจำวัน) อย่างที่เรารู้กันดีจากบทที่ผ่านมาว่า กระดาษ มาจากต้นไม้ พลาสติกมาจากน้ำมัน ส่วนอะลูมิเนียมนั้น มาจากเหล็ก และเมื่อมาตีให้เป็นอะลูมิเนียมฟอยล์ ก็เป็นกระบวนการแปรรูปวัตถุดิบอย่างหนึ่ง แต่ทั้งนี้ไม่ต้องตกใจไป อย่างที่ผู้เขียนบอกไว้แล้วว่า อะลูมิเนียมฟอยล์ที่เราเห็นในกล่องเครื่องดื่มนั้น บางมากๆ และที่สำคัญ ไม่มีชั้นนี้คงจะปกป้องอาหารและเครื่องดื่มภายใน ให้มีอายุยาวไม่ได้ เพราะอะลูมิเนียมฟอยล์กันแสงได้สนิท ก็เรียกได้ว่า เป็นการสร้างประโยชน์มหาศาล จริงๆ ผู้เขียนเคยทำกิจกรรมหนึ่งชื่อ Energy Trace หรือ ตามรอยพลังงาน เป็นกิจกรรมที่ทำให้เรามองเห็นว่า กว่าจะได้มาเป็นสิ่งใดๆ ต้องผ่านกระบวนการใด และต้องใช้พลังงานใดบ้าง ก็พบว่า มีบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีนี่แหละที่ช่วยประหยัดรอบการขนส่งได้ เพราะอาหารและเครื่องดื่มในบรรจุภัณฑ์ มีอายุยืนยาวกว่าใครเพื่อน และน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ก็น้อย ก็ขนส่งได้สัดส่วนอาหารเครื่องดื่มมาก เก็บได้นาน ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงที่ใช้ในการขนส่ง (ยังไม่รวมเรื่องยิบย่อยอื่นๆ อีก) ส่วนหนึ่งก็ยกยอดให้กับเจ้า “อะลูมิเนียมฟอยล์” ด้วย ที่ช่วยปกป้องอาหารเครื่องดื่มจากแสงได้

ประกอบร่างสร้างเป็นบรรจุภัณฑ์ยูเอชที

เอาล่ะ! มาถึงบทนี้ ถ้าคุณผู้อ่านไม่กระโดดข้ามตอนมา ก็พอเข้าใจชัดเจนแล้วว่า แต่ละลำดับชั้นของบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีประกอบด้วยอะไร มีคุณสมบัติใดบ้าง มาถึงขั้นนี้แล้วเรามาประกอบร่างสร้างบรรจุภัณฑ์กัน

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่ากล่องเครื่องดื่มจะผนึก 6 หรือ 7 ชั้น ก็ตามแต่ จะเรียงลำดับชั้นเหมือนกัน นับจากด้านนอกกล่องคือ พลาสติก กระดาษ พลาสติก อะลูมิเนียมฟอยล์ พลาสติก และ พลาสติก โดยทั้ง 6 ชั้น ถูกผนึกติดกันด้วยความร้อนเท่านั้น ดังนั้นการนำบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีกลับเข้าสู่กระบวนการ “รีไซเคิล” นั้น จึงว่ากันอย่างตรงไปตรงมา

ในกระบวนการรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่มนั้น สามารถทำได้หลากหลายวิธี เราจะมาเริ่มจากวิธีการ “ทำได้ด้วยตัวคุณ” หรือ DIY และกระบวนการในลักษณะงานหัตถกรรม (Hand made)

วิธีการคือ นำบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีใช้แล้ว (แนะนำว่าล้างให้สะอาดเสมอก่อนจัดเก็บ) ฉีกให้ขาดออกจากกัน จะเล็กใหญ่ก็ได้ไม่เป็นไร ขอให้น้ำเข้าได้ก็เป็นอันใช้ได้ แล้วนำไปแช่ใน “น้ำเปล่า” เอาแค่พอท่วม ไม่ต้องเยอะมาก จะแช่ไว้นานเท่าไหร่ก็ได้ ขอให้นิ่มก็พอ แช่นานหน่อย ก็ขยี้เอากระดาษออกมาง่ายหน่อย แต่ถ้าไม่มีเวลา ก็แช่สักครู่ก็ใช้ได้ แต่ต้องใช้แรง ลอกกระดาษออกมาสักหน่อย

ถ้าทำกระดาษแบบ hand made จริงๆ จังๆ ผู้เขียนมักจะแช่ไว้ 3-5 ชั่วโมงเสมอ บางครั้งเร่งหน่อยก็เอาไปต้มเลยก็มี ส่วนตัวผู้เขียนที่ทดลองทำด้วยตัวเอง แบบต้มจะได้เยื่อสีออกขาวกว่า ซึ่งปกติจะออกน้ำตาลแบบลังกระดาษ ทั้งนี้ แหล่งบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีก็มีส่วนสำคัญ ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า บางยี่ห้อก็มีกระดาษที่สีเข้ม บ้างก็อ่อนกว่าหน่อยหนึ่ง

เมื่อแช่น้ำจนนิ่มพอจะขยี้เอากระดาษออกได้แล้ว ก็ทำการ ลอกเยื่อกระดาษ ออกจากชั้นพลาสติก และอะลูมิเนียมฟอยล์ จากนั้น อาจละลายน้ำเพิ่มได้ ในการทำกระดาษ hand made นี้ ต้องตีเยื่อให้แตกออกจากกัน คือ คลายสภาพความเป็นแผ่น แนะนำให้เอาไปต้มอีกทีดีกว่า แล้วทิ้งไว้ให้เย็น

จากนั้น ถ้าต้องการใส่สี ให้กรองเอาน้ำออก แล้วบีบพอหมาด ใส่สีคลุกให้ทั่วๆ วางทิ้งไว้ให้พอหมาด และเมื่อใช้ ก็ละลายน้ำแล้วเทลงพิมพ์ทันที ตากให้แห้งคาพิมพ์นั้นแล้วค่อยแกะออกมา แนะนำว่าอย่าใส่สีลงในน้ำ เพราะไม่ค่อยติดเยื่อกระดาษ หรือบางท่านอาจจะใช้เทคนิคการหยดสี ตอนที่กระดาษอยู่บนพิมพ์แล้ว ก็ได้ สวยไปอีกแบบ

อีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ได้จากกระบวนการนี้คือ การทำเปเปอร์มาเช่ ข้อดีของการนำเยื่อกระดาษจากบรรจุภัณฑ์ยูเอชที มาทำคือ ไม่มีน้ำหมึกและเคมีในกระดาษ และไม่ต้องใช้กาวผสม เพราะเป็นกระดาษเยื่อใยยาวอยู่แล้ว จับตัวติดกันได้อย่างง่ายดาย

ยกตัวอย่างผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างงาม ในระดับการนำเยื่อกระดาษมาทำงานศิลป์ คือ อาจารย์บุญล้อม อยู่รับสุข กลุ่มพัฒนาอาชีพวีรไทย ตำบลศาลเจ้าโรงทอง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง งานภาพนูนต่ำที่กลุ่มอาชีพฯ ผลิตนี้ ทำจากเยื่อกระดาษกล่องเครื่องดื่ม มีความสวยงามมาก งานของท่านอาจารย์บุญล้อมฯ มีหลากหลาย ในกลุ่มงานที่ผลิตเป็นภาพนูนต่ำพระสมเด็จเกศไชโย หรือภาพที่มีมวลสารอื่น คือกระดาษปิดทองพระ และทองคำเปลว ผสมด้วยนั้น กลุ่มอาชีพฯ ก็จำเป็นต้องใช้กาวช่วยเป็นตัวประสานให้งานแน่น อยู่ได้นาน แต่ถ้าเป็นงานที่ใช้เยื่อกระดาษจากบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีล้วนๆ นั้น ก็ไม่จำเป็นต้องใช้กาวเลย

นอกจากนี้ กลุ่มชุมชนบ้านมหาโพธิ จังหวัดน่าน ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่นำเยื่อกระดาษที่ได้จากบรรจุภัณฑ์ยูเอชที ไปผลิตเป็นภาพพิมพ์นูนต่ำแบบต่างๆ สร้างคุณค่าให้กับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน และยังมีกลุ่มอาชีพอีกหลายแห่ง บ้างก็กำลังทดลอง บ้างก็ผลิตได้บ้างแล้ว พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ของฝากที่มีคุณค่าทั้งด้านการหยิบยื่นมิตรภาพสู่ผู้รับ และคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อม น่าปลื้มใจ

สำหรับเศษพลาสติกและอะลูมิเนียมฟอยล์ที่เหลือจากกระบวนการแยกเยื่อกระดาษ เพื่อนำไปทำงานหัตถกรรมนี้ ถ้าชุมชนไม่มีแหล่งที่จะนำไปรีไซเคิลต่อ ก็สามารถส่งไปยังโรงงานรีไซเคิล “อีโค่บอร์ด” หรือ “อีโค่บริค” ซึ่งผู้เขียนจะกล่าวถึงในย่อหน้าถัด ๆ ไป แต่ ถ้าในชุมชนมีการจัดการขยะในระดับใหญ่ หรืออาจมีเครื่องไพโรไลซิส เปลี่ยนพลาสติกเป็นน้ำมัน เศษพลาสติกเหล่านี้นับเป็นพลาสติกเกรดดีที่จะนำไปเปลี่ยนเป็นน้ำมันได้เช่นกัน ทั้งนี้ คงต้องมีการศึกษาเรื่องเศษอะลูมิเนียมฟอยล์ที่ติดไปกับเศษพลาสติกด้วยว่า สามารถนำเข้ากระบวนการได้เช่นกันไหม

มาว่ากันต่อเรื่องการรีไซเคิลในระดับอุตสาหกรรม ในประเทศไทยมีการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีมาร่วม 20 ปี โดยผลักดันผ่านอุตสาหกรรมกระดาษ มีบริษัท ไฟเบอร์พัฒน์ จำกัด เป็นผู้ร่วมพัฒนาตั้งแต่ระยะแรกๆ และดำเนินงานต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน โดยนำบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีใช้แล้ว ลงเครื่องแยกเยื่อกระดาษ (Hydra Pulper) ใช้น้ำ และการหมุนวนของน้ำ “นวด” บรรจุภัณฑ์ยูเอชทีใช้แล้ว ให้กระดาษแตกตัวออกจากพลาสติกและอะลูมิเนียมฟอยล์ จากนั้น กระดาษจะไหลลงสู่สายพานรีดน้ำออก อัดเป็นก้อน เป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับงานต่างๆ ที่ใช้เยื่อใยยาว ส่วนพลาสติกและอะลูมิเนียมฟอยล์ จะถูกล้างอีกครั้ง และแยกต่างหาก ไปทำอีโค่บอร์ด และอีโค่บริค ในลำดับต่อไป จริงๆ นอกจากการทำอีโค่บอร์ดแล้ว ยังสามารถนำไปทำเม็ดพลาสติกได้ จะกล่าวถึงในขั้นต่อไป

ในกระบวนการทำเยื่อ กระดาษจะถูกตีแยกเส้นใยในน้ำ น้ำส่วนหนึ่งหมุนเวียนกลับมาใช้และอีกส่วนต้องผ่านการบำบัดตามระบบของโรงงาน บางส่วนยังติดไปกับเยื่อเปียกหรือสูญเสียจากการระเหย จึงไม่ใช่ว่าน้ำทั้งหมดจะคงอยู่ในกระดาษหรือกลับมาใช้ได้ครบถ้วนเสมอไป

แล้วเยื่อกระดาษ เอาไปทำอะไรบ้าง?

1. ทำกล่องกระดาษลูกฟูก (Corrugated Box)

2. ทำกระดาษการ์ด กระดาษคราฟต์ กระดาษถนอมสายตา

3. เป็นส่วนผสมในวัสดุสังเคราะห์เลียนแบบไม้ (ไฟเบอร์ซีเมนต์)

4. ทำกระดาษทิชชู่รีไซเคิล

“1. ทำกล่องกระดาษลูกฟูก (Corrugated Box)”

กระดาษรีไซเคิลบางชนิดอาจไม่ต้องฟอกสีให้ขาวมาก เพราะสีของผลิตภัณฑ์ไม่ได้เป็นข้อกำหนดหลัก แต่กระบวนการจริงยังอาจใช้สารช่วยแยกหมึก ปรับคุณภาพเยื่อ หรือควบคุมระบบน้ำได้ จึงควรดูข้อมูลของโรงงานและผลิตภัณฑ์เฉพาะ ไม่ควรเหมารวมว่า “ไม่ใช้สารเคมี” ทั้งหมด

“2. ทำกระดาษการ์ด กระดาษคราฟต์ กระดาษถนอมสายตา”

มีการนำเยื่อกระดาษจากบรรจุภัณฑ์ยูเอชที มาใช้ในงานพิมพ์อยู่ “บ้าง” ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนนั้น การนำเยื่อกระดาษที่เป็นชนิดใยยาว มาผลิตเป็นกระดาษที่ใช้เขียนใช้พิมพ์กันนี้ อาจเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์เดียวคือ ให้ผู้บริโภค มองเห็น สัมผัส ใกล้ชิด กับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการรีไซเคิลกล่องยูเอชที ที่ผู้เขียนจำเป็นต้องบอกเล่าความคิดในใจกันแบบตรงไปตรงมา เพราะว่าเยื่อใยยาวนี้มีต้นทุนที่สูงมาก สูงเกินกว่านำมาผลิตเป็นกระดาษที่ใช้พิมพ์ ใช้เขียนในชีวิตประจำวัน แต่ถ้ามองในแง่ดี นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้รู้สึกคุ้นเคยใกล้ชิดกับสิ่งที่ได้จากการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีนี้ อาจมองในแง่มุมการผลิตที่ไม่ต้องใช้สารเคมี หรือสารฟอกขาว ก็มองในมุมนั้นได้

“3. เป็นส่วนผสมในวัสดุสังเคราะห์เลียนแบบไม้ (ไฟเบอร์ซีเมนต์)”

อันที่จริงแล้ว ในการผลิตไฟเบอร์ซีเมนต์นั้นมีการใช้วัตถุดิบหลากหลาย แต่หนึ่งในวัตถุดิบที่ผู้ผลิตเลือกใช้เป็นส่วนผสมคือ เยื่อกระดาษชนิดใยยาว ซึ่งเยื่อกระดาษที่ได้จากกระบวนการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ยูเอชที ก็นับว่าเป็นวัตถุดิบที่ตอบโจทย์ ด้วยราคาที่ย่อมเยากว่าเมื่อเทียบกับเยื่อยาวผลิตใหม่ และคุณภาพที่ดี ทัดเทียมกัน ทำให้เยื่อกระดาษที่ได้จากกระบวนการรีไซเคิลนี้ เข้ารอบไปอย่างไม่ต้องสงสัย

4. ทำกระดาษทิชชู่รีไซเคิล

กระดาษทิชชู่รีไซเคิลต้องผลิตตามมาตรฐานของผลิตภัณฑ์และควบคุมความสะอาดในกระบวนการ คำว่า “รีไซเคิล” เพียงคำเดียวไม่ได้รับรองความปลอดภัย และคำว่า “ห้องปลอดฝุ่น” ก็ต้องอ้างถึงมาตรฐานหรือโรงงานเฉพาะ ผู้บริโภคจึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากและข้อมูลผู้ผลิตชัดเจน

เราจะพบเห็นกระดาษทิชชู่รีไซเคิลนี้ตามร้านกาแฟหรูเสียเป็นส่วนมาก ไม่ค่อยเห็นใช้กันทั่วไป และจากประสบการณ์ของผู้เขียน พบว่า กระดาษทิชชู่รีไซเคิลซับน้ำได้ดี และไม่เปื่อยยุ่ยง่าย ก็เหมาะแล้วที่ใช้กับร้านกาแฟ เอาไว้พันแก้วกาแฟดีนักแล

มาถึงตอนนี้ ก็ต้องบอกว่าความรู้เกี่ยวกับเยื่อกระดาษที่ได้จากการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีนี้ “หมดไส้หมดพุง” กันเลยทีเดียว อาจไม่ได้พูดคุยกันอย่างละเอียดยิบ เพราะคงต้องเขียนเป็นหนังสือต่างหากอีกหนึ่งเล่มแน่ๆ ประกอบกับบางส่วนได้เขียนไปบ้างแล้วในตอน “กระดาษ .. คู่คิดพันปี” จึงไม่ได้เล่าอะไรซ้ำซ้อนนัก

ต่อไปก็จะมาพูดถึงเรื่อง พลาสติกและอะลูมิเนียมฟอยล์ ที่เหลือจากการแยกเยื่อกระดาษกัน

จากเศษพลาสติกและอะลูมิเนียมฟอยล์ สู่ส่วนผสมเม็ดพลาสติก

เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

เม็ดพลาสติกรีไซเคิลอาจผสมกับเม็ดใหม่เพื่อปรับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ หนึ่งในสูตรที่ผู้เขียนเคยพบอาจอยู่ที่ราว 60:40 แต่สัดส่วนนี้ไม่ใช่สูตรกลาง ใช้แทนกันไม่ได้ทุกโรงงาน เพราะขึ้นอยู่กับชนิดพลาสติก คุณภาพวัตถุดิบ และข้อกำหนดของชิ้นงาน

การพัฒนากระบวนการรีไซเคิล

จากเศษพลาสติกและอะลูมิเนียมฟอยล์ สู่ตระกูลอีโค่

ต่อมา ได้มีการพัฒนากระบวนการรีไซเคิลเศษพลาสติกและอะลูมิเนียมฟอยล์ นั่นคือ นำไปทำวัสดุสังเคราะห์ที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย จริงๆ แล้ว ถ้าให้เรียกว่า “อีโค่บอร์ด” จะรู้สึกถนัดกว่า เพราะว่าผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการนี้ เป็นแผ่นบอร์ดพลาสติกที่มีอะลูมิเนียมฟอยล์เจือปนอยู่ด้วย แต่ให้ความรู้สึกของการเป็นพลาสติกมากกว่า จะเรียกว่าใช้ทดแทนไม้เทียม ก็ไม่เชิงนัก เพราะสามารถทำเป็นหลังคา ทำเป็นเรือ เรียกได้ว่าเป็นคุณสมบัติของพลาสติก ก็ว่าได้

จากนั้นจึงใช้ความร้อนจากระบบของโรงงานหลอมและขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อุณหภูมิ เวลา และพลังงานที่ใช้แตกต่างกันตามเครื่องจักรและวัตถุดิบ จึงควรอ้างอิงค่าจากผู้ผลิตเครื่องหรือโรงงานนั้นโดยตรง

ถ้าเป็นหลังคา (Eco-Roof) ก็นำแผ่นอีโค่บอร์ดที่กำลังอุ่นๆ ปั๊มขึ้นลอน รอเย็นตัว จบงาน

ถ้าเป็นเรือ (Eco-Boat) ก็นำแผ่นอีโค่บอร์ดที่กำลังอุ่นๆ ขึ้นรูปเป็นเรือ รอเย็นตัว จบงาน

แต่ถ้าเป็น อีโค่บริค (Eco-Brick) หรือ วัสดุสังเคราะห์เพื่อใช้ทดแทนอิฐ ในงานก่อสร้าง นั้น ต้องมีการหลอมเข้าแม่พิมพ์โดยตรง จากนั้นทำให้เย็นลง และเคาะออกจากพิมพ์ เป็นอันใช้ได้ จะทำด้วยเครื่องจักรสำเร็จรูป ขึ้นรูปครั้งละหลายๆ ก้อน หรือจะทำลักษณะ Hand made ก็เป็นกระบวนการลักษณะนี้

ผลิตภัณฑ์อีโค่บอร์ด มีความแข็งแรง ทนทาน และสามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ แผ่นอีโค่บอร์ดที่มีขนาดหนาหน่อย นิยมใช้กันในห้องเย็นบนเรือ ใช้ปูพื้น เพราะทน และรักษาอุณหภูมิได้ดี นอกจากนี้ ยังมีการดัดแปลงใช้กรุผนังบ้าน ทำฝ้า เพราะมีคุณสมบัติเรื่องการรักษาอุณหภูมิภายในได้ดี และมีความสวยงามพร้อมคงรูปลักษณ์การส่งเสริมงานรีไซเคิล ในบางแห่งมีการนำไปใช้ตกแต่งภายใน ทำเคาน์เตอร์ ทำโต๊ะ เก้าอี้ ก็มี นอกจากจะเป็นวิธีการร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม โดยใช้วัสดุที่ได้จากการรีไซเคิลแทนทรัพยากรธรรมชาติแล้ว หลายแห่งยังชูประเด็นการอนุรักษ์ควบคู่ไปกับงานออกแบบ ดึงดูดลูกค้าได้อีกด้วย

สำหรับ อีโค่รูฟ นั้น คือหลังคาที่ได้จากกระบวนการนี้เช่นกัน มีจุดเริ่มมาจากการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์โครงการหลังคาเขียวเพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก ซึ่งเป็นโครงการที่ริเริ่มและดำเนินงานโดยบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับพันธมิตรโครงการ และที่สำคัญที่สุดคือ กลุ่มอาสา ที่ยกมืออาสาร่วมด้วยช่วยกันคัดแยกและจัดเก็บบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีใช้แล้ว เพื่อบริจาคเป็นวัตถุดิบในการผลิตอีกด้วย

สำหรับอีโค่รูฟ มีการจัดทำในเชิงพาณิชย์บ้าง แต่เรียกว่าพาณิชย์ลักษณะทำกำไรงามก็คงไม่ใช่ เพราะส่วนใหญ่ทางผู้ผลิตจะผลิตตามออเดอร์ ผู้สั่งไปใช้งาน ก็มักจะเป็นบุคคลที่อยู่ในแวดวงสิ่งแวดล้อม หรือ มีใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากๆ และขอให้ผลิตให้เฉพาะกิจมากกว่า เรียกได้ว่า ราคาค่าของนั้นก็ว่ากันไปตามต้นทุนเลยทีเดียว จริงๆ ผู้เขียนเองสนับสนุนให้ทำในลักษณะพาณิชย์ไปเลย เพราะมันไปได้ไกลและยั่งยืน แต่ค่านิยมกับความรับรู้ของสังคมไทย อาจยังไปไม่ไกลถึงจุดนั้น ก็คงเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยประกาศบอกเล่ากันไป ผู้เขียนเองก็สั่งอีโค่รูฟมาใช้งานด้วยเหมือนกัน

อีโค่โบ้ท (Eco-Boat) จัดว่าเป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะกิจ ช่วงน้ำท่วมหนักปี พ.ศ.2554 บริษัท ไฟเบอร์พัฒน์ จำกัด ได้ผลิตแผ่นอีโค่บอร์ด และพับขึ้นรูปเป็นเรือจำนวนร่วม 1,000 ลำเห็นจะได้ และบริจาคทั้งภาครัฐ และสนับสนุนงานเอกชน มอบให้ชุมชน ก็มี งานนี้ ไม่ได้มีการต่อยอดเชิงพาณิชย์

อีโค่บริค (Eco-Brick) สำหรับผู้เขียนขอใช้คำว่า อีโค่บริค เป็นน้องใหม่ของวงการเลยทีเดียว จะว่าไปเทคโนโลยีการทำอิฐเทียมจากพลาสติก มีมานานมากแล้ว แต่เพิ่งเริ่มนำเศษพลาสติกและอะลูมิเนียมฟอยล์จากบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีมาใช้ ในมุมมองของผู้เขียนนั้น วัตถุดิบนี้มีความเหมาะสม เพราะการทำเป็นอิฐต้องการความแข็งแรง และที่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องเหนียว เพราะขึ้นรูปเป็นก้อนๆ อยู่แล้ว จึงไม่ต้องใช้พลาสติกบริสุทธิ์มาเป็นส่วนผสม สำหรับอีโค่บริค หรือ อิฐเทียม ก็นำไปใช้ทำกำแพงบ้าน ทำรั้วกันได้เลย ความแข็งแรงขึ้นอยู่กับโครงสร้างที่ยึดกับพื้นด้วย สำหรับการประกอบขึ้นมา ผู้เขียนจินตนาการเปรียบเทียบกับการต่อเลโก้ คงแน่นมากๆ น่าดู ส่วนจะฉาบปูน จะติดอะไรๆ ไหม คงแล้วแต่การออกแบบไป

ในเรื่องของตระกูลอีโค่ก็จบลงตรงนี้ พร้อมความหวังว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายขึ้นและการทำให้ประชาชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายๆ จะเป็นไปได้ในเร็วนี้

การรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ยูเอชที เป็นไม้ “กรีนบอร์ด”

ในเรื่องของความหลากหลายของกระบวนการรีไซเคิลนี้ ผู้เขียนต้องยกให้บรรจุภัณฑ์ยูเอชทีจริงๆ เพราะถ้าไม่นับการนำสิ่งที่ได้จากการรีไซเคิลไปปรับแปลงประยุกต์ ดูเพียง “กระบวนการ” ที่ใช้รีไซเคิล และผลิตภัณฑ์ ต้องบอกว่า บรรจุภัณฑ์ยูเอชทีใช้แล้วนั้น แปลงร่างได้หลากหลายจริงๆ

หลังโรยวัสดุบนแม่พิมพ์แล้ว จะนำไปอัดร้อนที่อุณหภูมิและเวลาที่กำหนดตามชนิดเครื่อง ความชื้น และความหนาของแผ่น จากนั้นจึงอัดเย็นหรือทำให้เย็นตามกระบวนการของผู้ผลิต ก่อนตัดแต่งเป็นแผ่นสำเร็จ ผู้เขียนขอตัดตัวเลขช่องว่างเดิมออก เพราะหากไม่มีข้อมูลจากเครื่องจักรและโรงงานจริง การใส่ค่ากลางอาจทำให้ผู้อ่านนำไปใช้ผิดได้

ไม้กรีนบอร์ด มีสีออกน้ำตาล เพราะมีส่วนผสมของกระดาษอยู่ในนั้น 75%

อีโค่บอร์ด มีสีเงิน เพราะเป็นสีของอะลูมิเนียมฟอยล์ (พลาสติกส่วนใหญ่ไม่มีสี จะมีเห็นปนอยู่นิดๆ เพราะสีที่พิมพ์ลงบนกล่อง เมื่อโดนความร้อนจะติดกับชั้นพลาสติกชั้นนอกแบบแน่นสนิทเลย)

ไม้กรีนบอร์ด นับว่าเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ยอดนิยม จนถึงปัจจุบันนี้ ช่วงหนึ่ง ทางบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำโครงการร่วมกับรายการแจ๋วรักษ์โลก ช่อง 3 เพื่อรวบรวมบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีใช้แล้ว ไปเข้ากระบวนการรีไซเคิล ผลิตเป็นชุดโต๊ะเก้าอี้นักเรียน บริจาคให้กับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โครงการนี้ได้รับการตอบรับที่ดีมากๆ มีผู้สนใจอย่างล้นหลาม จำได้ว่า คุณอรอนงค์ ปัญญาวงศ์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า การคัดแยกบรรจุภัณฑ์ยูเอชที กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว พอเห็นกล่องนมนี้ต้องนำไปล้างเก็บไว้บริจาคเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีโครงการ “กล่องวิเศษ” ของ บริษัท อำพลฟู้ดส์ จำกัด ที่มีการรณรงค์ให้เกิดการคัดแยกบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีใช้แล้ว เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ของทางอำพลฟู้ดส์นี้ เรียกได้ว่า มีทีเด็ด เพราะร่วมกับทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาและผลิตเครื่องรีไซเคิลเองเลย โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ รีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ที่เหลือจากกระบวนการผลิต (บางส่วนเป็นล็อตที่ตัดทดสอบคุณภาพ) และยังใจดี เปิดรับบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีทุกยี่ห้อ ขอแค่ผู้บริจาคมีวัตถุประสงค์ร่วมกันคือ ลดปริมาณขยะ เท่านั้นเป็นใช้ได้ จากนั้น บรรจุภัณฑ์ยูเอชทีที่ได้จากการบริจาค ก็เข้ากระบวนการการผลิตกรีนบอร์ด (โดยอำพลฟู้ดส์) เมื่อได้ไม้กรีนบอร์ดแล้ว ก็นำไปผลิตเป็นโต๊ะ เก้าอี้นักเรียนบริจาคในลำดับต่อไป

นอกจากชุดโต๊ะเก้าอี้นักเรียน ยังมีการต่อยอดไม้กรีนบอร์ดเป็นโต๊ะญี่ปุ่น ชุดปิกนิก และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมาก เรียกได้ว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งแทนไม้ แต่การนำไปทำของใช้หรือเครื่องเล่นสำหรับเด็กไม่ใช่หลักฐานยืนยันความปลอดภัยในตัวเอง ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการออกแบบและทดสอบตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับวัสดุ โครงสร้าง สารปนเปื้อน และช่วงอายุผู้ใช้ก่อน

เอาล่ะ… มาถึงบรรทัดนี้ต้องบอกว่าเล่ากันแทบหมดไส้หมดพุงแล้วกับเรื่องบรรจุภัณฑ์ยูเอชที ผู้เขียนยังเชื่อว่าเราจะได้เห็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการรีไซเคิลต่อไปอีกมาก ส่วนแนวคิดนำพลาสติกกับอะลูมิเนียมฟอยล์ไปผ่านไพโรไลซิสนั้น ยังต้องคัดแยกวัตถุดิบ ศึกษาคุณภาพผลผลิต พลังงาน และมลพิษให้ครบ ไม่ใช่เพียงติดตั้งเครื่องแล้วจบ [15] แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นชัดจากประสบการณ์รณรงค์ช่วงปี พ.ศ. 2548–2560 คือ เมื่อภาคเอกชน ภาครัฐ โรงเรียน และชุมชนร่วมมือกันจริง การคัดแยกก็เกิดขึ้นและต่อยอดได้อย่างงดงาม

เกร็ดความรู้ส่งท้าย

1) ปริมาณบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีใช้แล้วในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงตามยอดผลิต การบริโภค และโครงสร้างตลาด ตัวเลข 51,000–80,000 ตันต่อปีในฉบับเดิมเป็นเพียงการคาดการณ์แบบ Exponential จากฐานปี 2556 ไม่ใช่สถิติทางการปัจจุบัน ผู้เขียนจึงขอไม่ใช้เป็นตัวเลขยืนยัน และแนะนำให้ตรวจข้อมูลปีล่าสุดจากผู้ผลิตหรือหน่วยงานที่เก็บสถิติก่อนนำไปคำนวณโครงการ

2) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กำลังพัฒนากล่องบางรูปแบบให้ลดหรือไม่ใช้ชั้นอะลูมิเนียมฟอยล์ เพื่อช่วยลดรอยเท้าคาร์บอน แต่การเลือกใช้ยังขึ้นอยู่กับชนิดเครื่องดื่ม เทคโนโลยีบรรจุ อายุการเก็บ และระบบรีไซเคิล จึงควรพิจารณาวงจรชีวิตทั้งระบบ ไม่ใช่ดูเพียงจำนวนชั้นวัสดุ

3) บรรจุภัณฑ์แบบอะเซปติกสามารถใช้กับไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิดได้ [16] แต่การเตรียมผลิตภัณฑ์และการใช้ความร้อนแตกต่างกันตามสูตรและกระบวนการ การเก็บได้นานเกิดจากการควบคุมจุลินทรีย์ ความสะอาดของผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ รวมถึงคุณสมบัติกั้นอากาศและแสง ไม่ใช่เพราะเครื่องดื่ม “ผ่านการบ่มแล้วจึงไม่บูด” [17]

4) ผู้เขียนเคยมีส่วนร่วมกับกิจกรรมรณรงค์เก็บกล่องนมโรงเรียนหลายแห่ง และเห็นพลังของเด็ก ครู และผู้ปกครองอย่างชัดเจน แต่ตัวเลข 437 โรงเรียน 35 ตัน และ 3.5 ล้านกล่องในฉบับเดิมยังไม่มีเอกสารโครงการต้นทางแนบยืนยัน จึงขอเว้นตัวเลขไว้ก่อน หากพบรายงานฉบับจริงเมื่อใดจึงค่อยใส่กลับพร้อมชื่อโครงการและปีข้อมูล

5) กล่อง “ชวนจำใน 10 วิ”

ชั้นของกล่อง UHT (จากนอกเข้าใน): พลาสติก – กระดาษ – พลาสติก – ฟอยล์ – พลาสติก – พลาสติก

สัดส่วนโดยทั่วไป: กระดาษ ~75% | PE ~20–22.5% | ฟอยล์ ~2.5–5%

รีไซเคิลได้อะไรบ้าง: เยื่อกระดาษ เป็น กระดาษลูกฟูก/การ์ด/ไฟเบอร์ซีเมนต์/ทิชชู่ | PE+ฟอยล์ เป็นอีโค่บอร์ด/รูฟ/บริก/เม็ดพลาสติกงานทั่วไป


อ่านต่อในชุด ก่อนจะเป็นขยะ
← ก่อนจะเป็นขยะ: พลาสติก จากทองคำสีดำสู่สิ่งใกล้ตัว   |   ก่อนจะเป็นขยะ: วิธีจัดการขยะของประเทศอื่น ๆ →

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *