Posted in

ก่อนจะเป็นขยะ: ทางเลือก จะเผา จะฝัง หรืออย่างไร

พูดถึงวิธีการอื่นๆ ที่จัดการขยะ ทั้งวิธีการที่ถูกหลัก และวิธีที่ไม่แนะนำ

พร้อมเหตุผล รวมถึงถ่ายทอดมุมมองให้ผู้อ่านเปิดกว้างทางความคิด)

เราพูดกันถึงขยะที่รีไซเคิลได้ไปแล้ว ก็ยังคงเหลือประเภทขยะที่ “รีไซเคิลไม่ได้” หรือนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้ หรือไม่ก็มีอาการ “คิดไม่ตก” ว่าจะทำอย่างไรกับขยะกลุ่มนี้ แต่ขอเกริ่นก่อนว่าในการจัดการขยะในรูปแบบต่างๆ ต่อไปนี้ ได้แก่ การเผา การฝังกลบ หรือการจัดการขยะในรูปแบบเฉพาะทาง (กลุ่มสารเคมี) ไม่ใช่ว่าจะทำได้เองในบ้านเสียทุกวิธีการไป เช่น การเผาขยะก็เป็นการทำให้ขยะหมดไป แต่การเผาขยะที่ไม่ได้เผาในเตาประสิทธิภาพสูง นอกจากจะเหลือพวกเศษขี้เถ้าที่อาจปนเปื้อนในดินและในแหล่งน้ำแล้ว ควันที่เกิดจากการเผาก็อาจเป็นสารพิษได้ด้วยในกรณีที่เราเผาขยะทุกประเภทรวมๆ กัน เป็นต้น

สำหรับวิธีการจัดการขยะที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ มีตัวอย่างดังนี้

เศษไม้

เศษไม้ที่ไม่ผ่านการทาสีหรือเคลือบสารเคมี อาจนำไปทำปุ๋ยหมักหรือเชื้อเพลิงชีวมวลได้ แต่ถ้าเป็นไม้ที่ผ่านการเคลือบสารกันปลวกหรือทาสีแล้ว มักถูกจัดเป็นขยะอันตรายย่อย ๆ เพราะสารเคมีอาจปนเปื้อน จึงจำเป็นต้องกำจัดด้วยการฝังกลบหรือกำจัดเฉพาะทาง

เศษผ้า

เศษผ้าเก่า ๆ หรือผ้าที่ปนเปื้อน ไม่สามารถรีไซเคิลกลับมาเป็นเส้นใยคุณภาพดีได้เสมอไป ส่วนใหญ่จึงถูกนำไปฝังกลบหรือเผา แต่บางโครงการก็พัฒนาเพื่อนำไปเป็นวัสดุรองพื้นถนน หรือเป็นเชื้อเพลิงในเตาอุตสาหกรรม (Refuse Derived Fuel: RDF) ได้เช่นกัน

สไตโรโฟม (Styrofoam)

นับว่าเป็นหนึ่งในขยะเจ้าปัญหาที่จัดการได้ยากที่สุด เพราะไม่ย่อยสลายตามธรรมชาติ และกระบวนการรีไซเคิลซับซ้อนมาก หากไม่ได้มีระบบแยกและทำความสะอาดที่ดี โฟมอาหารแทบจะไร้ค่าในกระบวนการรีไซเคิล ในปัจจุบันบางชุมชนหรือบริษัทเลือกที่จะนำโฟมไปทำวัสดุถมถนน หรือนำไปเป็นเชื้อเพลิง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วโฟมยังคงจบชีวิตที่ “ฝังกลบ” เป็นหลัก

กรรมวิธีจัดการขยะที่ไม่สามารถไปรีไซเคิลได้

การหมักทำปุ๋ยสด – ขยะสด (เศษอาหาร เปลือกผลไม้ เศษผัก มูลสัตว์)

วิธีนี้เหมาะสำหรับขยะประเภท เศษอาหาร เศษใบไม้ มูลสัตว์​หรือขยะที่เป็นวัตถุดิบธรรมชาติ โดยสามารถนำไปหมักทำปุ๋ยหรือทำเป็นน้ำหมักชีวภาพได้ตามแต่ประเภทของของเสีย และตามแต่วัตถุประสงค์ในการใช้งาน การนำเศษอาหาร เศษใบไม้ มูลสัตว์เหล่านี้มาหมักทำปุ๋ย นับว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมกับการจัดการขยะเพราะนอกจากจะทำให้ขยะกลุ่มนี้ไม่ไปปะปนกับขยะชนิดอื่นๆ ให้ส่งกลิ่นรบกวนหรือสิ้นเปลืองพื้นที่จัดเก็บขยะแล้ว เมื่อทำเป็นปุ๋ย ก็นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์ ชุมชนหลายแห่งจำหน่ายปุ๋ยหมักเหล่านี้จนสามารถทำรายได้เป็นการส่งเสริมอาชีพประชาชนในชุมชนได้ และในบางชุมชนก็นำปุ๋ยเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในงานเกษตรกรรม เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมี และยังเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

วิธีการหมักปุ๋ยแบบง่ายๆ แบบฉบับทำได้ที่บ้าน

ปกติแล้วเวลาที่เรากวาดใบไม้หน้าบ้าน หรือในบ้านของเรา ก็มักจะรวบรวมใบไม้เหล่านั้นเทกลับลงไปที่โคนต้นไม้ ในกระถาง หรือแม้กระทั่งเศษผัก เปลือกผลไม้ เปลือกไข่ เศษอาหาร บางครั้งเราก็ไว้ในกระถางหรือโคนต้นไม้เหมือนกัน ให้มันกลายเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติไป แต่ ถ้าเราทำความสะอาดทุกวัน ทำอาหารทุกวัน เราจะพบว่าเศษใบไม้ เศษผัก เศษอาหาร เหล่านั้นก็จะพูนกองออกมา ก็ไม่พ้นต้องทิ้งอยู่ดีแล้วถ้าเราไม่ทิ้ง ถ้าเราจะทำปุ๋ยหมักล่ะ เราจะทำอย่างไร .. วิธีการนั้นไม่ยาก แต่คงต้องทำความเข้าใจในหลักการกันสักนิด

หลักคิดง่ายๆ คือ เราต้องทำให้เศษอาหารเหล่านั้นย่อยสลายไปเสีย ทีนี้ สิ่งที่จะทำให้ย่อยสลายถ้าคิดกันแบบไวๆ ก็คือ “จุลินทรีย์” นั่นเอง อาจได้มาจากหัวเชื้อจุลินทรีย์ หรือ มูลสัตว์ ก็ได้ และถ้าจะช่วยให้ย่อยสลายได้เร็วขึ้นก็ต้องเพิ่มพื้นที่ให้กับเศษอาหารเหล่านั้น ไม่ให้ทับซ้อนจนแน่นเกินไป และควรทำให้เศษอาหารมีน้ำน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ชิ้นเล็ก ก็จะทำให้ย่อยสลายได้ไวขึ้น

สิ่งที่ต้องมีก็คือ ภาชนะ หรือ พื้นที่ที่ทำบ่อหมัก ควรเป็นพื้นที่ที่ระบายน้ำออกได้ และปิดโอกาสไม่ให้พวกแมลงต่างๆ มาวางไข่ให้เป็นแหล่งเชื้อโรค ส่วนใหญ่นิยมใช้ถังซีเมนต์มีฝาปิด หรือถังพลาสติกเจาะรูหุ้มตาข่าย สำหรับวัสดุที่ใช้ประกอบทำปุ๋ยหมัก มี

1. เศษใบไม้ 2. เศษอาหารต่างๆ 3. มูลสัตว์

วิธีการคือ เตรียมส่วนผสมอย่างละ 1 ส่วน ใส่ลงถัง คลุกให้เข้ากัน ปิดฝา และในช่วง 3-10 วันแรกก็ใช้ไม้คลุกๆ วันละ 2 ครั้ง ช่วงนี้ยังไม่พรมน้ำ เพราะวัตถุดิบจะคลายความชื้นออกมา ก็ต่อเมื่อเริ่มแห้ง ก็ต้องหมั่นพรมน้ำให้มีความชื้นบ้าง และเราสามารถเทเศษอาหาร รวมถึงส่วนผสมลงไปได้เรื่อยๆ หมั่นกวนคลุกทุกวัน ใช้วิธีสังเกตเอาว่าขยะเริ่มแห้งหรือยัง ถ้าแห้ง ก็พรมน้ำ คลุกหน่อย หมักได้สัก 1 เดือนก็พร้อมเป็นปุ๋ยให้เราใช้งานกัน

ถ้าทำในระดับชุมชน หรือหมู่บ้าน การทำปุ๋ยก็ควบคุมง่ายขึ้น เพราะมีปริมาณอาหารค่อนข้างเยอะ และคงต้องมีหลายบ่อหมักสักหน่อย ทั้งนี้ ปัจจุบันก็มีเครื่องผลิตปุ๋ยใช้กัน ทั้งในครัวเรือนและระดับอุตสาหกรรมเลยทีเดียว ประหยัดเวลาและได้ปุ๋ยมาใช้ มาจำหน่ายเป็นรายได้ชุมชน นี้ก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

การฝังกลบ

ข้อมูลสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยชุมชนปี 2566 ซึ่งเป็นชุดข้อมูลระดับประเทศล่าสุดที่ผู้เขียนตรวจพบ ระบุว่ามีสถานที่เปิดดำเนินการ 2,079 แห่ง ในจำนวนนี้ดำเนินการแบบถูกต้อง 114 แห่ง หรือร้อยละ 5.5 และดำเนินการแบบไม่ถูกต้อง 1,965 แห่ง หรือร้อยละ 94.5 [23] คำว่า “สถานที่กำจัดไม่ถูกต้อง” ครอบคลุมวิธีดำเนินงานหลายแบบ จึงไม่ควรเรียกทั้งหมดว่าเป็นการเทกองโดยอัตโนมัติ และควรระบุปีของข้อมูลทุกครั้ง เพราะจำนวนและสถานะของสถานที่อาจเปลี่ยนแปลงได้

การฝังกลบแบบถูกหลักสุขาภิบาล (Sanitary Landfill) ต้องออกแบบชั้นรองรับ ระบบรวบรวมน้ำชะขยะ และระบบจัดการก๊าซอย่างเหมาะสม ก๊าซหลุมฝังกลบอาจนำไปผลิตไฟฟ้า ความร้อน หรือปรับคุณภาพเป็นก๊าซเชื้อเพลิงได้ แต่ต้องมีระบบเก็บและควบคุม ไม่ใช่ต่อถังแล้วแจกเป็นก๊าซหุงต้มได้ทันที ฐานข้อมูล EPA ของสหรัฐฯ รายงานโครงการใช้ประโยชน์ก๊าซหลายร้อยแห่งและปรับข้อมูลต่อเนื่อง [24] จึงขอตัดตัวเลขเดิมที่ว่า 6,000 หลุมผลิตก๊าซเพียง 600,000 ลูกบาศก์ฟุตต่อปีออก เพราะผิดสเกลอย่างมาก

การเผา

การเผาขยะ นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของหลายๆ พื้นที่ เพราะในบางแห่งอาจมีข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ คือ ไม่สามารถจัดสรรพื้นที่สำหรับทำหลุมฝังกลบ หรือ ไม่สามารถจัดสรรพื้นที่พักขยะได้ในปริมาณมาก ขยะต้องถูกกำจัดอย่างรวดเร็ว โดยกลุ่มที่ประสบปัญหาด้านพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มพื้นที่ หรือประเทศ ที่เป็น “เกาะ” นอกจากเกาะแล้ว พื้นที่ที่ห่างไกลจากแหล่งกำจัดขยะโดยวิธีฝังกลบ ก็อาจใช้วิธีติดตั้งเตาเผาเพื่อทำการเผาขยะที่เกิดขึ้นในชุมชนเช่นกัน และยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนติดตั้งเตาเผาขยะ เพื่อนำพลังงานความร้อนที่ได้จากการเผาขยะไปใช้ในกระบวนการผลิต หรือไปหมุนเวียนใช้ผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าก็มี

แนวทางกรมควบคุมมลพิษแบ่งเตาเผาขยะตามกำลังเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ไม่เกิน 3 ตันต่อวัน มากกว่า 3–30 ตันต่อวัน มากกว่า 30–50 ตันต่อวัน และมากกว่า 50 ตันต่อวัน [25] นอกจากระบบเผาและควบคุมไอเสียแล้ว ยังต้องจัดการเถ้าหนักกับเถ้าลอยแยกกัน โดยเฉพาะเถ้าลอยซึ่งมักมีคุณสมบัติเป็นของเสียอันตราย ต้องส่งกำจัดตามระบบของเสียอันตราย ไม่ควรแนะนำให้นำไปทำปุ๋ยหมัก ถมดิน หรือทำวัสดุก่อสร้างแบบกว้าง ๆ ส่วนการใช้ประโยชน์เถ้าหนักต้องผ่านการทดสอบและเป็นไปตามกฎหมายกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง [25][26]

โมเดลการจัดการขยะที่น่าสนใจ

จากประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่าการจัดการขยะนั้นมีโมเดลมากมาย และมัก “ไม่ตายตัว” เพราะแต่ละพื้นที่มีปัจจัยต่างกันไป เช่น บางพื้นที่อาจมีข้อจำกัดเรื่องของพื้นที่จัดเก็บแต่มีความพร้อมด้านงบประมาณและบุคลากร บางพื้นที่มีเนื้อที่เยอะมากแต่บุคลากรไม่เพียงพอหรืองบประมาณไม่ทั่วถึง บางพื้นที่ประชากรน้อยขยะสะสมมาก เป็นขยะที่มีผลพวงมาจากการท่องเที่ยวก็มี ในขณะที่บางพื้นที่ตั้งเป้าไว้เลยว่าพื้นที่ของฉันนี่จะเน้นเรื่องของการจัดการขยะทั้งหมด เรียกได้ว่า ส่งมาที่ฉันฉันรับไว้เอง ทำนองนั้นเลย

ทีนี้ เราจะพิจารณาคำว่า “โมเดล” อย่างไร

แน่นอนว่าด้วยข้อจำกัดและปัจจัยต่างๆ นาๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ร่วมรณรงค์กันนี้ ก็จะเฟ้นหาพื้นที่ที่มีการจัดการขยะได้ “สำเร็จ” แล้วมาถอดบทเรียน จากนั้นก็พัฒนาบทเรียนนั้นๆ ขึ้นมาในพื้นที่ใหม่ และได้โมเดลใหม่ จึงเรียกได้ว่าปัจจุบันมีโมเดลมากมาย ล้วนแต่น่าสนใจพิจารณามาหยิบใช้

ผู้เขียนขอยกตัวอย่างโมเดลหนึ่งที่ทำกันอย่างต่อเนื่องและเรียกได้ว่าประสบผลสำเร็จ คือ เทศบาลเมืองแกลง จ.ระยอง ที่นี่นับว่ามีการจัดการขยะที่น่าสนใจ เริ่มจากการจัดการวิธีการคัดแยกขยะ ก็มีการประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าประชากรในเทศบาลเมืองแกลงจะแบ่งขยะออกเป็นขยะอินทรีย์ (พืช ผัก ผลไม้ เศษอาหาร เป็นต้น) ขยะรีไซเคิลได้ ขยะอื่นๆ โดยการแยกขยะย่อยๆ นั้นก็คงขึ้นอยู่กับความพร้อมและความเข้าใจของแต่ละหน่วยไป แต่หลักๆ คือ แยกขยะอินทรีย์ออกมาก่อน เพราะขยะกลุ่มนี้ถ้าปะปนไปกับขยะทั่วไปละก็… กี่งานกี่งานก็มีเบือนหน้าหนีแน่ๆ … เมื่อได้ขยะที่คัดแยกแล้ว ขยะอินทรีย์ก็จะถูกจัดสรรไปเป็นอาหารสัตว์ อ้อ! ที่นี่เขาเลี้ยงสัตว์ด้วยนะ เช่นหมูป่า ไก่ไข่ เป็นต้น จัดว่าเป็นสัตว์ที่ให้ผลผลิตทางการค้า และการบริโภคเลยล่ะ ส่วนเศษอาหาร หรือขยะที่เน่าเปื่อยหน่อย คือไม่เหมาะกับการใช้เป็นอาหารสัตว์ ก็นำไปเลี้ยงไส้เดือน ไส้เดือนก็จะผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนที่มีมูลค่าสูงมากๆ และเป็นที่นิยมมากในปัจจุบันนี้ ถ้ายังเหลืออีก ก็นำไปหมักทำปุ๋ยเสียเลย เอามาใช้ในแปลงเกษตร ส่วนแก๊สที่มาจากการหมักนั้นก็ส่งเข้าไปในถังเก็บเอาไปใช้ได้สารพัดประโยชน์ ส่วนใหญ่ก็หมุนเวียนใช้กันในบริเวณพื้นที่บริหารจัดการขยะ และยังมีส่งต่อให้ชุมชนได้อีกด้วย

สำหรับขยะอื่นๆ ถ้าได้รับการคัดแยกมาแล้วก็ง่ายหน่อย สามารถจำแนกประเภทส่งรีไซเคิลได้เลย จำหน่ายเป็นรายได้เข้ามาใช้ในงานบริหาร พัฒนา ระบบการจัดการขยะ สำหรับประเภทที่รวมๆ กันมาหรืออื่นๆ ก็นำขึ้นสายพาน จะมีพี่ๆ ผู้ชำนาญด้านการคัดแยกขยะมายืนเรียงกันตรงสายพาน ช่วยกันคัดแยกขยะประเภทที่รีไซเคิลได้ออกมาจากขยะทั่วไป

จนสุดท้ายปลายทางก็จะเหลือเพียงขยะที่ต้องกำจัดจริงๆ ในขั้นตอนนี้ก็คงต้องส่งลงหลุม หรือ เผาในเตาเผาประสิทธิภาพสูงในลำดับต่อไป แต่เรียกได้ว่ากว่าจะถึงลำดับนั้นก็เหลือขยะน้อยมากๆ และที่นี่ยังเพิ่มขีดความสามารถในการลดปริมาณขยะ โดยการรณรงค์อย่างต่อเนื่องให้ประชาชนแยกขยะพิษออกจากขยะทั่วไป และพยายามลด เลี่ยง การใช้ขยะประเภทที่ไม่ย่อยสลาย หรือจัดการยาก อีกด้วย

นอกจากหน่วยงานท้องถิ่นแล้ว ก็ยังมีภาคเอกชนที่มีบทบาทในเรื่องของการจัดการขยะเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้รับซื้อขยะรีไซเคิลรายต่างๆ (นั้นก็มีโมเดลอีก ยิบย่อย) หรือ บางแห่ง รับขยะมาเป็นเชื้อเพลิง บางแห่งรับขยะจำพวกพลาสติกไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น

ถัดออกจากประเทศเราไป คุณผู้อ่านคงเคยได้ยินมามากว่า หลายประเทศที่พัฒนาแล้วบ้านเมืองเขาสะอาดสวยงามดูแล้วเขามีการจัดการขยะกันอย่างไร คือการที่เขาจะสามารถจัดเก็บขยะได้ทุกวันนั้น ไม่ใช่แค่มีบุคลากรหรือทรัพยากรเพียงพอเท่านั้น แต่ต้องมีการจัดการขยะที่เรียกได้ว่า ดีเยี่ยมด้วยเช่นกัน

เช่นในกลุ่มประเทศยุโรป เอาประเทศเยอรมนีก็แล้วกัน วิธีการจัดการขยะก็จะเริ่มตั้งแต่ต้นทางเลย มีการบังคับใช้เป็นกฎหมายเลยทีเดียวว่าด้วยเรื่องของการคัดแยกขยะ และจะว่าไปของทางเมืองนอกเมืองหนาวนั้นอาจจะมีภาษีดีหน่อยตรงที่อากาศเขาเย็นกว่าเรา ก็ไม่ค่อยจะมีขยะเน่าเสีย แต่ทั้งนี้เราดูกันในประเด็นเรื่องการคัดแยกขยะกันตั้งแต่ต้นทางดีกว่า … ในบางท้องที่จะมีการตกลงเป็นกฎกติกาเลยว่า วันไหนทิ้งอะไรถุงขยะสีอะไร จากนั้นก็จะมีรถเทศบาลมาเก็บไป

เมื่อเก็บไปแล้วขยะเหล่านั้นจะถูกนำเข้าไปไว้ในโรงคัดแยก โดยขยะที่ถูกคัดแยกแล้ว ก็จะต้องถูกคัดแยกอีกทีเช่นกัน สำหรับขยะที่มาแบบรวมๆ (แต่จัดว่าสะอาดเลยนะ) ก็จะถูกส่งขึ้นสายพาน ถ้าเทียบเคียงก็คงคล้ายๆ เมืองแกลงที่เล่าให้ฟังเมื่อครู่นี้ ต่างกันที่ ขนาดของสายพาน และวิธีการที่ใช้คัดแยก ของทางต่างประเทศมักจะเน้นเครื่องจักร และคนมีหน้าที่ควบคุมเครื่องจักรเสียส่วนใหญ่

ขยะที่นำเข้าสายพานนั้นจะถูกคัดแยกจากใหญ่ไปเล็ก เริ่มจากแยกเหล็กออกไปโดยใช้แม่เหล็กดูด ผ่านช่องทางเป่าลมเป่าเอาเศษพลาสติก กระดาษ แยกออก เข้าเครื่องอินฟาเรดเพื่อสแกนแยกประเภท เป็นต้น เรียกได้ว่าเทคโนโลยีการคัดแยกขยะนี้พอเห็นเป็นต้นร้องว้าว กันเลยทีเดียว

สุดท้ายก็จะได้ขยะประเภทต่างๆ ส่งรีไซเคิลเช่นกัน โดยกระบวนการรีไซเคิลก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวสามัญ ดังที่ได้เขียนไว้ตามประเภทขยะชนิดต่างๆ ในบทต้นๆ แล้ว

ดังนั้น เรื่องของโมเดลการคัดแยกขยะนี้ คงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องคุยกันยาวเช่นกัน ส่วนตัวผู้เขียนเองอยากเห็น “นวัตกรรม” การคัดแยกขยะ ณ โรงคัดแยกขยะ เคยได้ยินว่าในไทย ในกรุงเทพมหานครเมืองหลวงนี้ ก็เคยมีการลงทุนเอาสายพานแบบนี้มาใช้ จะมีเครื่องแยกขยะหรือเปล่าไม่แน่ใจผู้เขียนจะยังไม่ลงลึกถึงเรื่องนี้ แต่รู้มาว่าไม่ค่อยได้ผล เพราะประชาชนไม่ค่อยจะแยกขยะกัน บางทีสายพานวิ่งๆ แล้วหยุดเพราะไม้เสียบลูกชิ้นไปติด ก็มี … เรื่องนวัตกรรมก็สำคัญ สำหรับผู้เขียน ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางก็สำคัญเช่นกัน จริงๆ แล้ว ย้อนกลับไปที่เรื่องขยะขายได้ ขายไม่ได้ ถ้าจัดระเบียบตั้งแต่ส่วนนี้ และทำให้เป็นกฎหมายไปเสีย ก็น่าจะดี แต่คงต้องรื้อระบบกันขนานใหญ่เพราะนั่นหมายถึงพี่ๆ ที่ประกอบอาชีพเก็บขยะเก็บของเก่านั้น ก็ต้องขึ้นทะเบียนและมีพื้นที่รับซื้ออย่างจริงๆ จังๆ .. จริงนึกแล้วน่าจะเป็นเรื่องที่ดีและน่าสนุก แต่น่าเสียดายที่ไม่มีคนดำเนินงานเรื่องนี้เป็นจริงเป็นจัง แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้ บางทีพลังความคิดของคนบางกลุ่ม การลงมือทำโดยเริ่มจากหน่วยเล็กๆ ก็อาจทำให้เป็นคลื่นใหญ่ๆ เปลี่ยนฉากสังคมก็เป็นไปได้


อ่านต่อในชุด ก่อนจะเป็นขยะ
← ก่อนจะเป็นขยะ: วิธีจัดการขยะของประเทศอื่น ๆ   |   ก่อนจะเป็นขยะ: ลดขยะ →

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *